15 ม.ค. เวลา 09:47 • ประวัติศาสตร์

ความฝันในหอแดง 63 จินช่วนเอ๋อโดดบ่อ

สีเหยินคิดถึงคำพูดของเป่าวี่เมื่อครู่ รู้ว่าหมายถึงไต้วี่ คิดดูแล้ว วันหน้าอาจเกิดเรื่องไม่งามสร้างความเสื่อมเสีย แล้วควรทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องอัปยศนี้ คิดถึงเรื่องนี้แล้ว ได้แต่นิ่งอึ้งยืนเหม่อลอย จนเป่าไชมายังไม่รู้ตัว
เป่าไชยิ้มว่า “แดดร้อนจัดขนาดนี้ ยืนเหม่อทำไมอยู่”
สีเหยินรีบยิ้มตอบว่า “ข้าเห็นนกกระจอกสองตัวทะเลาะกัน เห็นแล้วเพลินดีจึงหยุดดู”
เป่าไชว่า “น้องเป่าสวมชุดแล้วรีบไปไหน เห็นลุกลี้ลุกลน ข้าจะเรียกไว้ถามก็เกรงใจ”
สีเหยินว่า “นายท่านเรียกให้ไปพบ”
เป่าไชว่า “ไอ้หยา อากาศร้อนอย่างนี้ เรียกไปพบ นึกโมโหอะไรขึ้นมาจึงเรียกไปอบรมกระมัง”
สีเหยินยิ้มว่า “ไม่ใช่เรื่องนี้ มีแขกให้ไปพบ”
เป่าไชยิ้มว่า “แขกผู้นี้ช่างไม่รู้กาละเทศะ อากาศร้อนอย่างนี้ ไม่อยู่เย็นกับบ้าน มาทำไม”
สีเหยินยิ้มว่า “ท่านไปบอกให้ทีสิ”
เป่าไชถามต่อว่า “ยายหยุนมาทำอะไรที่บ้านเจ้า”
สีเหยินยิ้มว่า “มานั่งคุยเล่นกับข้า ท่านจำรองเท้าที่ข้าติดกาวค้างไว้วันก่อนได้ไหม ข้าขอให้นางช่วยทำต่อให้พรุ่งนี้”
เป่าไชเหลียวซ้ายแลขวาเห็นไม่มีใคร ยิ้มว่า
“เจ้าเป็นคนมีไหวพริบ ทำไมไม่เข้าใจคน พักหลังนี้ข้าคอยสังเกตนาง ปะติดปะต่อได้ความว่านางอยู่บ้านไม่ได้สบายสักนิด ทางบ้านเขามีค่าใช้จ่ายมาก จึงไม่ได้จ้างช่างเย็บปัก ทุกอย่างในบ้านพวกนางทำกันเอง ข้าคุยกับนางช่วงที่มาพักหลัง เวลาไม่เห็นใคร นางก็เปรยๆ ว่าอยู่บ้านเหนื่อย พอข้าซักเข้านางก็ขอบตาแดง พูดจาอ้อมแอ้ม มาคิดดูสถานะของนางแล้ว คงลำบากที่เสียท่านพ่อท่านแม่ไปตั้งแต่เล็ก คิดแล้วก็เศร้าใจแทน”
สีเหยินฟังแล้วตบมือว่า “จริงด้วย มิน่าเล่า เดือนก่อนข้าขอให้นางช่วยผูกปมผีเสื้อให้สิบตัว หลายวันกว่านางจะให้คนส่งมา ยังฝากบอกมาว่า “งานหยาบไปหน่อย ถ้าใช้ได้ก็ใช้ไปก่อน งานประณีตกว่านี้ รอนางมาพักที่นี่จะทำให้ใหม่” ตอนนี้ฟังคุณหนูแล้ว ถึงคิดได้ว่าที่ขอร้องนาง คงไม่กล้าปฏิเสธ แต่ไม่รู้ว่าต้องทำจนดึกดื่นค่อนคืน ข้าก็เหลวไหล หากรู้แต่แรกจะไม่ไปขอร้องนาง”
เป่าไชว่า “เที่ยวก่อนนางบอกข้าว่า อยู่บ้านต้องทำงานถึงยามสาม หากมีงานคนอื่นมาให้ช่วยทำ พวกแม่บ้าน คุณนายมักไม่พอใจ”
สีเหยินว่า “แต่นายน้อยหัวรั้นของเราช่างติไม่ว่างานเล็กงานใหญ่ ช่างฝีมือในบ้านไม่ให้ไปทำ ตอนนี้ข้าก็ไม่มีเวลาทำเอง”
เป่าไชยิ้มว่า “ไม่เห็นเป็นไร เจ้าเรียกพวกเขาทำแล้วบอกว่าเจ้าทำเอง”
สีเหยินว่า “หลอกเขาได้ที่ไหน เขาดูออก ข้าคงต้องค่อยๆ ทำเอง”
เป่าไชว่า “เจ้าไม่ต้องลำบากใจ ข้าช่วยเจ้าเอง”
สีเหยินยิ้มว่า “จริงหรือ นับเป็นโชคของข้า แล้วข้าจะมาหาตอนเย็น”
พูดไม่ทันจบดี มียายเฒ่ารีบร้อนมาบอกว่า
“จะบอกอย่างไรดี แม่นางจินช่วนเอ๋อ 金钏儿 อยู่ๆ ก็ตกบ่อตายเสียแล้ว”
สีเหยินตกตะลึงถามว่า “จินช่วนเอ๋อไหน”
ยายเฒ่าว่า “จะมีจินช่วนเอ๋อไหนอีก ก็คนที่อยู่กับไท่ไท่ วันก่อนไม่รู้เกิดอะไรขึ้นถูกไล่ออก กลับไปอยู่บ้านร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรจนคนไม่สนใจ ใครจะรู้จู่ ๆ หาตัวไม่เจอ จนมีคนไปตักน้ำที่บ่อมุมตะวันออกเฉียงใต้มาบอกว่าพบศพ รีบให้คนงมขึ้นมาถึงรู้ว่าเป็นนาง พยายามหาทางช่วยกันแต่ไม่ฟื้น”
เป่าไชว่า “แปลกจริง”
สีเหยินฟังแล้วผงกหัวถอนหายใจ คิดถึงวันเวลาที่เคยอยู่ด้วยกันแล้วอดหลั่งน้ำตาไม่ได้ เป่าไชได้ฟังก็รีบไปหาหวางฮูหยินเพื่อปลอบใจนาง ส่วนสีเหยินเดินกลับ
เป่าไชมาถึงเรือนหวางฮูหยิน เห็นบ้านช่องเงียบสงัด มีเพียงหวางฮูหยินนั่งร้องไห้อยู่ในห้อง เป่าไชเห็นไม่เหมาะที่จะเริ่มพูด ได้แต่นั่งลงข้างๆ
หวางฮูหยินเห็นนางก็ถามว่า “เจ้าไปไหนมา”
เป่าไชว่า “ไปที่อุทยานมา”
หวางฮูหยินว่า “เจ้าไปอุทยาน พบน้องเป่าไหม”
เป่าไชว่า “ไปถึงเห็นเปลี่ยนชุดแล้วไม่รู้ออกไปไหน”
หวางฮูหยินพยักหน้าถอนหายใจว่า
“เจ้ารู้เรื่องแล้วกระมัง จินช่วนเอ๋อโดดบ่อตายเสียแล้ว”
เป่าไชจึงถามว่า “อยู่ดีๆ ทำไมถึงโดดบ่อ นี่ก็แปลก”
หวางฮูหยินว่า “เป็นเพราะวันก่อนนางทำของข้าเสีย ข้าเกิดโมโห ตีนางไปสองทีแล้วไล่นางออก ข้าว่าจะสั่งสอนนางสักสองสามวันแล้วค่อยตามนางกลับ ไม่คิดว่านางจะคิดมากจนโดดบ่อ เป็นบาปกรรมของข้า”
เป่าไชยิ้มว่า “ท่านน้าเป็นคนมีเมตตาจึงได้คิดเช่นนี้ ตามความเห็นข้า นางคงไม่ได้น้อยใจจนโดดบ่อ น่าจะเป็นว่านางไปนั่งเล่นอยู่แถวนั้นแล้วพลัดตกบ่อ นางอยู่ที่นี่ถูกจำกัดบริเวณ พอออกไปอยู่ข้างนอกจึงเที่ยวเดินเตร็ดเตร่ คงไม่ใช่เพราะคับแค้นใจ หากนางแค้นใจจริงก็นับว่าเหลวไหล ไม่น่าเห็นใจ”
หวางฮูหยินพยักหน้าถอนหายใจว่า “ถึงอย่างนั้น ข้าก็ไม่สบายใจ”
เป่าไชยิ้มว่า “ท่านน้าอย่าได้วิตกกังวลจนเกินไป หากยังทำใจไม่ได้ ก็จ่ายค่าชดเชยเพิ่มสักหลายตำลึง ก็เพียงพอแสดงน้ำใจนายบ่าวแล้ว”
หวางฮูหยินว่า “ข้าเพิ่งชดเชยให้แม่ของนางไปห้าสิบตำลึงเงิน แรกก็คิดว่าจะเอาเสื้อผ้าใหม่ของพวกเจ้าพี่น้องสักสองชุดไปสวมให้ศพ แต่พอดีไม่มีชุดใหม่เลย มีเพียงที่ตัดสำหรับวันเกิดน้องหลินอยู่สองชุด ข้าคิดว่าน้องหลินปกติเป็นคนคิดมาก อีกทั้งโรคภัยรุมเร้า และยังบอกแล้วว่าสำหรับนางในวันเกิด หากนำไปสวมให้ศพ จะไม่เป็นมงคล ดังนั้นข้าจึงรีบสั่งช่างตัดเสื้อให้เร่งตัดมาหนึ่งชุด หากเป็นสาวใช้คนอื่น ให้เพียงไม่กี่ตำลึงก็พอ แต่จินช่วนเอ๋อเป็นคนใกล้ชิดจนเหมือนลูกสาวข้าคนหนึ่ง”
กล่าวจบ อดไม่ได้ต้องหลั่งน้ำตา
เป่าไชรีบบอกว่า “ท่านน้าไม่จำต้องเร่งตัดชุดใหม่ วันก่อนข้าเพิ่งตัดใหม่สองชุด เอาไปให้นางก็ใช้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนางยังอยู่ก็สวมเสื้อผ้าเก่าของข้า รูปร่างเท่ากัน”
หวางฮูหยินว่า “ถึงอย่างนั้น ก็ไม่เป็นมงคลกับเจ้า”
เป่าไชยิ้มว่า “ท่านน้าวางใจ ข้าไม่เคยถือเรื่องนี้”
ว่าแล้วก็ลุกขึ้น หวางฮูหยินให้คนตามนางไปสองคน
พอเป่าไชไปเอาเสื้อผ้าแล้วย้อนกลับมา ก็เห็นเป่าวี่นั่งร้องไห้อยู่ข้างหวางฮูหยิน หวางฮูหยินกำลังพูดกับเป่าวี่ พอเห็นเป่าไชมาก็หยุดพูด เป่าไชสังเกตสีหน้าท่าทางแล้วพอคาดเดาได้เจ็ดแปดส่วน จึงนำเสื้อผ้าส่งให้หวางฮูหยิน หวางฮูหยินเรียกแม่ของจินช่วนเอ๋อมารับไป
(จบบทที่สามสิบสอง)
หวางฮูหยินยังมอบเครื่องประดับให้แม่ของจินช่วนเอ๋อ แล้วกำชับว่า
“นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนตร์แผ่ส่วนกุศลให้นาง”
แม่ของจินช่วนเอ๋อคำนับขอบคุณแล้วกลับไป
เป่าวี่หลังจากไปพบเจี่ยหวี่ชุน 贾雨村 แล้ว ฟังว่าจินช่วนเอ๋อฆ่าตัวตายล้างอาย รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด เข้ามาก็ถูกหวางฮูหยินอบรมอีกยกใหญ่ พูดอะไรไม่ออก พอเห็นเป่าไชมา ก็ถือโอกาสกลับออกมา แต่ไม่รู้จะไปไหน เอามือไพล่หลัง ก้มหน้าถอนหายใจ ค่อยๆ เดินมาจนถึงห้องโถงใหญ่ พอเลี้ยวฉากบังตาก็ชนโครมเข้ากับคนที่เดินสวนมาอย่างจัง ได้ยินเสียงตวาดว่า “หยุด”
เป่าวี่สะดุ้งตกใจเงยหน้ามองเห็นเป็นบิดาของตน เป่าวี่เป่าปากยืนห้อยมือ เจี่ยเจิ้งว่า
“อยู่ดีดี มาก้มหน้าซังกะตาย เมื่อครู่หวี่ชุนมาพบเจ้า รอครึ่งค่อนวันกว่าจะออกมา พอออกมาก็พูดจาไม่มีชีวิตชีวาท่าทางน่าสังเวช หน้าตาเศร้าหมอง ตอนนี้ยังมาถอนหายใจ ที่เจ้ามีอยู่ทุกวันนี้ยังไม่เพียงพออีกหรือ ถึงได้ไม่พอใจ ไม่มีเหตุผลที่ต้องเป็นเยี่ยงนี้ มันเรื่องอะไรกัน”
เป่าวี่ปกติเป็นคนพูดน้ำไหลไฟดับ วันนี้มาเศร้าเสียใจเรื่องจินช่วนเอ๋อจนอยากตายตามไปด้วย พอบิดาถามเหมือนฟังไม่เข้าใจได้แต่ยืนนิ่งอึ้ง
เจี่ยเจิ้งเห็นเป่าวี่ท่าทางหวาดกลัว พูดตอบโต้ไม่เหมือนทุกวัน ตอนแรกไม่โกรธ แต่ตอนนี้ชักโมโหแล้วสามส่วน พอจะดุต่อ ก็มีคนมารายงานว่า
“มีคนมาจากจวนองค์ชายจงซุ่น 忠顺亲王 ต้องการพบท่าน”
เจี่ยเจิ้งฟังแล้วนึกสงสัย แอบตรองว่า
“ปกติไม่ได้ไปมาหาสู่กับจวนจงซุ่น วันนี้ทำไมจึงส่งคนมา”
แล้วสั่งการว่า “รีบเชิญมายังห้องโถง”
แล้วรีบเข้าไปเปลี่ยนชุด
พอออกมาก็พบว่าผู้ที่มาเป็นพ่อบ้านจวน 长府官 เจ้าหน้าที่ชั้นสูงผู้ดูแลจวนขององค์ชาย คารวะรับน้ำชาแล้ว พ่อบ้านจวนว่า
“ผู้น้อยมาครั้งนี้ มิได้มาโดยพลการ หากรับพระบัญชามาขอความช่วยเหลือจากท่าน องค์ชายจะทรงจดจำความกรุณาของท่านและจะเป็นพระคุณแก่เหล่าผู้น้อย”
เจี่ยเจิ้งจับต้นชนปลายไม่ถูก ลุกขึ้นยิ้มถามว่า
“ใต้เท้ารับพระบัญชามา มิทราบทรงมีพระประสงค์ใด บัณฑิตผู้น้อยยินดีสนองพระบัญชา”
พ่อบ้านจวนยิ้มหยันว่า “มิจำเป็นต้องสนองมากมาย ท่านบัณฑิตเพียงบอกมาคำเดียว ในจวนเรามีนักแสดงบทตัวนางนามฉีกวน 琪官 จู่ ๆ หายตัวจากจวนมาแล้วห้าวัน หาทุกแห่งแล้วก็ไม่พบ ในเมืองนี้สิบแห่งมีแปดแห่งแจ้งว่า ระยะหลังนี้คบหาสนิทสนมกับท่านชายผู้คาบหยก จวนของท่านต่างจากจวนทั่วไป ผู้น้อยมิอาจล่วงเกินโดยพลการ จึงได้กราบทูลองค์ชาย
องค์ชายทรงตรัสว่า “หากเป็นนักแสดงอื่นสักร้อยคนก็ช่างประไร แต่นี่เป็นฉีกวนผู้มีเชาวน์ไวไหวพริบ ทั้งซื่อสัตย์ภักดี ประทับใจผู้เฒ่าเช่นข้า มิอาจขาดเขาได้”
ด้วยเหตุนี้จึงใคร่ขอให้ท่านบัณฑิตบอกท่านชายให้คืนตัวฉีกวนมา ให้องค์ชายทรงคลายพระปริวิตก พวกผู้น้อยจะได้ไม่ต้องลำบากค้นหา”
กล่าวจบก็ค้อมคารวะ
เจี่ยเจิ้งฟังแล้วทั้งตะลึงทั้งโกรธ สั่งให้ตามตัวเป่าวี่มาพบ เป่าวี่รีบออกมาโดยยังไม่รู้เรื่องราว เจี่ยเจิ้งถามว่า
“เด็กสมควรตาย อยู่บ้านไม่รู้จักเรียนหนังสือยังพอทำเนา แต่วันวันเที่ยวก่อเรื่องผิดศีลธรรมจรรยา ฉีกวนผู้นี้เป็นคนโปรดขององค์ชายจงซุ่น เจ้าเป็นเพียงหญ้าแพรก เหตุใดล่อลวงเขาจนเป็นเภทภัยมาถึงข้า”
เป่าวี่ฟังแล้วสะดุ้งสุดตัวรีบตอบว่า
“ข้าไม่ทราบเรื่องนี้ แม้แต่ “ฉีกวน” สองคำนี้ก็ไม่ทราบว่าคืออะไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึง “ล่อลวง” อึกสองคำ”
พูดแล้วก็ร้องไห้
เจี่ยเจิ้งไม่ทันเอ่ยปาก พ่อบ้านจวนก็ยิ้มเยาะว่า
“คุณชายไม่จำเป็นต้องปิดบัง หากซ่อนตัวไว้ในบ้าน หรือทราบตำแหน่งแห่งหน รีบแจ้งมา พวกเราจะได้ลดทอนความลำบากลงบ้าง และจะสำนึกพระคุณของคุณชาย”
เป่าวี่กล่าวว่า “ไม่ทราบจริงๆ เกรงว่าเป็นเพียงข่าวลือผิด ๆ ”
พ่อบ้านจวนแค่นเสียงหัวเราะเยาะสองหนว่า
“หลักฐานมีอยู่ สมควรบอกความจริงต่อหน้าใต้เท้า คุณชายจะได้ไม่ต้องลำบาก หากบอกว่าไม่ทราบ แล้วคุณชายได้ผ้าเช็ดเหงื่อคาดเอวสีแดงที่คาดอยู่มาจากที่ใด”
เป่าวี่ได้ฟังดังวิญญาณหลุดลอยจากร่าง ปากอ้าตาค้าง ตรองว่า
“เขารู้ได้อย่างไร แม้ความลับนี้ยังล่วงรู้ คงปิดบังอีกไม่ได้ มิสู้บอกเขาไปจะได้ไม่ต้องโวยวายเรื่องอื่นต่อ”
จึงบอกว่า
“ใต้เท้าทราบเรื่องเล็กน้อยนี้ เหตุใดจึงไม่ทราบเรื่องใหญ่ว่าเขาซื้อคฤหาสน์เอาไว้ ฟังว่าอยู่ที่ชานเมืองด้านตะวันออกห่างจากเมืองยี่สิบลี้ตำบลชื่อประมาณว่า จื่อถานเป่า 紫檀堡 (ป้อมจันทน์ม่วง) มีที่ทางอยู่หลายหมู่ 亩 ตัวเรือนใหญ่หลายห้อง ตอนนี้น่าจะพำนักอยู่ที่นั่น”
พ่อบ้านจวนยิ้มว่า “กล่าวเช่นนี้ก็คงอยู่ที่นั่น ข้าจะไปหาดูสักหน หากพบตัวก็แล้วไป หากไม่พบคงต้องกลับมาขอคำชี้แนะ”
ว่าแล้วก็กล่าวลา แล้วรีบเดินจากมา
เจี่ยเจิ้งโกรธจนหน้าตาบิดเบี้ยว ระหว่างเดินไปส่งพ่อบ้านก็หันมาสั่งเป่าวี่ว่า
“ไม่ต้องไปไหน กลับมาข้ายังมีเรื่องถามเจ้า”
แล้วก็ไปส่งพ่อบ้าน ขากลับมา เห็นเจี่ยหวนนำพวกบ่าววิ่งกันวุ่น
เจี่ยเจิ้งตวาดสั่งบ่าว “เอาตัวมาโบย”
เจี่ยหวนเห็นบิดา ตกใจจนแข้งขาอ่อน รีบหยุดยืนก้มหน้า เจี่ยเจิ้งจึงถามว่า
“วิ่งกันทำไม กงการอะไรของเจ้ามาพาบ่าววิ่งเป็นม้าพยศ จะไปไหน”
แล้วตะโกนเรียก
“ครูไปไหน”
เจี่ยหวนเห็นบิดาโกรธ จึงแก้ตัวว่า
“ตอนแรกก็ไม่ได้วิ่ง แต่พอผ่านไปข้างบ่อน้ำ เห็นศพสาวใช้จมน้ำ หัวโตตัวบวมขึ้นอืดน่ากลัว จึงวิ่งกันมา”
เจี่ยเจิ้งฟังแล้วตกใจสงสัยว่า
“อยู่ดีดี ใครไปโดดบ่อ บ้านข้าไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ นับแต่บรรพชนมาต่างเอื้ออารีต่อผู้น้อย คงเป็นด้วยหลายปีหลังนี้ข้าย่อหย่อนกิจธุระในบ้าน จึงมีผู้แอบอ้างสิทธิ์วางอำนาจตามใจชอบจนเกิดเหตุร้ายมีคนตายขึ้นมา หากคนภายนอกล่วงรู้คงเสื่อมเสียถึงบรรพชน”
แล้วตวาดสั่งว่า
“ตามเจี่ยเหลียน กับไล่ต้ามา”
บ่าวขานรับแล้วกำลังจะไปตาม
เจี่ยหวนรีบดึงเสื้อเจี่ยเจิ้งไว้ คุกเข่าว่า
“นายท่านอย่าเพิ่งโมโห เรื่องนี้นอกจากคนในเรือนไท่ไท่แล้ว คนนอกยังไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย ข้าฟังท่านแม่ข้าบอกว่า…”
กล่าวแล้วหันซ้ายแลขวา
เจี่ยเจิ้งเข้าใจความหมาย ส่งสายตาให้พวกบ่าว พวกบ่าวจึงพากันถอยออกไป เจี่ยหวนจึงลดเสียงลงกล่าวว่า
“ท่านแม่บอกข้าว่า วันก่อนพี่เป่าวี่มาที่เรือนไท่ไท่ ลากตัวจินช่วนเอ๋อสาวใช้ของไท่ไท่ไปข่มขืนแต่ไม่ยอม จึงลงไม้ลงมือ จินช่วนเอ๋อคงเคืองจนไปโดดบ่อตาย”
กล่าวไม่ทันจบ เจี่ยเจิ้งโกรธจนหน้าเขียวตะโกนลั่น
“เอาตัวเป่าวี่มา”
พลางเดินไปยังห้องหนังสือ ตวาดสั่งว่า
“วันนี้ หากใครกล้ามาขอร้องข้า ข้าจะยกหมวกตำแหน่งและสมบัติทั้งบ้านนี้ไปให้ผู้นั้น กับเป่าวี่ ข้าจะยอมเป็นคนบาป โกนผมบนหัวนี้แล้วหาที่สงบอยู่ ไม่ยอมลบหลู่บรรพชนที่ให้กำเนิดลูกทรพี”
พวกบ่าวและแขกเห็นสภาพของเจี่ยเจิ้งรู้ว่าสาเหตุมาจากเป่าวี่ ต่างคนหุบปากสนิทถอยกันกรูด
เจี่ยเจิ้งนั่งตัวตรงบนเก้าอี้หอบหายใจคราบน้ำตานองหน้า กล่าวซ้ำซ้ำว่า
“เอาตัวเป่าวี่มา เอาไม้พลองมา เอาเชือกมา ปิดประตู ใครแพร่งพรายให้หลังบ้านรู้ โบยให้ตายทันที”
พวกบ่าวขานรับ แล้วสองสามคนออกมาตามเป่าวี่
ตอนก่อนหน้า : ความในใจ
ตอนถัดไป : เป่าวี่ถูกโบย

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา