Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กุ้ยหลิน
•
ติดตาม
19 ม.ค. เวลา 09:55 • ประวัติศาสตร์
ความฝันในหอแดง 64 เป่าวี่ถูกโบย
พอเจี่ยเจิ้งสั่งเป่าวี่ว่า “ไม่ต้องไปไหน” เป่าวี่ก็รู้แล้วว่าเรื่องร้ายมากกว่าดี แต่ไม่รู้ว่าเจี่ยหวนจะโหมกระพือเรื่องให้ร้ายแรงขึ้น จึงเดินไปมารออยู่ในห้องโถง แต่ไม่เห็นใครมาตามสักที เป้ยหมิง 焙茗 ก็ไม่รู้หายหัวไปไหน พอดีมีแม่บ้านชราเดินผ่านมา เป่าวี่ดีใจดังได้แก้ว รีบวิ่งมายุดตัวไว้แล้วบอกว่า
“รีบไปข้างใน บอกว่านายท่านจะตีข้า เรื่องสำคัญ รีบไป รีบไปบอกต่อ”
เป่าวี่ร้อนใจจนละล่ำละลักพูดไม่ชัดเจน ยายเฒ่าก็หูตึงจับความผิดผิดถูกถูก บอกให้ไปบอกต่อ ก็ฟังเป็นไปโดดบ่อ จึงยิ้มว่า
“ไปโดดบ่อก็ปล่อยเขาไป นายรองจะกลัวอะไร”
เป่าวี่เจอคนหูตึงเข้า ยิ่งร้อนใจว่า
“ออกไปตามบ่าวข้ามาก็พอแล้ว”
ยายเฒ่าว่า “อะไรยังไม่แล้ว เสร็จแต่เช้าแล้ว ไท่ไท่ให้เงินมาด้วย ทำไมยังไม่แล้ว”
เป่าวี่กระทืบเท้ากระวนกระวายทำอะไรไม่ถูก บ่าวของเจี่ยเจิ้งมาถึง บังคับให้ไปพบเจี่ยเจิ้ง เจี่ยเจิ้งพอเห็นก็ตาแดงด้วยความโกรธ ไม่ถามว่าอยู่ภายนอกคลุกคลีตีโมงเหล่านักแสดง แจกรางวัลฟุ่มเฟือย หนีโรงเรียนเที่ยวเตร่ สำส่อนกับสาวใช้ของมารดาหรือไม่อย่างไร เพียงตวาดสั่งว่า
“อุดปากไว้ แล้วโบยให้ตาย”
พวกบ่าวไม่กล้าขัดคำสั่ง ได้แต่จับเป่าวี่กดตัวไว้กับม้านั่งยาว ชูไม้พลองโบยไปสิบกว่าที เป่าวี่รู้ตัวว่าคงไม่อาจขอให้ละเว้น ได้แต่ครางและร้องไห้
เจี่ยเจิ้งเห็นว่าบ่าวโบยเบาไป เตะคนโบยชิงไม้พลองมาลงมือโบยเองสุดแรงไปอีกสิบกว่าที เป่าวี่ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจ็บปวดเพียงนี้ ต้องร้องไห้เสียงดังหนวกหูจนค่อยๆ หมดแรงแม้สะอึกสะอื้น พวกแขกอุปถัมภ์ทนดูไม่ไหวช่วยกันขอร้อง เจี่ยเจิ้งก็ไม่ฟัง ทั้งยังว่า
“พวกเจ้าถามเขาดูว่าทำอะไรไป ปล่อยไว้ได้หรือไม่ วันวันก็เพราะพวกเจ้าบ่มเพาะจนกลายเป็นเยี่ยงนี้ ยังมีหน้ามาร้องขอ ต่อไปคงเพาะจนฆ่าพ่อฆ่าเหนือหัว เวลานั้นพวกเจ้าคงไม่กล้าขอ”
พวกแขกได้ฟังรู้ว่าโกรธจนปรามไม่ไหวแล้ว จึงให้คนรีบเข้าไปแจ้งข้างใน หวางฮูหยินฟังแล้วไม่ทันไปแจ้งแม่เฒ่าเจี่ย รีบสวมชุดแล้วรีบให้สาวใช้พยุงออกมายังห้องหนังสือไม่สนใจว่าจะมีใครอยู่บ้างหรือไม่ พวกบ่าวและแขกหลบแทบไม่ทัน
เจี่ยเจิ้งชูพลองจะโบยอีก พอเห็นหวางฮูหยินออกมา เหมือนราดน้ำมันบนกองเพลิง ยิ่งโบยแรงขึ้นเร็วขึ้น บ่าวสองคนที่จับกดเป่าวี่ไว้รีบปล่อยมือ แต่เป่าวี่ขยับตัวไม่ไหวแล้ว เจี่ยเจิ้งเงื้อพลองจะโบย หวางฮูหยินเข้ามากอดไม้พลองเอาไว้ เจี่ยเจิ้งว่า
“พอกันที วันนี้ต้องให้ข้าโมโหตายถึงจะพอ !”
หวางฮูหยินร้องไห้ว่า “เป่าวี่ถึงสมควรตาย นายท่านก็ต้องห่วงสุขภาพ อากาศร้อนจัดอย่างนี้ เหล่าไท่ไท่ก็ไม่ค่อยแข็งแรง ตีเป่าวี่ตายไป เหล่าไท่ไท่คงทุกข์ใจกลายเป็นเรื่องใหญ่”
เจี่ยเจิ้งยิ้มเยาะว่า “ไม่ต้องพูดเรื่องนี้ ข้าเลี้ยงเด็กเวรนี่มาก็นับว่าอกตัญญูต่อบรรพชน ปกติจะสั่งสอนสักครั้งก็มีคนคอยปกป้อง มิสู้กำจัดชีวิตสุนัขเสียวันนี้ ไม่ให้เป็นภัยในวันหน้า”
ว่าแล้วก็จะนำเชือกมารัดคอให้ตาย หวางฮูหยินรีบกอดเอาไว้ร้องไห้ว่า
“ถึงนายท่านสมควรสั่งสอนบุตร ก็ควรเห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา ตอนนี้ข้าอายุห้าสิบแล้วมีลูกเวรนี้อยู่คนเดียว ท่านจะอบรมเข้มงวดสักเพียงไหนข้าคงไม่กล้าเตือน แต่นี่จะมารัดคอให้ตาย ท่านรัดคอข้าให้ตายเสียก่อนค่อยรัดคอเขา พวกเราแม่ลูกลงปรโลกไปด้วยกัน ยังได้พึ่งพาอาศัยกัน”
กล่าวจบ เข้าสวมกอดเป่าวี่แล้วร่ำไห้
เจี่ยเจิ้งฟังแล้วถอนหายใจยาว นั่งลงบนเก้าอี้น้ำตาร่วงดังสายฝน หวางฮูหยินกอดเป่าวี่ไว้ เห็นสีหน้าซีดเผือดอ่อนระโหยโรยแรง เสื้อแพรบางตัวในสีเขียวแต้มเต็มด้วยคราบเลือด อดไม่ได้ต้องรีบแก้ผ้าคาดเอวออกดู เห็นรอยฟกช้ำดำเขียวบวมแตกไม่มีชิ้นดีไปทั่วน่องสะโพกต้นขา ร้องไห้เสียงดังไม่รู้ตัวว่า
“ลูกเอ๋ย ชีวิตอาภัพนัก”
พอร้องว่า “ชีวิตอาภัพ” พลันหวนนึกถึงเจี่ยจู 贾珠 (พี่ชายคนโตของเป่าวี่ที่เสียชีวิตไป) ร้องเรียกเจี่ยจูว่า
“หากเจ้าฟื้นคืนมาได้ ให้ข้าตายสักร้อยครั้งก็ไม่ว่า”
เสียงร้องไห้ของหวางฮูหยินดังไปถึงข้างใน หลี่หวาน พี่เฟิ่ง หยิงชุน ทั่นชุนพากันออกมาดู พอได้ยินร้องเรียกเจี่ยจู คนอื่นพอทำเนา แต่หลี่หวาน (ภรรยาเจี่ยจู) พลอยร้องไห้สะอึกสะอื้นไปด้วย เจี่ยเจิ้งเห็นสภาพแล้ว น้ำตายิ่งไหลไม่หยุด
ยังไม่รู้จะลงเอยอย่างไร พลันได้ยินสาวใช้บอกว่า
“เหล่าไท่ไท่มาแล้ว”
ไม่ทันขาดคำ เสียงสั่นเครือของแม่เฒ่าดังมาจากนอกหน้าต่าง
“ตีข้าให้ตายก่อน ค่อยตีเขาให้ตาย สิ้นเรื่องสิ้นราว”
เจี่ยเจิ้งได้ยินเสียงมารดา รู้สึกทั้งคับแค้นทั้งเจ็บปวดใจรีบออกมารับ เห็นแม่เฒ่าเจี่ยให้สาวใช้พยุงเดินส่ายหน้าหอบหายใจมา เจี่ยเจิ้งค้อมคารวะยิ้มว่า
“อากาศร้อนเช่นนี้ เหล่าไท่ไท่มีอะไรจะสั่ง ไม่น่าต้องออกมา เรียกบุตรเข้าไปสั่งก็พอ”
แม่เฒ่าเจี่ยหยุดยืนหอบหายใจกล่าวเสียงเข้มว่า
“นี่เจ้ามาตำหนิข้า ข้าสิมีเรื่องสั่งเจ้า แต่ชั่วชีวิตข้าเลี้ยงลูกมาไม่ได้ดี ไม่รู้จะสั่งใครได้”
เจี่ยเจิ้งฟังน้ำเสียงไม่ปกติ รีบคุกเข่ากล่าวทั้งน้ำตาว่า
“บุตรอบรมเขาเพื่อความรุ่งโรจน์ของวงศ์ตระกูล เหล่าไท่ไท่เหตุใดจึงว่ากล่าวบุตรเช่นนี้”
แม่เฒ่าเจี่ยถ่มน้ำลายใส่แล้วว่า
“ข้าว่าเพียงคำเดียว เจ้าก็รับไม่ได้ เจ้าลงมือโบยเอาเป็นเอาตาย แล้วเป่าวี่รับได้หรือ เจ้าบอกว่าสั่งสอนลูกเพื่อความรุ่งโรจน์ของวงศ์ตระกูล เมื่อก่อนพ่อของเจ้าสั่งสอนเจ้าแบบนี้หรือ”
กล่าวแล้วอดไม่ได้น้ำตาไหลพราก
เจี่ยเจิ้งยิ้มแล้วกล่าวว่า “เหล่าไท่ไท่อย่าได้ทุกข์ใจ บุตรเพียงหุนหันไปชั่วขณะ ต่อไปนี้ข้าจะไม่ตีเขาแล้ว”
แม่เฒ่าเจี่ยแค่นหัวเราะเยาะสองหนว่า
“เจ้าไม่ต้องมาตั้งแง่กับข้า ลูกชายของเจ้า เจ้ามีสิทธิ์ตีข้าไม่ควรยุ่ง คิดดูแล้วเจ้าคงรังเกียจพวกเรา แม่เมียและลูก พวกเราควรไปให้พ้นหน้าเจ้าเสียสิ้นเรื่อง”
แล้วหันมาสั่งบ่าว
“ไปเตรียมเกี้ยว ข้ากับไท่ไท่และเป่าวี่จะกลับหนานจิง 南京 เดี๋ยวนี้”
พวกบ่าวได้แต่ขานรับ
แม่เฒ่าเจี่ยยังหันมาบอกหวางฮูหยินว่า
“เจ้าไม่ต้องร้องไห้ ตอนนี้เป่าวี่ยังเล็ก เจ้ารักและทะนุถนอมเขา โตขึ้นพอได้เป็นขุนนาง ก็ไม่แน่ว่าจะคิดว่าเจ้าเป็นแม่ ตอนนี้เจ้าไม่ต้องรักและเอ็นดูเขา วันหน้าจะได้ไม่ต้องมาทุกข์ใจ”
เจี่ยเจิ้งได้ฟังรีบโขกศีรษะกล่าวว่า
“ท่านแม่กล่าวเช่นนี้ บุตรไม่มีที่ยืนอีกแล้ว”
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มเยาะว่า “เจ้าทำให้ข้าไม่มีที่ยืนชัดๆ กลับมาพูดถึงตัวเอง พวกเรากลับไปแล้ว เจ้าคงสบายใจ ดูสิว่าจะมีใครมาห้ามเจ้าโบยตีผู้คน”
แล้วหันมาสั่งว่า
“รีบจัดสัมภาระเกี้ยว รถ ม้า เดินทางกลับ”
เจี่ยเจิ้งคุกเข่าโขกศีรษะขอขมา
แม่เฒ่าจี่ยเดินมาดูเป่าวี่ เห็นแผลโบยวันนี้หนักหนากว่าที่เคย ทั้งปวดใจ ทั้งโมโห กอดเอาไว้ร้องไห้ไม่หยุด หวางฮูหยินและพี่เฟิ่งเข้ามาช่วยกันปลอบจึงค่อยๆ บรรเทาลง สาวใช้และแม่บ้านจะเข้ามาช่วยกันพยุงเป่าวี่ พี่เฟิ่งจึงเอ็ดว่า
“พวกเหลวไหลทั้งนั้น ไม่ลืมตาดูให้ดี สภาพแบบนี้ จะพยุงเดินไหวหรือ ไปเอาม้าหวาย 春凳 มาหามออกไป”
พวกนางรีบเข้าไปนำม้าหวาย (มีขาใช้นั่งหรือนอนได้) มาให้เป่าวี่นอนแล้วช่วยกันหามตามหลังแม่เฒ่าเจี่ยและหวางฮูหยินไปยังเรือนแม่เฒ่า
เจี่ยเจิ้งเห็นแม่เฒ่ายังไม่หายโมโห จึงเดินตามเข้ามาด้วย เห็นเป่าวี่ถูกโบยจนเจ็บหนัก หวางฮูหยินก็คร่ำครวญเรียกลูกเรียกเชื้อว่า
“หากเจ้าตายแทนลูกจู 珠 (พี่ชายเป่าวี่) แล้วลูกจูยังอยู่ พ่อเจ้าคงไม่ต้องหัวเสียให้ข้าต้องกลัดกลุ้มครึ่งชีวิตของข้า คราวนี้หากดีร้ายเจ้ามาทิ้งข้าไป ต่อไปจะให้ข้าพึ่งพาใคร”
พร่ำพิไรทั้งเรียกว่า “ลูกไม่เอาไหน 不争气的儿”
เจี่ยเจิ้งฟังแล้วสะเทือนใจสำนึกว่าตนไม่ควรลงมือหนักเพียงนี้ จึงกล่าวปลอบใจแม่เฒ่า
แม่เฒ่าเจี่ยต่อว่าทั้งน้ำตาว่า
“ลูกไม่รักดีก็ควรสั่งสอน แต่ไม่ควรตีถึงเพียงนี้ เจ้ายังไม่ออกไป อยู่ที่นี่ทำอะไร หรือยังไม่สาแก่ใจ ต้องเห็นกับตาว่าเขาตายต่อหน้า”
เจี่ยเจิ้งฟังแล้วได้แต่ถอยออกมา
แม่น้าเซวีย เป่าไช เซียงหลิง สีเหยิน เซียงหยุน ตอนนี้ต่างมากันครบ สีเหยินหัวอกกลัดหนอง แต่มิอาจแสดงออก เห็นคนล้อมวงช่วยกันพัดวีหรือให้น้ำ จนตนมิมีที่แทรก จึงเดินออกมายังประตูสอง สั่งเด็กให้ไปตามเป้ยหมิงมาสอบถาม
“เมื่อครู่อยู่ดีดี ทำไมถึงถูกโบย แล้วทำไมเจ้าไม่รีบมาบอกข้า”
เป้ยหมิงรีบออกตัวว่า “ข้าก็ไม่รู้เรื่องตอนต้น มาถูกโบยเสียครึ่งทางแล้วถึงได้รู้ ถามเขาดูแล้วว่ากันว่า เกี่ยวกับเรื่องฉีกวนเอ๋อ 琪官儿 กับพี่จินช่วนเอ๋อ 金钏儿”
สีเหยินว่า “นายท่านรู้เรื่องได้อย่างไร”
เป้ยหมิงว่า “เรื่องฉีกวนเอ๋อ เป็นไปได้มากว่านายใหญ่เซวีย (เซวียผาน) เกิดริษยา ไม่มีทางระบาย จึงส่งใครมาใส่ความต่อนายท่าน ส่วนเรื่องพี่จินช่วนเอ๋อ คงเป็นคุณชายสามไปฟ้อง ข้าฟังจากผู้ติดตามนายท่านว่า”
สีเหยินฟังแล้วทั้งสองเรื่องสอดคล้องกับสถานการณ์ จึงเชื่อว่าเป็นได้ถึงแปดเก้าส่วน พอกลับเข้ามาในห้องก็เห็นช่วยกันพยาบาลเป่าวี่แล้วเสร็จ แม่เฒ่าเจี่ยสั่งว่า
“หามดีดีไปส่งที่เรือน”
แล้วช่วยกันนำเป่าวี่มาส่งยังห้องที่ลานชื่นแดง วุ่นวายกันอีกครึ่งวันจึงทยอยกันกลับ
สีเหยินจึงค่อยเข้ามาดูแลและสอบถามรายละเอียด
(จบบทที่สามสิบสาม)
สีเหยินนั่งลงข้างเตียง ถามเป่าวี่ทั้งน้ำตาว่า
“ทำไมถูกโบยถึงขนาดนี้”
เป่าวี่ถอนหายใจว่า
“แค่เรื่องไม่เป็นเรื่อง จะถามไปทำไม ท่อนล่างข้าปวดมาก เจ้าดูทีหรือว่าที่ไหนแตกหักบ้าง”
สีเหยินค่อยค่อยยื่นมือเข้าไปถอดชุดชั้นกลาง เป่าวี่กัดฟันร้องไอ้หยา สีเหยินรีบหยุดมือ เป็นเช่นนี้สามสี่เที่ยวจึงถอดออกมาได้ สีเหยินมองเห็นครึ่งบนของขาเป็นรอยเขียวช้ำ เต็มไปด้วยรอยพองขนาดสี่นิ้วมือ สีเหยินกัดฟันว่า
“อุแม่เจ้า ทำไมลงมือหนักขนาดนี้ หากเจ้าฟังข้าสักคำ คงไม่เป็นอย่างนี้ ดีที่ยังไม่ถึงกับเส้นเอ็นขาดกระดูกหัก หากโบยจนเป็นคนพิการ จะทำอย่างไร”
เสียงสาวใช้ดังมาว่า “คุณหนูเป่ามาแล้ว”
สีเหยินสวมชุดชั้นกลางกลับให้ไม่ทัน จึงหยิบผ้าห่มบางคลุมให้เป่าวี่ เป่าไชถือยาเม็ดเม็ดหนึ่งเดินเข้ามา เอายาเม็ดส่งให้สีเหยินว่า
“ตอนค่ำ เอายาเม็ดนี้ละลายในเหล้าทาแผล พอเลือดคั่งสลายตัวแผลก็หาย”
แล้วถามเป่าวี่ว่า
“ตอนนี้ดีขึ้นบ้างไหม”
เป่าวี่ขอบคุณแล้วว่า “ดีขึ้นบ้าง” แล้วบอกให้นางนั่งลง
เป่าไชเห็นเป่าวี่ลืมตาพูดคุยได้ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ ค่อยโล่งใจขึ้นบ้าง จึงผงกหัวถอนหายใจว่า
“หากฟังคำเตือนสักนิด คงไม่เป็นเช่นวันนี้ อย่าว่าแต่เหล่าไท่ไท่ กับไท่ไท่เจ็บปวดใจ พวกเราเห็นแล้ว ใจก็ยัง……”
พูดไม่ทันจบประโยคก็รีบชะงักไว้ ขอบตาแดงไม่รู้ตัว สองแก้มแดงระเรื่อ ก้มหน้าไม่พูดจา
เป่าวี่จับได้ถึงความรู้สึกอันลึกซึ้งจริงใจ พอเห็นนางอึกอักพูดไม่ออก หน้าแดงก้มหน้าน้ำตาคลอเอามือบิดสายคาดเอวท่าทางเขินอายสับสน ความเจ็บปวดพลันสลายหายไปยังชั้นฟ้า คิดว่า
“ข้าถูกโบยไปไม่กี่ที พวกนางต่างมีน้ำใจห่วงใยถึงเพียงนี้ หากข้ามีอันเป็นไปยิ่งกว่านี้ พวกนางจะเศร้าโศกกันเพียงไหน แม้นข้าต้องตาย ทุกสิ่งสลายไปสู่ทะเลบูรพา ก็ไม่น่าเสียดายแล้ว”
แล้วก็ได้ยินเป่าไชถามสีเหยินว่า
“อยู่ดีดี ทำไมถึงได้โกรธจนลงไม้ลงมือ”
สีเหยินค่อยเล่าความตามที่รู้มาจากเป้ยหมิง เป่าวี่ยังไม่รู้เรื่องที่เจี่ยหวนใส่ไฟตน จึงเพิ่งรู้จากสีเหยิน แต่พอฟังเรื่องพาดพิงไปถึงเซวียผาน เกรงเป่าไชจะไม่สบายใจ จึงรีบปรามสีเหยินไว้ว่า
“พี่ใหญ่เซวียไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้ พวกเจ้าอย่าคาดเดาส่งเดช”
เป่าไชรู้ว่าเป่าวี่เอ่ยปรามสีเหยินเพราะเกรงว่าตนจะคิดมาก จึงแอบตรองว่า
“ถูกโบยจนเป็นสภาพนี้ ยังสู้ห่วงใยเกรงจะใส่ไคล้ผู้อื่น เจ้าคิดได้เช่นนี้ เหตุใดไม่ระวังตัวเวลาอยู่ภายนอก นายท่านจะได้สบายใจ เจ้าก็ไม่ต้องมารับเคราะห์นี้ ถึงเจ้าจะห้ามสีเหยินพูด ข้าก็รู้ดีว่าพี่ชายข้าปกติสำส่อนเพียงไหน ไม่เคยมีความยับยั้งชั่งใจ อย่างเช่นคราวก่อนเรื่องฉินจง 秦钟 ก็ทำเอาฟ้าถล่มดินทลาย เดี๋ยวนี้ยิ่งหนักข้อกว่าเก่าอีก”
คิดแล้วจึงยิ้มว่า
“พวกเจ้าอย่าโทษนั่นโทษนี่ ข้าคิดว่านายท่านโกรธเพราะน้องเป่าชอบคลุกคลีตีโมงกับคนพวกนั้น ไม่ใช่พี่ชายข้าหลุดปากเพราะตั้งใจใส่ความ เพราะอย่างไรเสียก็เป็นเรื่องจริง และพี่ชายข้าไม่ค่อยระวังเรื่องพวกนี้ แม่นางสีแต่เล็กมาเคยเห็นแต่น้องเป่าที่เป็นคนระวังตัว ไม่เคยพบคนไม่เกรงฟ้าดินอย่างพี่ชายข้า คิดอย่างไรก็พูดไปอย่างนั้น”
สีเหยินพอถูกเป่าวี่ปรามเมื่อพูดถึงเซวียผานก็รู้ตัวว่าปากไวเกินไป เกรงเป่าไชจะเสียความรู้สึก พอฟังเป่าไชกล่าวเช่นนี้ยิ่งรู้สึกอาย
เป่าวี่ฟังคำเป่าไชแล้ว ครึ่งหนึ่งแสดงความใจกว้างเปิดเผย อีกครึ่งหนึ่งคลายความสงสัยของตน จึงโล่งใจยิ่งไปกว่าเก่า พอตั้งท่าจะเอ่ยปากพูด เป่าไชก็ลุกขึ้นว่า
“พรุ่งนี้ข้าค่อยมาใหม่ รักษาตัวให้ดี ยาที่ข้าเอาให้สีเหยินเมื่อกี้นี้ เย็นนี้ทาแล้วก็หาย”
แล้วเดินออกจากห้องไป
สีเหยินเดินตามมาส่งแล้วว่า
“คุณหนูอุตส่าห์มาเยี่ยม นายรองเป่าหายแล้วจะแวะไปขอบคุณ”
เป่าไชหันมายิ้มว่า “ไม่เป็นไร คอยเตือนเขาให้รักษาตัวให้ดี อยากกินหรืออยากได้อะไร ไปเอาที่เรือนข้า อย่าไปรบกวนเหล่าไท่ไท่กับไท่ไท่หรือใครอื่น นายท่านรู้เข้าอาจไม่เป็นผลดี”
กล่าวจบก็เดินจากไป
ตอนก่อนหน้า : จินช่วนเอ๋อโดดบ่อ
https://www.blockdit.com/posts/6968b7a0bb1e8fcf42d1f5f3
ตอนถัดไป : ฝากเป่าวี่กับสีเหยิน
1 บันทึก
3
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความฝันในหอแดง
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย