14 ม.ค. เวลา 12:05 • ท่องเที่ยว
โขดหินอุลูรู

พระอาทิตย์ตกที่ Uluru ครั้งแรกกับ Ayers Rock

Chapter 89/1: Uluru Sunset Experience
คริสต์มาสปีนี้มาเที่ยวออสเตรเลียอีกแล้ว แต่ปีนี้มีความพิเศษเพราะอยากลองทำอะไรใหม่ๆ เลยเปลี่ยนบรรยากาศจากการเที่ยวในเมืองเป็นไปดูไฟคริสต์มาสที่ทะเลทรายซะเลย และสถานที่ที่เราจะไปเป็นหนึ่งใน Bucket list ของเราด้วย นั่นก็คือ Uluru ค่ะ
Uluru หรือ Ayers Rock คือก้อนหินทรายขนาดใหญ่มหึมาที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทะเลทราย เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของออสเตรเลีย และได้รับการยอมรับจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ทั้งในด้านความงามทางธรรมชาติและความสำคัญทางวัฒนธรรม
Uluru ตั้งอยู่บนพื้นที่ส่วนที่เรียกว่า Outback ของออสเตรเลียซึ่งเป็นส่วนที่แห้งแล้ง กันดาร ห่างไกลความเจริญ และมีประชากรอาศัยอยู่น้อยมาก พื้นที่ Outback ส่วนใหญ่จะอยู่ในตอนในของประเทศออสเตรเลีย ครอบคลุมหลายรัฐ รวมถึง Northern Territory ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Uluru
Uluru ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของ Outback เลยก็ว่าได้ เพราะมันตั้งอยู่ใจกลางของ Outback ที่เรียกว่า Red Centre เลย
นอกจาก Uluru จะเป็นมรดกโลกแล้ว ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญทางจิตวิญญาณอย่างมากสำหรับชาว Anangu ซึ่งเป็นชาวอะบอริจินเจ้าของพื้นที่ดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มานานกว่า 30,000 ปี และชื่อ Uluru ก็มาจากภาษาของชนพื้นเมือง Anangu นั่นเอง
Uluru ถูกค้นพบโดยนักสำรวจชาวอังกฤษชื่อ William Gosse ในปี 1873 และได้ตั้งชื่อว่า Ayers Rock (หินแอร์ส) เพื่อเป็นเกียรติแก่ Sir Henry Ayers (เซอร์ เฮนรี แอร์ซ) ผู้ว่าการรัฐเซาท์ออสเตรเลียในขณะนั้น แต่ต่อมาในปี 2002 ได้รับการตั้งชื่อใหม่โดยเรียกเป็นชื่อคู่ว่า Uluru/Ayers Rock เพื่อเป็นการให้เกียรติต่อชาวพื้นเมือง
1
สิ่งที่ทำให้ Uluru โดดเด่นคือ มันเป็นก้อนหินก้อนเดี่ยวที่มีความสูงถึง 348 เมตร (สูงกว่าหอไอเฟล) และมีเส้นรอบวงถึง 9.4 กิโลเมตร สามารถมองเห็นได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตร นอกจากมันจะตั้งอยู่โดดเด่นก้อนเดียวกลางทะเลทรายแล้ว มันยังสามารถเปลี่ยนสีได้ตลอดทั้งวันโดยเฉพาะในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตก โดยมันจะเปล่งประกายสีแดงเข้มให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งสีแดงนี้เกิดจากการออกซิเดชันหรือการเกิดสนิมของแร่เหล็กในหินทรายนั่นเอง
นอกจาก Uluru แล้วยังมีกลุ่มหินชื่อ Kata Tjuta (กาตาจูตา) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับ Uluru ให้เราได้ไปสำรวจด้วยนะ
 
แนะนำให้รู้จักกับ Uluru ซะยาวเลย ได้เวลาไปเที่ยวกันแล้วค่ะ
สำหรับทริปนี้เราใช้เวลาเที่ยวนานหน่อย ไม่ได้เป็นเพราะรักการผจญภัยหรอก แต่เป็นเพราะตั๋วเครื่องบินช่วงคริสต์มาสแพงมากกกก 😅 เราหาได้ถูกสุดคือต้องเดินทางช่วง 26-31 ธันวา เท่ากับต้องอยู่ที่นี่ฉ่ำๆ 6 วันเลย
เราเดินทางด้วย Jetstar จากเมลเบิร์นไปลงที่ Ayers Rock Airport ซึ่งจะใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง ส่วนที่พักเราจองกับ Ayers Rock Resort ซึ่งเป็นเครือรีสอร์ตที่มีที่พักให้เลือกหลายประเภท ทั้ง
  • รีสอร์ตหรูอย่าง Sails in the Desert
  • รีสอร์ตระดับกลางอย่าง Desert Gardens Hotel และ Emu Walk Apartments
  • รีสอร์ตแบบราคาย่อมเยาลงมาอีกอย่าง The Lost Camel Hotel
  • รีสอร์ตแบบราคาประหยัดอย่าง Outback Lodge และ Outback Pioneer Hotel
  • และส่วนที่เป็น Campground สำหรับสายแคมป์ปิ้งด้วย
ซึ่งทริปนี้เราเลือกพักที่ Desert Gardens Hotel ค่ะ
สำหรับที่เที่ยว แนะนำให้เข้าไปดูใน website ของรีสอร์ตเพราะเค้ามีโปรแกรมทัวร์เยอะมากๆ เราไม่ได้เช่ารถขับเองก็เลยเลือกที่จะซื้อทัวร์ของทางรีสอร์ตเลยง่ายดีและจัดสรรเวลาได้ด้วย เราจองไป 8 กิจกรรมเลยจ้า มีทั้งหนักเบาผสมกันไป คอยติดตามกันนะคะ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าเราไปทำอะไรมามั่ง
อ้อ !!! โปรแกรมที่ฮิตๆ เช่น Breakfast และ Dinner แนะนำให้จองล่วงหน้านะคะ จะได้ไม่พลาดเพราะค่อนข้างเป็นที่นิยมอยู่
วันแรกของทริปเราก็ต้องตื่นกันแต่ไก่โห่ไปสนามบินเพราะเครื่องออก 07:45 (ทริปนี้หฤโหดมากเพราะต้องตื่นตี 4 ตี 5 แทบทุกวันเลย 🥴)
ขึ้นเครื่องที่ Terminal 4
วิธีการ Check-in ก็ง่ายมาก ไปที่เครื่อง Kiosk ที่ตั้งเรียงรายอยู่แล้วก็ทำการ Check-in (เรา Check-in online มาแล้วเลยยิ่งเร็ว) ทำตามขั้นตอนที่เครื่องบอก จากนั้นก็ปริ๊น Tag เอาไปติดกระเป๋า แล้วก็เดินไปโหลดกระเป๋า เสร็จค่ะ
เป็นระบบ Self check-in ที่สะดวกและง่าย ไม่ต้องรอคิวนานเหมือน Check-in ที่เคาน์เตอร์
สนามบินภายในประเทศที่ Melbourne ช่วงเทศกาลคนเยอะมาก แต่ทุกขั้นตอนค่อนข้างรวดเร็ว แม้แต่ Security Check ก็เร็วมาก
ร้านอาหารด้านในเยอะสุดๆ และดูน่ากินทั้งนั้นเลย
บรรยากาศ Christmas ที่สนามบิน
เครื่องของเราในวันนี้ JQ664
เห็น Uluru แล้ว
ส่วนรูปนี้คือ Kata Tjuta ค่ะ
มีทริคเล็กน้อย ตอนขาไปให้เลือกที่นั่งฝั่งซ้ายนะคะจะมองเห็น Uluru จากบนเครื่องได้ด้วย
นั่งเพลินๆ ก็ถึงจุดหมายละค่ะ สนามบิน Ayers Rock Airport เล็กนิดเดียว เดินเข้ามาก็เจอสายพานรับกระเป๋าเลย
มีบริษัทเช่ารถเยอะพอสมควร
เดินออกประตูก็เจอรถของโรงแรมเลย
หลังจากรับกระเป๋าเสร็จเดินออกมาด้านนอกก็จะเจอกับรถบัสของ Ayers Rock Resort ที่มารอรับผู้โดยสาร เป็นบริการรับ-ส่งสนามบินฟรีสำหรับแขกที่พักกับทางรีสอร์ตค่ะ
ดูว่าของเราเป็นรีสอร์ตไหนก็ขึ้นรถคันนั้น
จากสนามบินนั่งรถประมาณ 10 นาทีก็ถึงรีสอร์ตค่ะ
นอกจากโปรแกรมเที่ยวที่ต้องเสียเงิน เค้าก็มีกิจกรรมฟรีให้ทำด้วยนะ
เนื่องจากเรามาถึงเร็วประมาณ 9.30 (เวลาที่นี่จะช้ากว่าเมลเบิร์น 1.30 ชั่วโมงค่ะ) กว่าจะเข้าห้องได้ประมาณบ่ายสาม แต่ พนง. บอกว่าถ้าห้องเสร็จเร็วจะส่งข้อความแจ้งอีกที ระหว่างนี้เราก็ไปเดินสำรวจรอบๆ รีสอร์ตกัน
อันนี้คือส่วนที่พักของเรา Desert Gardens Hotel อากาศร้อนเจี๊ยกๆ และก็แห้งมาก สมกับเป็นทะเลทรายจริงๆ
อันนี้น่าจะเป็นลานกิจกรรม
เดินขึ้นมาจะเจอกับข้อความต้อนรับ "Palya" (อ่านว่า พาลเลีย) ที่หมายถึง สวัสดี, ลาก่อน, ขอบคุณ และยินดีต้อนรับ
"Palya" ค่ะ
เราเดินทะลุโซนที่พัก Emu Walk Apartments เพื่อจะไปยัง Town Square
โซนที่พัก Emu Walk Apartments
ห้องโซนนี้จะมีห้องครัวในตัวด้วย เหมาะกับคนที่มาเป็นครอบครัวดี
Town Square จะเป็นศูนย์รวมของร้านอาหาร, คาเฟ่, บาร์, IGA Supermarkets, ร้านขายของที่ระลึก และ Tourist Information Centre
บริเวณ Town Square
เจอนกหน้าตาเอาเรื่องด้วย
อันนี้คือ Tourist Information Centre ที่เราสามารถมาดูข้อมูลทัวร์ ซื้อทัวร์ หรือคอนเฟิร์มตารางทัวร์ได้ที่นี่ เค้าจะมีหลายบริษัทเลยเลือกได้ตามใจชอบ หรือจะจองใน website ก็ได้นะจะได้ไม่ต้องเดินมา
Tourist Information Centre
และที่ขาดไม่ได้ Supermarket ค่ะ ขอบคุณที่มาเปิดที่นี่ 😁
IGA Supermarkets
บอกเลยถึงจะเป็น Supermarket เล็กๆ แต่ของค่อนข้างครบครัน ขาดเหลืออะไรมาหาที่นี่ได้ ทั้งของสดของแห้ง ของใช้ต่างๆ และที่สำคัญเลยคือ "น้ำ" คนที่อยู่ Campground, Emu Walk Apartments หรือ พนง. ที่ Ayers Rock Resort เองก็มาหาซื้อของสดที่นี่ไปปรุงอาหารเช่นกัน เรื่องราคาก็อาจจะแพงกว่าในเมืองเล็กน้อย พอรับได้ นึกซะว่าเค้าอุส่าห์ขนของมาให้เราถึงทะเลทรายละกัน 😁
อากาศร้อนแบบนี้ก็ต้องไอติมนี่แหละ
งานฝีมือที่ชาวพื้นเมืองเอามาวางขาย
วันนี้โชคดี ประมาณเที่ยง พนง. ก็โทรมาแจ้งว่าห้องเสร็จแล้วสามารถเข้าห้องได้เลย แต่ก่อนเข้าห้องเดินผ่าน GOCA (Gallery Of Central Australia) ก็เลยแวะดูหน่อย
เป็นห้องจัดแสดงงานฝีมือของชนพื้นเมืองอะบอริจินกลุ่มต่างๆ ใครชอบภาพไหนเค้าก็ขายด้วยนะ
ต้น Christmas ต้นแรกที่ทะเลทราย
ไปเข้าห้องพักกันค่ะ เราจองเป็นห้องเตียง Queen 2 เตียง ราคาเท่ากะห้องเตียงเดี่ยวด้วยนะ เสียแต่อยู่ไกลโฮก เดินเกือบสุดรีสอร์ตเลย 🥵
ห้องโดยรวมก็ถือว่าโอเคนะ มีของอำนวยความสะดวกครบ แต่พื้นเหมือนไม่เคยดูดฝุ่นเลย จะมีเศษทรายเล็กๆ ด้วยเดินแล้วรู้สึกได้ ใส่รองเท้าเอาละกัน
โปรแกรมสำหรับเย็นนี้คือ ทัวร์ไปดูพระอาทิตย์ตกที่ Uluru ซึ่งจะต้องขึ้นรถประมาณ 6 โมงเย็น เราเลยต้องกินมื้อเย็นกันตอน 5 โมงที่ร้านอาหารร้านแรก Mangata Bistro & Bar ที่อยู่ในรีสอร์ตเรานี่แหละ
เราสั่งเป็นปลา Barramundi และเบอร์เกอร์มังสวิรัติ Halloumi and Mushroom
อาหารอร่อยมากกก ปลาสดไม่คาว เนื้อนุ่ม หนังกรอบหอม ซอสราดดีย์ ส่วนเบอร์เกอร์ก็อร่อยมากเช่นกัน (เอ๊ะ…หรือหิว) สรุปร้านนี้…ผ่านจ้า
พอได้เวลาเราก็ไปขึ้นรถบัสที่หน้ารีสอร์ตกัน
อ้อ! เกือบลืมสิ่งสำคัญ ทุกคนที่จะเข้าไปเที่ยวที่ Uluru หรือ Kata Tjuta จะต้องซื้อ Park Pass หรือบัตรเข้าอุทยานกันด้วยนะคนละ AUD 38 (ประมาณ 800 บาท) เพราะบางทีคนขับหรือ จนท. อุทยานจะขอดูด้วย ซึ่งเราจะซื้อทาง online หรือจะซื้อที่ Tourist Information Centre ก็ได้ค่ะ
ของเราเป็นบัตร Online
มันจะมีให้เลือกแบบ 3 วัน, 1 ปี และสำหรับคนท้องถิ่นที่อยู่ใน Northern Territory เราเลยเลือกแบบ 3 วัน และก็ลืมซื้อเพิ่มด้วยนะ แต่ จนท. อุทยานบอกว่าเค้าต่ออายุให้เข้าฟรีอีก 2 วัน ไม่ต้องซื้อเพิ่มโชคดีของหมู่เฮาไปเลย ดีนะที่ไม่ได้ซื้อ 2 ใบแต่แรก
รถจะพาเรามาที่จุดถ่ายรูปใกล้ๆ Uluru จุดแรกก่อน
จากนั้นรถก็จะพาเราไปอีกจุดที่จะเห็นแสงตอนพระอาทิตย์ตกสวยๆ และ Uluru
จุดนี้เราต้องเดินขึ้นไปเล็กน้อย แต่อากาศตอนเย็นเดินสบาย ไม่ร้อนเลย
คุณคนขับ (และไกด์ในคนเดียวกัน) แนะนำพวกเราว่าให้เดินขึ้นไปถึงเนินทรายด้านบนสุดประมาณ 20 นาที หามุมที่ชอบแล้วปักหลักอยู่ตรงนั้นเลย แล้วเราจะเห็นความแตกต่างของแสงยามเย็นที่ตกกระทบกับ Uluru เป็นสีที่แตกต่างกันและดูอลังการมาก
3
นี่ก็เป็นอีกความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เอามาฝากกันในตอนแรกค่ะ เดี๋ยวตอนต่อๆ ไปจะมีที่เที่ยวที่สวยแปลกตามาให้ดูกันอีก อย่าลืมติดตามกันนะคะ สำหรับ Blog นี้ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ 😊
โฆษณา