วันนี้ เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์

มหาข่าน : จุดเริ่มต้นสงครามมองโกล-ญี่ปุ่น

เงาพยัคฆ์เหนือแดนอาทิตย์อุทัย
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 13 จักรวรรดิมองโกลภายใต้การปกครองของกุบไลข่านได้แผ่ขยายอำนาจอย่างกว้างใหญ่ไพศาล กลืนกินดินแดนตั้งแต่ยุโรปกลางจรดซีเรีย ในขณะที่พระองค์กำลังทุ่มกำลังบดขยี้ราชวงศ์ซ่งใต้ ซึ่งเป็นอำนาจสุดท้ายของชาวจีนที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้ มหาข่านผู้ทะเยอทะยานก็ได้ทอดสายตาไปยังดินแดนใหม่ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของช่องแคบสึชิมะ นั่นคือหมู่เกาะญี่ปุ่น
การยอมจำนนของอาณาจักรโครยอแห่งเกาหลีนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ดังที่นักประวัติศาสตร์ สตีเฟน เทิร์นบูลล์ (Stephen Turnbull) ได้กล่าวไว้ว่า เหตุการณ์นี้ทำให้มองโกลสามารถเข้าถึง "ประเพณีการเดินเรือที่สำคัญ" ของคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่การรุกรานแดนอาทิตย์อุทัยในเวลาต่อมา
1. ความทะเยอทะยานของมหาข่าน: เหตุใดจึงต้องเป็นญี่ปุ่น?
กุบไลข่าน ผู้ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของชาวมองโกลในปี ค.ศ. 1259 คือจักรพรรดิผู้ไม่เคยหยุดนิ่งในการขยายอำนาจ แรงผลักดันของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าแค่การพิชิตดินแดน ดังที่กษัตริย์เกาหลีได้เคยเตือนญี่ปุ่นไว้ว่า กุบไลข่านนั้นมีความ "ปรารถนาที่จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกว่าการปกครองของพระองค์นั้นครอบคลุมทุกสิ่ง" ด้วยความทะเยอทะยานอันไร้ขีดจำกัดนี้ พระองค์จึงมองเห็นญี่ปุ่นเป็นเป้าหมายต่อไป ด้วยเหตุผลสำคัญสองประการที่เย้ายวนใจอย่างยิ่ง
* ขุมทรัพย์ทองคำ: ญี่ปุ่นมีชื่อเสียงเลื่องลือในภูมิภาคว่าเป็นแหล่งโลหะมีค่าที่อุดมสมบูรณ์ ชื่อเสียงนี้โด่งดังไปไกลจนถึงขั้นที่มาร์โค โปโล (Marco Polo) นักเดินทางชาวเวนิส ได้บันทึกคำร่ำลือที่ได้ยินมาว่า "พระราชวังของกษัตริย์มุงด้วยทองคำบริสุทธิ์... และพื้นปูด้วยทองคำหนาสองนิ้ว" ภาพลักษณ์ของความมั่งคั่งมหาศาลนี้ย่อมเป็นที่หมายปองของจักรวรรดิที่กำลังเติบโต
* นักรบผู้แข็งแกร่ง: ญี่ปุ่นเป็นดินแดนของซามูไร ชนชั้นปกครองผู้มีวิถีชีวิตคือการทำสงคราม พวกเขาคือสุดยอดนักรบแห่งโลกตะวันออกไกล ในมุมมองของมองโกล หากสามารถนำซามูไรมาเป็นข้ารับใช้ได้ กองทัพก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล ดังที่นักบวชเซนนามว่า โทเง็น เออัน (Togen Eian) ได้ให้ทัศนะไว้ว่า มองโกลต้องการพิชิตญี่ปุ่น เพราะ "ทักษะทางการทหารของญี่ปุ่นนั้นเหนือกว่าชาติอื่นๆ คันธนูและลูกธนูของเรา [ถูกใช้ด้วย] ทักษะที่ไร้เทียมทาน
และชุดเกราะของเราก็ทำให้แม้แต่ทวยเทพยังต้องสั่นสะเทือน..." เขากล่าวเสริมว่า เมื่อได้นักรบญี่ปุ่นมาไว้ในอำนาจแล้ว "พวกเขาจะสามารถพิชิตจีนและอินเดียได้" โดยมองโกลจะเป็นผู้บัญชาการ และญี่ปุ่นจะเป็นกองทัพในสนามรบ
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ กุบไลข่านจึงไม่รอช้าที่จะเริ่มต้นกระบวนการทางการทูต ซึ่งเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งประวัติศาสตร์
2. สาส์นท้ารบ: เมื่อการทูตคือการข่มขู่
ความพยายามครั้งแรกของกุบไลข่านเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1266 เมื่อพระองค์ส่งทูตไปยังญี่ปุ่น แต่กลับถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ เหตุการณ์นี้สร้างความพิโรธให้แก่มหาข่านเป็นอย่างยิ่ง พระองค์จึงสั่งให้กษัตริย์เกาหลีเป็นผู้รับประกันด้วยตนเองว่าทูตชุดต่อไปจะต้องไปถึงราชสำนักญี่ปุ่นให้จงได้ ในเวลานั้น ญี่ปุ่นมีโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อน รัฐบาลถูกบริหารโดยทหารที่เรียกว่า "บากูฟุ" (bakufu)
แม้ว่าประเทศจะมีจักรพรรดิเป็นประมุขในเชิงสัญลักษณ์ แต่ราชสำนักก็ถูกลดทอนอำนาจลงเป็นเพียงแค่หุ่นเชิด อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่โชกุน ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของชนชั้นซามูไร แต่ที่ซับซ้อนไปกว่านั้นคือ ผู้กุมอำนาจที่แท้จริงเบื้องหลังโชกุนอีกทอดหนึ่ง ก็คือผู้สำเร็จราชการนามว่า โฮโจ โทคิมุเนะ (Hōjō Tokimune)
ในที่สุด เมื่อสาส์นของกุบไลข่านมาถึงญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1268 มันก็คือผลพวงจากความขุ่นเคืองที่สั่งสมมานานถึงสองปี แม้เนื้อหาจะเริ่มต้นด้วยการเรียกร้อง "ความสัมพันธ์ฉันมิตร" แต่ก็แฝงไปด้วยน้ำเสียงข่มขู่คุกคามและความเย่อหยิ่งอย่างชัดเจน
"จักรพรรดิแห่งมหาจักรวรรดิมองโกล" (Emperor of the Great Mongols) ส่งสาส์นถึง "กษัตริย์แห่งประเทศเล็กๆ" (the king of a little country)
การใช้ถ้อยคำเช่นนี้คือการจงใจดูหมิ่นและแสดงสถานะที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน กุบไลข่านโอ้อวดถึงการพิชิตเกาหลีของพระองค์ และตั้งคำถามอย่างหยามเหยียดว่าเหตุใดญี่ปุ่นจึงยังไม่มาถวายเครื่องราชบรรณาการ พร้อมสรุปอย่างอหังการว่า "นี่คงเป็นเพราะท่านยังไม่ได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน" จดหมายฉบับนี้ปิดท้ายด้วยประโยคที่ฟังดูเหมือนต้องการสันติ แต่แท้จริงแล้วคือคำขู่ที่แฝงอยู่อย่างเยือกเย็น
"ไม่มีผู้ใดปรารถนาที่จะหันไปใช้อาวุธ" (Nobody would wish to resort to arms)
การตอบสนองของญี่ปุ่นนั้นเรียบง่ายและท้าทายอย่างที่สุด นั่นคือการเพิกเฉยต่อสาส์นฉบับนั้นอย่างสิ้นเชิง ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร แม้กระทั่งจีน และพวกเขาไม่มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเพณีอันหยิ่งทะนงนี้
เมื่อการทูตสิ้นสุดลงด้วยความเงียบงัน เสียงเดียวที่ดังขึ้นจากทั้งสองฟากฝั่งทะเลคือเสียงกลองสงคราม
3. เสียงกลองสงคราม: การเตรียมทัพของสองมหาอำนาจ
เมื่อไร้ซึ่งการตอบรับ กุบไลข่านก็เริ่มเตรียมการรุกรานทันที ในปี ค.ศ. 1268 พงศาวดารหยวน (Yuan Shi) ซึ่งเป็นบันทึกอย่างเป็นทางการของมองโกล ได้บันทึกคำสั่งที่ส่งไปยังเกาหลี ความตอนหนึ่งระบุว่า "ในกรณีที่เราวางแผนทำสงครามกับประเทศที่ไม่ยอมอ่อนน้อม เป็นการดีที่ประเทศของท่านจะส่งกองทัพมาช่วยรบ เป็นการดีที่ท่านจะสร้างเรือรบหนึ่งพันลำที่ใหญ่พอจะบรรทุกข้าวสารได้สามหรือสี่พัน shi" เกาหลีซึ่งอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงระดมพลทหารจำนวนสูงสุดถึง 10,000 นายเพื่อสร้างเรือเหล่านี้
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายญี่ปุ่นก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อข่าวการรุกรานที่อาจเกิดขึ้นแพร่สะพัด พวกเขาก็เริ่มเตรียมการป้องกันอย่างแข็งขัน
* ทางการทหาร: กองทัพของบากูฟุเริ่มเสริมกำลังป้องกันตามแนวชายฝั่ง ในปี ค.ศ. 1271 มีคำสั่งไปยังขุนนางผู้ครองที่ดินบนเกาะคิวชูซึ่งอยู่ใต้สุดว่า "เราได้รับข่าวว่าการรุกรานใกล้เข้ามาแล้ว ขุนนางทุกคนที่ถือครองที่ดินในคิวชูต้องกลับไปยังคิวชูทันทีเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับดินแดน"
* ทางจิตวิญญาณ: ราชสำนักของจักรพรรดิได้จัดพิธีสวดมนต์ครั้งใหญ่เพื่อขอพรให้ประเทศชาติปลอดภัย
การเตรียมความพร้อมของทั้งสองฝ่ายสะท้อนให้เห็นถึงเจตจำนงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฝ่ายมองโกล (นำโดยกุบไลข่าน)
- สั่งให้เกาหลีสร้างเรือรบ 1,000 ลำ
- ระดมพลทหารเกาหลีสูงสุด 10,000 นาย
- ส่งทูตไปอีกครั้งในปี 1269 (แต่ถูกปฏิเสธ)
ฝ่ายญี่ปุ่น (นำโดยบากูฟุ)
- เสริมกำลังป้องกันชายฝั่งบนเกาะคิวชู
- เรียกขุนนางที่อยู่ทางใต้กลับมาป้องกันพื้นที่
- ราชสำนักจักรพรรดิสวดมนต์ขอพร
เมฆหมอกแห่งสงครามได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ การเผชิญหน้าระหว่างความทะเยอทะยานอันไร้ขีดจำกัดของจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก กับจิตวิญญาณอันไม่ยอมจำนนของเหล่านักรบซามูไรกำลังจะอุบัติขึ้นในไม่ช้า
แหล่งที่มา : All About History Japan At War - 1st Edition - April 2025
โฆษณา