12 ม.ค. เวลา 10:12 • ประวัติศาสตร์

ความฝันในหอแดง 62 ความในใจ

เป่าวี่เห็นกิเลนทองยังอยู่ดีใจยิ่ง ยื่นมือมาหยิบ ยิ้มว่า
“โชคดีที่เจ้าเก็บได้ เจ้าเก็บได้ที่ไหน”
เซียงหยุนยิ้มว่า “ยังดีที่เป็นของสิ่งนี้ หากวันหน้าทำตราสำคัญหล่นหายคงกลายเป็นเรื่องใหญ่”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ตราสำคัญยังธรรมดา แต่ถ้าสิ่งนี้หาย สมควรตาย”
สีเหยินเทน้ำชามาให้เซียงหยุน ยิ้มว่า
“คุณหนูใหญ่ ข้าฟังมาเมื่อวันก่อนว่าท่านมีข่าวมงคล”
เซียงหยุนหน้าแดง เบือนหน้าไปจิบชา ไม่ตอบ
สีเหยินยิ้มว่า “ตอนนี้ทำมาอาย ท่านจำได้ไหม เรื่องที่ท่านพูดเมื่อไม่กี่ปีก่อน ตอนพวกเราพักอยู่ที่ศาลาอุ่นปีกตะวันตก ตอนนั้นไม่เห็นอาย”
เซียงหยุนหน้าแดงขึ้นไปอีก ฝืนยิ้มว่า
“ยังจะมาพูดอีก ตอนนั้นพวกเราสนิทกันมาก ต่อมาคุณหญิงท่านเสีย ข้าย้ายไปอยู่บ้านระยะหนึ่ง เจ้าก็ถูกยกให้เขา (เป่าวี่) พอข้ากลับมา เจ้าก็ไม่เหมือนเดิม”
สีเหยินหน้าแดง ยิ้มว่า “พอเถิด เมื่อก่อน พี่อย่างนั้น พี่อย่างนี้ คอยเรียกข้าให้ช่วยล้างหน้าหวีผม ทำโน่นทำนี่ เดี๋ยวนี้วางมาดคุณหนู ข้าไม่กล้าตีสนิทด้วย”
เซียงหยุนว่า “อามิตาภพุทธ กล่าวหาข้า หากข้าเป็นเช่นว่า ขอให้ตายเดี๋ยวนี้ เจ้าดู อากาศร้อนขนาดนี้ ข้ายังต้องรีบมาหาเจ้าก่อน ไม่เชื่อถามหลวี่เอ๋อดู ข้าอยู่บ้าน ยังคิดถึงเจ้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน”
สีเหยินและเป่าวี่ฟังแล้วก็ปลอบว่า “แค่พูดเล่น เจ้าก็ถือเป็นจริงจัง ทำเป็นเลือดร้อนไปได้”
เซียงหยุนว่า “พวกเจ้าพูดไม่เข้าหู กลับมาว่าข้าเลือดร้อน”
ว่าแล้วก็คลี่ผ้าเช็ดหน้าออก เอาแหวนส่งให้สีเหยิน สีเหยินขอบคุณไม่ขาดปาก ยิ้มว่า
“วันก่อน ท่านส่งมาให้พวกพี่พี่ ข้าก็ได้แล้ววงหนึ่ง วันนี้ท่านเอามาให้ด้วยตัวเอง นี่ก็พิสูจน์ชัดว่าท่านยังไม่ลืมข้า แหวนมีค่าไม่เท่าไร แต่แทนค่าความจริงใจของท่าน”
สื่อเซียงหยุนถามว่า “ใครเป็นคนให้แหวนเจ้า”
สีเหยินว่า “คุณหนูเป่าเป็นคนให้”
เซียงหยุนถอนหายใจว่า “ข้าคิดว่าพี่หลินให้ ที่แท้เป็นพี่เป่า ข้าอยู่บ้านยังคิดเสมอว่า ในบรรดาพี่พี่ ไม่มีใครดีเท่าพี่เป่า น่าเสียดายที่พวกเราไม่ใช่พี่น้องแม่เดียวกัน หากข้ามีพี่แท้ๆ เช่นนี้ แม้สิ้นบุญท่านพ่อท่านแม่ไปแล้ว ก็หาเป็นอุปสรรคไม่”
พูดแล้ว ขอบตาแดงขึ้นมา
เป่าวี่ว่า “พอ พอ พอ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้แล้ว”
สื่อเซียงหยุนว่า “พูดถึงเรื่องนี้แล้วเป็นอย่างไร ข้ารู้ไข้ใจของท่าน กลัวว่าน้องหลินจะได้ยินข้านินทา ทั้งยังมาชมพี่เป่า ใช่เรื่องนี้หรือไม่”
สีเหยินยืนฟังอยู่ หัวเราะว่า “คุณหนูหยุน เดี๋ยวนี้โตแล้ว ปากยิ่งตรงกับใจ”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ข้าว่า คุยกับพวกเจ้าไม่ค่อยจะรู้เรื่อง”
สื่อเซียงหยุนว่า “พี่คนดี อย่ามาพูดให้ข้าคลื่นไส้ ต่อหน้าข้าทำพูดเก่ง พอเห็นหน้าน้องหลิน พูดอะไรไม่ออก”
สีเหยินว่า “อย่ามัวแต่พูดเล่น ข้ามีเรื่องจะขอร้องท่าน”
สื่อเซียงหยุนว่า “เรื่องอะไร”
สีเหยินว่า “ข้าทำรองเท้าค้างไว้คู่หนึ่ง ข้าเจาะลายบุหน้าเอาไว้แล้ว สองวันนี้ไม่ค่อยสบาย ทำต่อไม่ไหว อยากให้ท่านช่วยทำต่อให้ที”
(สีเหยินถูกเตะ สีข้างฟกช้ำ)
สื่อเซียงหยุนว่า “แปลกจริง ที่บ้านมีช่างฝีมือออกมาก ทั้งงานตัดเย็บ ปักลาย ทำไมต้องให้ข้าช่วย เจ้าเรียกพวกเขาทำให้ มีใครกล้าปฏิเสธ”
สีเหยินยิ้มว่า “ท่านก็เลอะเลือน รู้อยู่ว่าที่บ้านนี้ไม่ต้องการฝีมือเย็บปักเพียงระดับนั้น”
สื่อเซียงหยุนจึงพลันเข้าใจว่า นี่เป็นรองเท้าของเป่าวี่ จึงยิ้มว่า
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะช่วยเจ้าทำ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเป็นของเจ้าข้าจึงช่วย ของคนอื่นข้าไม่ทำให้”
สีเหยินยิ้มว่า “เอาอีกแล้ว ข้าเป็นใครถึงกล้ารบกวนท่านมาทำรองเท้าให้ บอกท่านตามตรง นี่ไม่ใช่ของข้า ท่านอย่าสนใจว่าของใคร นับว่าข้ารับน้ำใจจากท่านก็พอ”
สื่อเซียงหยุนว่า “ว่าตามตรง ของของเจ้าก็รบกวนข้ามาแล้วไม่รู้เท่าไร เหตุผลที่ข้าไม่ทำให้ในวันนี้ เจ้าก็คงรู้อยู่”
สีเหยินว่า “ข้าไม่รู้”
สื่อเซียงหยุนยิ้มหยันว่า “วันก่อนข้าได้ยินมาว่าเอาซองใส่พัดที่ข้าทำให้ไปเปรียบกับของคนอื่น แล้วเกิดแง่งอนจึงตัดทิ้งไป เจ้ายังคิดจะปิดบังข้า ตอนนี้จะมาให้ข้าช่วย ข้ามิกลายเป็นคนใช้ของเจ้าหรือ”
เป่าวี่ยิ้มรีบบอกว่า “ของเมื่อวันก่อน ไม่รู้ว่าเป็นของที่เจ้าทำให้”
สีเหยินยิ้มว่า “เขาไม่รู้จริงว่าเป็นของที่ท่านทำ เป็นเพราะข้าหลอกเขาว่า “เร็วๆ นี้ข้างนอกมีช่างฝีมือดี ปักลวดลายได้งดงาม ให้นางเอาซองใส่พัดมาดูงานดีหรือไม่” เขาเชื่อว่าจริง เอางานไปให้คนนั้นคนนี้ดู ไม่รู้ไปยั่วโมโหอะไรคุณหนูหลินเข้า ถูกตัดเป็นสองท่อน กลับมาถึงให้ข้ารีบไปบอกให้ช่วยทำมาใหม่ ข้าถึงได้บอกว่าท่านเป็นผู้ทำ เขาเสียใจจนข้าบรรยายไม่ถูก”
สื่อเซียงหยุนว่า “นี่ก็ยิ่งแปลก คุณหนูหลินไม่น่าจะต้องโกรธ ในเมื่อนางเป็นคนตัด ก็ให้นางเป็นคนทำให้ใหม่”
สีเหยินว่า “นางคงทำให้ไม่ได้ นอกจากเหล่าไท่ไท่ยังเกรงนางจะเหน็ดเหนื่อยแล้ว หมอยังบอกอีกว่าให้ระวังรักษาสุขภาพ ใครจะกล้าไปขอให้นางทำ ปีกลายนางก็ลงแรงทำถุงหอมให้ทั้งปี ปีนี้ผ่านมาแล้วครึ่งปียังไม่เห็นนางจับงานเย็บปัก”
ขณะสนทนา มีคนมารายงานว่า
“นายใหญ่จากถนนซิงหลง 兴隆街 มา นายท่านให้นายรองออกไปพบ”
เป่าวี่รู้ว่าผู้ที่มาคือเจี่ยหวี่ชุน 贾雨村 รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ สีเหยินรีบไปหยิบเสื้อผ้ามาให้ เป่าวี่สวมรองเท้าไปตัดพ้อไปว่า
“ท่านพ่อคุยกับเขาก็พอแล้ว ต้องให้ข้าออกไปพบอีก”
สื่อเซียงหยุนโบกพัดไปยิ้มไปว่า
“ก็คงเพราะเจ้ารู้จักรับรองแขก นายท่านจึงเรียกเจ้าออกไป”
เป่าวี่ว่า “ใช่ท่านพ่อเสียที่ไหน ตัวเขาเองที่ขอให้ข้าออกไปพบ”
เซียงหยุนยิ้มว่า “เจ้าภาพเอื้อเฟื้อแขกหมั่นมาเยือน 主雅客来勤 เจ้าคงมีดีที่เขาประทับใจ จึงได้มาขอพบ”
เป่าวี่ว่า “พอ พอ ข้าเป็นเพียงคนธรรมดาที่แสนธรรมดาในหมู่คนธรรมดา ยิ่งไม่อยากคบหากับคนประเภทนี้”
เซียงหยุนยิ้มว่า “นิสัยยังเป็นแบบนี้แก้ไม่หาย เดี๋ยวนี้ก็โตแล้ว ถึงเจ้าไม่อยากไปสอบจวี่เหยินจิ้นสื้อ 考举人进士 (สอบเป็นนักศึกษา) ก็ควรหมั่นคบหาพวกขุนนางข้าราชการเอาไว้บ้าง ได้พูดคุยกันถึงลู่ทางและประสบการณ์ในวงสังคม มีเพื่อนฝูงที่เป็นประโยชน์ในวันข้างหน้า ดีกว่ามัวขลุกอยู่กับพวกเราเหล่าสตรีในบ้าน ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน”
เป่าวี่ฟังแล้วขัดหูจึงว่า “คุณหนูเชิญไปนั่งคุยเรือนอื่นบ้าง ที่นี่แปดเปื้อนประสบการณ์ไปหมดแล้ว”
สีเหยินรีบอธิบายว่า
“คุณหนูอย่าพูดอะไรอีกเลย คราวก่อนคุณหนูเป่าก็เคยพูดแบบนี้ เขาก็ไม่ไว้หน้า ร้อง “เฮ้อ” แล้วลุกเดินหนีไปเฉยๆ คุณหนูเป่ายังพูดไม่ทันจบ เห็นเขาเผ่นหนีไป อายจนหน้าแดง ไม่รู้จะพูดไม่พูดดี ยังดีที่เป็นคุณหนูเป่า หากเป็นคุณหนูหลินไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น จะร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรเพียงไหน
พูดถึงคุณหนูเป่าก็น่านับถือ ข้าคิดว่านางจะโกรธ แต่พอผ่านไปสักพักนางก็ทำตัวปกติเหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้น นับว่าใจกว้างรู้จักควบคุมสติ หากเป็นอีกคนหนึ่งจะหมางเมิน คุณหนูหลินจะงอนไม่สนใจ จนเขาต้องไปง้อขอโทษไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง”
เป่าวี่ว่า “คุณหนูหลินเคยพูดจาเลอะเทอะแบบนี้ไหม ถ้าเคยพูดเลอะเทอะแบบนี้ ข้าจะเป็นฝ่ายหมางเมินนาง”
สีเหยินกับเซียงหยุนต่างผงกหัวยิ้มว่า
“นี่อย่างไร ที่เรียกว่าพูดจาเลอะเทอะ”
ไต้วี่พอรู้ว่าสื่อเซียงหยุนมา ก็มั่นใจว่าเป่าวี่ต้องรีบมาหาเซียงหยุนด้วยเรื่องกิเลนทองเป็นแน่ ระยะหลังนี้ หนังสือประโลมโลกที่เป่าวี่ได้มากว่าครึ่งเป็นเรื่องราวของหนุ่มหล่อสาวงาม อาศัยของที่ระลึกชิ้นน้อยเป็นสื่อสายใย อย่างเช่น ยวนยาง เฟิ่งหวง กำไลหยก จี้ทอง ผ้าเช็ดหน้า ผ้าคาดเอว ผูกสัมพันธ์มั่นหมายกันชั่วชีวิต เป่าวี่ได้กิเลนมา อาจใช้เป็นสื่อสร้างสัมพันธ์เสน่หากับเซียงหยุน
ไต้วี่ตั้งใจย่องมาดูสถานการณ์ระหว่างคนทั้งสอง มิคาดว่าพอมาถึง พอดีได้ยินเซียงหยุนสาธยายเรื่องหาประสบการณ์ และเป่าวี่พูดว่า “คุณหนูหลินเคยพูดจาเลอะเทอะแบบนี้ไหม ถ้าเคยพูดเลอะเทอะแบบนี้ ข้าจะเป็นฝ่ายหมางเมินนาง”
ไต้วี่ฟังแล้ว ทั้งดีใจ ทั้งแปลกใจ ทั้งเสียใจ ทั้งเศร้าใจ
ดีใจที่ว่า ตนดูคนไม่ผิด ปกติตนเห็นเขาเป็นคนรู้ใจ เขาก็รู้ใจนางจริง
แปลกใจที่ว่า เขาพูดเข้าข้างข้าต่อหน้าผู้อื่นอย่างกระตือรือร้นไม่ต้องสงสัย
เสียใจที่ว่า เจ้าเป็นผู้รู้ใจข้า แน่นอนว่าข้าย่อมเป็นผู้รู้ใจเจ้า ในเมื่อเราสองรู้ใจกัน แล้วไยจึงพูดถึงเรื่อง “ทองหยก” เมื่อพูดถึง “ทองหยก” ก็ควรเป็นของเจ้าหรือของข้า แล้วไยจึงมีเป่าไชมาแทรกกลาง
เศร้าใจที่ว่า ท่านพ่อท่านแม่มาด่วนจากไป ข้าจึงไร้ผู้อุปถัมภ์ แม้จะมีคำฝากฝังเป็นมั่นเหมาะ ยิ่งระยะหลังนี้ข้ามักเหม่อลอยดังเข้าทรง อาการเป็นมากขี้นเรื่อยๆ หมอบอกว่าเลือดลมอ่อนแอ เกรงว่าจะเป็นวัณโรค แม้ข้าจะรู้ใจเจ้า แต่เกรงจะอยู่ได้อีกไม่นาน ถึงเจ้าจะรู้ใจข้าเช่นกัน ชะตาข้าช่างอาภัพ
คิดดังนี้แล้ว อดน้ำตาไหลไม่ได้ ครั้นจะเข้าไป ให้รู้สึกหดหู่ จึงเช็ดน้ำตาแล้วหันหลังเดินกลับ
เป่าวี่รีบสวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกมา เห็นหลังไต้วี่อยู่ไวไว ดูเหมือนจะเช็ดน้ำตา จึงรีบสาวเท้าตามมาทันยิ้มว่า
“น้องจะไปไหนกัน ทำไมต้องร้องไห้ ใครทำอะไรเจ้าอีก”
ไต้วี่หันมาเห็นเป่าวี่จึงฝืนยิ้มว่า
“อยู่เฉยๆ ทำไมว่าร้องไห้”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ดูตาเจ้า น้ำตายังไม่ทันแห้ง ยังมาพูดโกหก”
ว่าแล้วก็อดไม่ได้ยกมือขึ้นมาช่วยเช็ดน้ำตาให้
ไต้วี่รีบก้าวถอยหลังหลบ แล้วว่า “อยากตายหรือ มาขยับไม้ขยับมือ”
เป่าวี่ยิ้มว่า “พูดแล้วก็ลืมตัว ขยับมือไม่ตั้งใจ ลืมตัวไม่กลัวตาย”
ไต้วี่ว่า “ตายไปก็ไม่คุ้มค่าเท่าไร ว่าแต่ทำ “ทอง” หายไป ทำ “กิเลน” หายไป จะทำอย่างไร”
เป่าวี่ฟังแล้วร้อนตัว รีบเข้ามาถามว่า “เจ้ายังพูดเช่นนี้ ที่แท้แช่งข้าหรือว่าโกรธข้า”
ไต้วี่จึงนึกถึงเรื่องเมื่อวันก่อนได้ สำนึกเสียใจที่ปากไวไป รีบยิ้มว่า
“อย่าร้อนตัว ข้าพูดผิดไป ว่าแต่สำคัญอย่างไร ถึงได้เส้นเอ็นปูดโปน เหงื่อเต็มหน้า”
พูดแล้ว ก็เดินเข้าใกล้ใช้มือเช็ดน้ำตาให้เป่าวี่
เป่าวี่จ้องนางอยู่ครึ่งวัน จึงกล่าวว่า “เจ้าวางใจ” สามคำ
ไต้วี่ได้ฟัง นิ่งอึ้งไปครึ่งวัน ถามว่า
“มีอะไรที่ข้าไม่วางใจ ข้าไม่เข้าใจคำพูดนี้ เจ้าพูดมา มีอะไรควรวางใจไม่วางใจ”
เป่าวี่ถอนหายใจถามว่า “เจ้าไม่เข้าใจจริงหรือ หรือว่าที่ข้ามีใจให้เจ้าตลอดมานั้นสูญเปล่า แม้ความคิดเจ้ายังไม่เข้าใจ มิน่าเล่าเจ้าจึงโกรธข้าได้ทุกเมื่อเชื่อวัน”
ไต้วี่ว่า “ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ที่ว่าให้วางใจไม่วางใจ”
เป่าวี่ผงกหัวถอนหายใจว่า
“น้องคนดี เจ้าอย่าได้หลอกข้า หากเจ้าไม่เข้าใจคำพูดนี้จริง ไม่เพียงใจที่ข้ามีต่อเจ้า แม้ใจที่เจ้ามีให้ข้าต่างไร้ความหมาย เพราะเจ้าไม่เคยวางใจ จึงได้ป่วยกระเสาะกระแสะ หากแม้นเปิดใจให้ผ่อนคลายเสียบ้าง อาการคงไม่ทรุดลงทุกวี่วัน”
ไต้วี่ฟังแล้วดังถูกสายฟ้าฟาด พิจารณาใคร่ครวญดูแล้ว ความรู้สึกพรั่งพรูจากหัวอก มีคำพูดนับหมื่นคำที่อยากบอก แต่พูดไม่ออกแม้ครึ่งคำ ได้แต่จ้องหน้านิ่ง เป่าวี่ก็มีคำพูดนับหมื่นอยู่ในใจ แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ได้แต่จ้องหน้าไต้วี่ ทั้งสองมองตากันครึ่งวัน ไต้วี่ถอนหายใจ น้ำตาไหล หันหลังเดิน เป่าวี่รีบมาดักหน้ายุดนางไว้ว่า
“น้องคนดี รอเดี๋ยว ฟังข้าพูดก่อน”
ไต้วี่เช็ดน้ำตา ผลักมือเป่าวี่ว่า “มีอะไรต้องพูดอีก ที่เจ้าอยากพูดข้ารู้หมดแล้ว”
แล้วเดินจากไปไม่หันกลับมามอง เป่าวี่ยืนตะลึงมองตาม
เมื่อครู่ เป่าวี่รีบร้อนออกมาลืมเอาพัดมาด้วย สีเหยินหยิบพัดวิ่งตามมา เห็นไต้วี่กับเป่าวี่ยืนมองตากันอยู่ พอไต้วี่เดินจากไป เป่าวี่ยังยืนอยู่ จึงเอาพัดมาส่งให้แล้วว่า
“ท่านลืมพัด ดีที่ข้าเห็นก่อน จึงรีบเอามาให้”
เป่าวี่จมอยู่ในภวังค์ ได้ยินเสียงสีเหยินแต่ไม่รู้ว่าใคร ยุดตัวนางไว้ว่า
“น้องคนดี ข้าไม่เคยบอกความในใจ วันนี้กล้าสารภาพแม้ตายก็ยินดี เพราะเจ้าข้าจึงเป็นไข้ใจที่ไม่อาจบอกใคร ได้แต่เก็บซ่อนไว้ แม้อาการของเจ้าจะหายได้ แต่อาการของข้าคงยากรักษา แม้ในฝันข้ายังไม่เคยลืมเจ้า”
สีเหยินตะลึงดังวิญญาณหลุดจากร่าง อุทานว่า
“เทพยดาโพธิสัตว์ สังหารข้าเสียแล้ว”
แล้วรีบผลักเป่าวี่ออกไปแล้วว่า
“ท่านพูดอะไร ผีเข้าหรือ ยังไม่รีบไป”
เป่าวี่ได้สติ พอเห็นว่าเป็นสีเหยินก็อายจนหน้าแดง คว้าพัดแล้วรีบเดินหนีไปไม่พูดจา
ตอนก่อนหน้า : กิเลนทอง
ตอนถัดไป : จินช่วนเอ๋อโดดบ่อ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา