9 ม.ค. เวลา 02:09 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ศิษย์ล้างครู? เมื่อสหรัฐฯ สร้างคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดด้วยน้ำมือตัวเอง

ผมว่าหลายท่านอาจจะมีความสงสัยกันนะครับว่า ทำไมประเทศจีนถึงสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลกได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้
ทั้งที่เมื่อไม่กี่สิบปีก่อน ประเทศแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยความยากจน ผู้คนลำบากยากไร้ เรื่องการศึกษาก็ไม่ต้องพูดถึง ยังห่างไกลกับคำว่าพัฒนาเป็นอย่างมาก
แต่ภาพที่เราเห็นกันจนชินตาในทุกวันนี้ คือการงัดข้อกันอย่างดุเดือดระหว่างสองยักษ์ใหญ่อย่าง สหรัฐอเมริกา และ จีน
ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า การแบนเทคโนโลยี หรือความขัดแย้งในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ต่างๆ
แต่ความจริงที่น่าตกใจและหลายคนอาจนึกไม่ถึงก็คือ ผู้ที่วางรากฐานความยิ่งใหญ่ และเป็นคน "ปั้น" ให้จีนกลายมาเป็นมหาอำนาจที่แข็งแกร่งจนน่ากลัวในวันนี้
แท้จริงแล้วก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือคู่ปรับตัวฉกาจของเขาในปัจจุบันอย่าง "สหรัฐอเมริกา" นั่นเอง
เรื่องราวนี้มีความลึกซึ้งและซับซ้อนมากกว่าแค่ใครเป็นเพื่อนใคร หรือใครเป็นศัตรูใคร
แต่มันคือหน้าประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าว่า ทุนนิยม เงินตรา และนโยบายการต่างประเทศ สามารถเปลี่ยนประเทศที่ยากจนข้นแค้น ให้กลายมาเป็นโรงงานของโลกได้อย่างไร
...
ย้อนกลับไปในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 หรือยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ในเวลานั้นถ้าเราพูดถึงประเทศจีน ภาพจำในสายตาชาวโลกไม่ได้เป็นเหมือนตึกระฟ้าในเซี่ยงไฮ้หรือความเจริญแบบปักกิ่งในทุกวันนี้
จีนในยุคนั้นถูกมองว่าเป็นยักษ์ใหญ่ที่ป่วยไข้ เต็มไปด้วยความวุ่นวายทางการเมือง
ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 1949 พวกเขาเลือกใช้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง หรือ "Central Planning" ที่รัฐบาลเป็นคนกำหนดทิศทางทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จ
ภาคเอกชนแทบไม่มีที่ยืน กลไกตลาดแทบไม่ได้ทำงาน
1
ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ แม้จีนจะพอสร้างอุตสาหกรรมพื้นฐานได้บ้าง แต่ปากท้องของประชาชนกลับยังหิวโหย
ข้อมูลจากธนาคารโลกบอกเราว่า ในปี 1960 GDP ของจีนมีมูลค่าเพียงแค่ประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น...
ถึงแม้ตัวเลขจะขยับขึ้นมาบ้างในทศวรรษต่อมา แต่มันก็ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดประชากรที่มหาศาล
เศรษฐกิจจีนในยุคนั้นมีแต่ความไม่แน่นอน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่มีความมั่นคงเอาเสียเลย
แต่แล้ว จุดเปลี่ยนแรกก็เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 มันเหมือนกับฉากสำคัญในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์
เมื่อประธานาธิบดี Richard Nixon ของสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจทำในสิ่งที่โลกต้องจารึก ด้วยการบินข้ามโลกไปเยือนกรุงปักกิ่งในปี 1972
ภาพการจับมือกันระหว่างผู้นำโลกเสรีและผู้นำโลกคอมมิวนิสต์ในวันนั้น มันคือการละลายภูเขาน้ำแข็งที่ปิดกั้นความสัมพันธ์มาอย่างยาวนาน
หลายคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องของการเมือง เป็นการถ่วงดุลอำนาจกับโซเวียตในช่วงสงครามเย็น
แต่ในมุมเศรษฐกิจ นี่คือการเปิดประตูบานแรกที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ทุนนิยมและเงินดอลลาร์เริ่มไหลรินเข้าไปสู่แผ่นดินมังกร
และเมื่อกาลเวลาหมุนมาถึงช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ตัวละครเอกอีกคนหนึ่งของฝั่งจีนก็ก้าวขึ้นมามีบทบาท
เขาคือ เติ้ง เสี่ยวผิง ชายร่างเล็กที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เขาประกาศนโยบาย "Reform and Opening-up" หรือการปฏิรูปและเปิดประเทศ
เปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจที่ปิดกั้น มาสู่สิ่งที่เรียกว่า "Socialist Market Economy"
คำนี้ฟังดูย้อนแย้ง สังคมนิยมแต่มีกลไกตลาด แต่นั่นคือความอัจฉริยะของโมเดลนี้ คือรัฐยังคุมอำนาจอยู่ แต่ยอมปล่อยให้มือที่มองไม่เห็นของตลาดเข้ามาทำงาน
มันคือการปูพรมแดงต้อนรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
และแน่นอนว่า แขกคนสำคัญที่เดินเข้ามาบนพรมแดงนี้เป็นคนแรกๆ ก็คือสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มมองเห็นโอกาสทองในดินแดนใหม่แห่งนี้
เข้าสู่ช่วงทศวรรษที่ 1980 นี่คือช่วงเวลาที่เครื่องจักรเศรษฐกิจของจีนเริ่มได้รับเชื้อเพลิงชั้นดีจากอเมริกา
เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 1979 เมื่อประธานาธิบดี Jimmy Carter ให้การรับรองทางการทูตแก่จีนอย่างเต็มรูปแบบ
นำไปสู่ข้อตกลงการค้ามากมาย แต่สิ่งที่เปรียบเสมือน "บัตรผ่านวีไอพี" ที่ทำให้อุตสาหกรรมจีนติดปีกบินได้จริงๆ คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดี Ronald Reagan
นั่นคือการมอบสถานะ "MFN" หรือ Most Favored Nation ให้กับจีน
อธิบายง่ายๆ ก็คือ ปกติเวลาประเทศหนึ่งจะขายของให้อีกประเทศหนึ่ง ถ้าไม่มีสถานะนี้ อาจจะโดนกำแพงภาษีมหาโหด แต่พอได้สถานะนี้ สินค้าจากจีนจะถูกปฏิบัติเหมือนกับสินค้าจากพันธมิตรของอเมริกา ภาษีนำเข้าจะต่ำมาก
แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญจนเป็นจุดพลิกผัน ลองจินตนาการดูว่า ในปี 1981 รายได้หรือการบริโภคต่อวันของคนจีนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.02 ดอลลาร์ หรือแค่ประมาณ 30 กว่าบาท ในขณะที่คนอเมริกันอยู่ที่ 41.5 ดอลลาร์...
ช่องว่างของค่าแรงที่มหาศาลกว่า 40 เท่านี้ เมื่อมาเจอกับกำแพงภาษีที่ต่ำเตี้ยติดดินจากการได้สถานะ MFN มันคือสวรรค์ของนักลงทุนอเมริกันชัดๆ
บริษัทอเมริกันมองเห็นโอกาสในการลดต้นทุน จึงแห่กันขนเงินทุนและเทคโนโลยีเข้าไปตั้งโรงงานในจีนกันยกใหญ่
เราจึงได้เห็นยักษ์ใหญ่ในวงการยานยนต์อย่าง GM และ Ford เข้าไปจับมือทำธุรกิจในจีน
หรือจะเป็นฝั่งเทคโนโลยีอย่าง Microsoft, Intel และ Apple ที่ทยอยเข้าไปตั้งฐานทัพ ทั้งศูนย์วิจัยและโรงงานผลิต
แต่จีนในยุคนั้นไม่ได้ยอมให้ฝรั่งเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ฝ่ายเดียว รัฐบาลจีนวางเกมไว้อย่างชาญฉลาดมาก
พวกเขาใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า "Market for Technology" หรือการแลกตลาดกับเทคโนโลยี
กฎเหล็กคือ ถ้าคุณอยากขายของให้คนจีนพันล้านคน คุณต้องร่วมทุน หรือทำ "Joint Venture" กับบริษัทท้องถิ่นของเรา
ตัวอย่างที่คลาสสิกที่สุดคือกรณีของ SAIC หรือ Shanghai Automotive Industry Corporation ที่ร่วมทุนกับ GM
ในช่วงแรกๆ SAIC ก็ทำหน้าที่แค่ประกอบรถตามใบสั่ง แต่พอทำงานร่วมกันไปนานเข้า วิศวกรจีนก็เริ่มครูพักลักจำ เรียนรู้วิธีการผลิต การออกแบบ การคุมคุณภาพ
จนในที่สุดพวกเขาก็เก่งพอที่จะสร้างแบรนด์รถยนต์ของตัวเองได้ นี่คือการดูดซับองค์ความรู้ที่ประเมินค่าไม่ได้
อีกหนึ่งตัวอย่างที่ต้องพูดถึงคือ Foxconn แม้จะเป็นบริษัทไต้หวัน แต่ฐานการผลิตหลักอยู่ที่จีนแผ่นดินใหญ่
Foxconn กลายเป็นมือปืนรับจ้างผลิตให้กับบริษัทอเมริกันแทบทุกเจ้า ตั้งแต่ Apple ไปจนถึง HP
การเข้ามาของบริษัทเหล่านี้ ไม่ได้แค่สร้างงานให้คนจีนหลายล้านคน แต่มันสร้างสิ่งที่เรียกว่า "Supply Chain" หรือห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง
ลองนึกภาพว่าพอมีโรงงานประกอบ iPhone ก็ต้องมีโรงงานทำน็อต โรงงานทำกล่อง โรงงานทำแผงวงจร ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
ข้อมูลระบุว่าในช่วงทศวรรษ 1990 ถึง 2000 จำนวนบริษัทที่อยู่ในวงจรนี้เพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 1,000 แห่ง เป็นกว่า 10,000 แห่ง
นี่คือการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครบวงจรที่สุดในโลกขึ้นมา
และไม่ใช่แค่เรื่องเงินๆ ทองๆ หรือโรงงานเท่านั้น อีกปัจจัยที่อเมริกาช่วยจีนแบบเต็มๆ คือ "มันสมอง"
รัฐบาลจีนส่งนักเรียนระดับหัวกะทิไปเรียนต่อที่อเมริกาจำนวนมหาศาล จากหลักหมื่นคนในปี 1988 เพิ่มเป็นหลายหมื่นคนในปี 2000
คนเหล่านี้ไม่ได้ไปเรียนปรัชญาหรือศิลปะ แต่ไปเรียนวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการบริหารธุรกิจ
พอจบกลับมา ก็นำแนวคิดแบบตะวันตก เทคโนโลยีใหม่ๆ และคอนเน็กชัน กลับมาพัฒนาประเทศ
ประกอบกับที่จีนเองก็บ้าคลั่งในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือ ถนน รถไฟความเร็วสูง...
และแล้วก็มาถึงจุดพีคที่สุด นั่นคือเดือนธันวาคม ปี 2001
เมื่อจีนได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก หรือ "WTO" ต้องบอกว่าคนที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้จีนเข้า WTO ก็คือประธานาธิบดี Bill Clinton
สหรัฐฯ ในตอนนั้นมีความเชื่อที่ว่า "การค้าจะเปลี่ยนจีน" พวกเขาเชื่อว่าถ้าดึงจีนเข้ามาอยู่ในระบบการค้าโลก จีนจะยอมรับกติกาแบบสากล และความมั่งคั่งจะทำให้จีนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นประชาธิปไตยเหมือนตะวันตก
แต่นั่นอาจจะเป็นการคาดการณ์ที่ผิดพลาดที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐฯ เพราะหลังจากเข้า WTO การส่งออกของจีนพุ่งทะยานแบบก้าวกระโดด
ในช่วง 5 ปีแรก มูลค่าการส่งออกโตเฉลี่ยปีละ 25% สินค้าจีนทะลักไปทั่วโลก และแน่นอน ตลาดที่ใหญ่ที่สุดก็คือสหรัฐอเมริกา
มาถึงตรงนี้ เราเริ่มเห็นภาพแล้วว่าทำไมจีนถึงโตเร็วขนาดนี้ แต่เรื่องราวมันไม่ได้จบแค่จีนเป็นโรงงานผลิตของก๊อปเกรดเอ หรือเสื้อผ้าราคาถูก จีนใช้เวลาหลายสิบปีสะสมทุน สะสมเทคโนโลยี และสะสมคนเก่ง เพื่อก้าวข้ามไปสู่อีกขั้น
นั่นคือ "นวัตกรรม" ความแตกต่างของจีนกับหลายประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง คือเขาไม่ยอมหยุดแค่การเป็นผู้รับจ้างผลิต
จีนเริ่มสร้างแพลตฟอร์มของตัวเอง ดูอย่างเรื่องระบบชำระเงินดิจิทัล
ในขณะที่อเมริกายังรูดบัตรเครดิตกันอยู่ จีนกระโดดข้ามไปใช้ Alipay และ WeChat Pay กันทั้งเมืองแล้ว
ในปี 2021 มูลค่าการชำระเงินดิจิทัลของจีนสูงถึง 434 ล้านล้านดอลลาร์ ทิ้งห่างอเมริกาแบบไม่เห็นฝุ่น
นี่คือหลักฐานว่า จีนได้เปลี่ยนสถานะจาก "ผู้ตาม" มาเป็น "ผู้นำ" ในหลายๆ ด้านเรียบร้อยแล้ว
สรุปแล้ว หากเรามองย้อนกลับไป การเติบโตอย่างมหัศจรรย์ของจีนในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าลมใต้ปีกที่สำคัญที่สุดคือสหรัฐอเมริกา
ผ่านการเปิดตลาด การมอบสถานะทางการค้า การลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ด้วยความหวังว่าจีนจะเป็นพันธมิตรที่ดีและเดินตามรอยตนเอง
แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในวันนี้ กลับกลายเป็นว่าสหรัฐฯ ได้สร้างคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง
ความสัมพันธ์ที่เคยเกื้อกูลกันแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ได้เปลี่ยนกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด
มันคือบทเรียนราคาแพงที่สอนให้รู้ว่า ในโลกของธุรกิจและการเมืองระหว่างประเทศ
ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร มีเพียงผลประโยชน์และการช่วงชิงความได้เปรียบ ที่จะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของคนทั้งโลก...
References : [worldbank, cfr, piie, history, statista]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา