21 ม.ค. เวลา 13:53 • ประวัติศาสตร์
สหรัฐอเมริกา

น้ำตาจิไหล...สหรัฐฯ เตรียมยึดครองกรีนแลนด์...ชายชราคนนี้ทำได้ทุกอย่างจริงๆ

เมื่อถึงเวลาที่จะก่อตั้งประเทศ เขาพูดถึงแต่สิ่งที่เขาใฝ่ฝัน
และแทบไม่เคยพูดถึงสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องทำจริงๆ เอาซะเลย
อื่มมมมมมมมมมม... อย่างมาก...นอร์เวย์อาจเสนอข้อตกลงเช่าเพื่อรักษาหน้าตาและหลีกเลี่ยงการขยายความขัดแย้ง
1
แล้ว...เหตุใดสหรัฐอเมริกาจึงไม่สามารถ "ยึดครองกรีนแลนด์" ได้ล่ะ?
เอาล่ะๆๆๆ เมื่อเห็นพาดหัวข่าวมากมายเกี่ยวกับ "สหรัฐฯ เตรียมยึดครองกรีนแลนด์" ผมอดหัวเราะไม่ได้...
งั้นโพสต์นี้เรามาพูดคุยกันว่าทำไม ในฐานะประเทศสหพันธรัฐ สหรัฐฯ จึงไม่สามารถ "ยึดครองกรีนแลนด์" ได้ล่ะกัน
แรกเลย สหรัฐฯ เป็นระบบสหพันธรัฐที่มีความเป็นอิสระสูง
รัฐบาลกลางไม่ใช่ประเทศเอกราช ปัจจุบันมีรัฐสหพันธรัฐ 50 รัฐ
และแต่ละรัฐก็มีความเป็นอิสระสูงและสามารถลงคะแนนเสียงได้ว่า
จะแยกตัวออกจากสหพันธรัฐสหรัฐฯ หรือไม่โดยสามารถแยกเป็นหมวดหมู่ได้คือ
เงื่อนไขการก่อตั้งและการเข้าร่วมของรัฐในสหรัฐฯ
สหรัฐฯ เป็นประเทศสหพันธรัฐ และรัฐต่างๆ ส่วนใหญ่ก่อตั้งขึ้นผ่านการประกาศอิสรภาพของอาณานิคมในอดีตและการขยายดินแดน (เช่น การซื้อหรือการได้มาผ่านสงคราม)
ในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ
และสำหรับภูมิภาคที่จะกลายเป็นรัฐของสหรัฐฯ จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขสำคัญต่อไปนี้..คือ
การ....อนุมัติจากรัฐสภา
1
ตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ การจัดตั้งรัฐใหม่ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา
ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิจารณาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม และต้องได้รับการยอมรับจากรัฐบาลกลาง
เงื่อนไขภายในภูมิภาคนั้นต้องมีเอกราชที่ค่อนข้างสมบูรณ์
รวมถึงการปกครองสังคมที่มั่นคง รากฐานทางเศรษฐกิจที่แน่นอน
และระบบสังคมที่สอดคล้องกับค่านิยมของอเมริกา
ตามมาด้วยเหตุผลที่ทำให้ประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ เข้าร่วมสหพันธ์สหรัฐฯ ได้ยาก
อธิปไตยและข้อพิจารณาทางการเมือง ในฐานะมหาอำนาจโลก
การขยายระบบสหพันธรัฐของสหรัฐฯ เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการถ่ายโอนอธิปไตยและการสร้างสมดุลทางการเมือง
การรับประเทศใหม่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและการจัดสรรทรัพยากรภายในสหพันธรัฐ
1
อาจก่อให้เกิดการต่อต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ภายในประเทศต่างๆ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเมืองสูงมาก
ข้อต่อมา คือ ภาระทางเศรษฐกิจและสังคม
หากภูมิภาคใดด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจและมีปัญหาทางสังคมอย่างมาก
การเข้าร่วมอาจกลายเป็นภาระทางการเงินของรัฐบาลกลาง ต้องมีการลงทุนจากรัฐบาลกลางจำนวนมากในการพัฒนาและการปกครอง
ซึ่งขัดแย้งกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
ต่อมา เกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศและผลกระทบทางการทูต
1
การรับภูมิภาคของประเทศอื่นเข้าเป็นสมาชิกจะเกี่ยวข้องกับประเด็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ซับซ้อน
และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการทูตกับรัฐอธิปไตยเดิม ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ทางการทูตของสหรัฐฯ
กล่าวโดยสรุป สมาชิกของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก่อตั้งขึ้นบนพื้นฐานของการพัฒนาทางประวัติศาสตร์
และโดยโครงสร้างทางการเมือง
1
และเศรษฐกิจภายในประเทศ ภูมิภาคภายนอก (ไม่ว่าจะเป็นประเทศหรือภูมิภาค) เผชิญกับอุปสรรคหลายสิบอย่าง
ทั้งทางกฎหมาย การเมือง เศรษฐกิจ และการทูต ทำให้การเข้าเป็นสมาชิกนั้น....แทบเป็นไปไม่ได้เลย
1
หากพูดในส่วนของ ภูมิภาคที่พยายามเข้าร่วมสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ (รัฐที่ไม่ใช่รัฐอธิปไตย)ตามประวัติแล้วสามารถตามรอยได้คือ
1. สาธารณรัฐเท็กซัส (ค.ศ.1836-1845)ได้เข้าร่วมสำเร็จ
กรณีนี้เป็นกรณีพิเศษนะครับ เดิมทีเท็กซัสเป็นรัฐของเม็กซิโก ได้รับเอกราชในปี 1836 ในฐานะ "สาธารณรัฐเท็กซัส" (ซึ่งเป็นรัฐอธิปไตย)
และต่อมาได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมสหรัฐอเมริกาหลายครั้ง ในปี ค.ศ. 1845 รัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายรับฮาวายเข้าเป็นรัฐที่ 28
2
ทำให้เป็นภูมิภาคเดียวในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่เข้าร่วมสหภาพในฐานะ "สาธารณรัฐ" ซึ่งเป็นสาเหตุโดยตรงของสงครามเม็กซิโก-อเมริกา
2. ฮาวาย (ค.ศ. 1893-1898) รัฐนี้ก็เข้าร่วมสหภาพสำเร็จ
ฮาวายเดิมเป็นราชอาณาจักรอิสระ ในปี ค.ศ. 1893 สหรัฐอเมริกาสนับสนุนการรัฐประหารที่โค่นล้มระบอบกษัตริย์ สถาปนา "สาธารณรัฐฮาวาย" และยังคงผลักดันให้รวมเข้ากับสหรัฐอเมริกา
2
ในปี ค.ศ. 1898 สหรัฐอเมริกาผ่าน "มติสหภาพ" ทำให้ฮาวายเป็นดินแดนโพ้นทะเล
ในปี ค.ศ. 1959 จนฮาวายกลายเป็นรัฐที่ 50 ผ่านการลงประชามติ
1
3. คิวบา (หลังสงครามสเปน-อเมริกาในปี ค.ศ. 1898) หลังสงครามสเปน-อเมริกา สเปนสละอำนาจอธิปไตยเหนือคิวบา
และสหรัฐอเมริกาเข้ายึดครองคิวบาชั่วคราว
ในขณะนั้น มีเสียงบางส่วนภายในคิวบาที่สนับสนุนให้ "เข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกา"
1
แต่เนื่องจากเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ (เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทระหว่างประเทศที่เกิดจากการปกครองโดยตรงและการรักษาสมดุลในภูมิภาคแคริบเบียน)
สหรัฐอเมริกาจึงรับรองเอกราชของคิวบาในปี 1902 โดยคงไว้เพียงสิทธิในการแทรกแซงทางการทูตและการทหารในคิวบาผ่านทางแก้ไขเพิ่มเติมแพลตต์
4. เปอร์โตริโก (ศตวรรษที่ 20 ถึงปัจจุบัน)
เปอร์โตริโกเป็นดินแดนปกครองตนเองของสหรัฐอเมริกา (ได้มาจากสเปนในปี 1898)
ในอดีต เปอร์โตริโกได้จัดการลงประชามติหลายครั้งเกี่ยวกับการ "เข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาและกลายเป็นรัฐ" (1967, 1993, 1998, 2012, 2017)
ในที่สุดในการลงประชามติปี 2017 ผู้ลงคะแนนเสียง 61% สนับสนุน "การเป็นรัฐ"
แต่รัฐสภาสหรัฐฯ ปฏิเสธมาโดยตลอด
1
โดยมีข้อกังวลหลักคือเศรษฐกิจที่ยังไม่พัฒนาของเปอร์โตริโก (พึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง) และประชากรที่พูดภาษาสเปนจำนวนมาก
1
ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจภายในรัฐบาลกลางได้
และจากหัวข้อนี้ หากคุณบอกว่าถ้ามีการลงประชามติและสหรัฐฯ เห็นชอบก็โอเค ทำไมต้องยึดครองด้วยกำลังล่ะ?
1
งั้นเรามาศึกษา ภูมิภาคที่เคยมีการเสนอหรือเรียกร้องให้ เข้าร่วมสหรัฐอเมริกากันในอีกหัวข้อกันต่อ
1. จังหวัดของแคนาดา (ศตวรรษที่ 19) ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ก่อนที่แคนาดาจะได้รับเอกราช (ยังคงเป็นอาณานิคมของอังกฤษ)
บางจังหวัดของแคนาดา (เช่น โนวาสโกเชียและนิวบรันสวิก) เคยเรียกร้องให้ "เข้าร่วมสหรัฐอเมริกา"
และนักการเมืองบางคนถึงกับยื่นคำร้องเพื่อเรื่องนี้
1
อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องเหล่านี้ถูกยกเลิกเนื่องจากการต่อต้านของอังกฤษและการเพิ่มขึ้นของความเป็นอิสระของแคนาดา
หลังจากมีการก่อตั้งสมาพันธรัฐแคนาดาในปี 1867 ข้อเสนอดังกล่าวก็ถูกระงับไปโดยสิ้นเชิง
2. ฟิลิปปินส์ (ต้นศตวรรษที่ 20)ในหลังสงครามสเปน-อเมริกา
สหรัฐอเมริกาได้ยึดครองฟิลิปปินส์จากสเปน ในปี 1907
ฟิลิปปินส์ได้จัดตั้งรัฐบาลปกครองตนเองขึ้น นักการเมืองบางคนเสนอให้ "กลายเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา" แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ปฏิเสธอย่างชัดเจน
โดยในด้านหนึ่ง พวกเขากังวลว่าฟิลิปปินส์มีประชากรมากเกินไป (มากกว่า 7 ล้านคนในขณะนั้น) และเศรษฐกิจที่ล้าหลังตามที่ผมเกริ่นไว้
ซึ่งจะกลายเป็นภาระทางการเงิน ในอีกด้านหนึ่ง ประชาคมระหว่างประเทศคัดค้านการผนวกอาณานิคมโดยตรงโดยสหรัฐอเมริกา
1
ในที่สุด สหรัฐอเมริกาจึงได้ให้การรับรองเอกราชของฟิลิปปินส์ในปีค.ศ. 1946
3. สาธารณรัฐโดมินิกัน (ค.ศ. 1869, 1907) สาธารณรัฐโดมินิกันเสนอ "ผนวก" สหรัฐอเมริกาถึงสองครั้งกล่าวคือ
1
ในปีค.ศ. 1869 เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศ
ประธานาธิบดีได้ขอให้สหรัฐอเมริกาผนวกดินแดน แต่ถูกปฏิเสธโดยรัฐสภาสหรัฐฯ เนื่องจาก
"ภาระทางเศรษฐกิจที่มากเกินไป"
ในปีค.ศ. 1907 มีการเสนอเรื่องนี้อีกครั้ง แต่ถูกระงับไป
เพราะสหรัฐอเมริกากังวลว่าจะก่อให้เกิดความไม่พอใจจากประเทศอื่นๆ ในแถบแคริบเบียน
และในคำแถลงภาษาอังกฤษของทรัมป์มันก็หมายความว่า...
เนื่องจากความจำเป็นของผลประโยชน์ของอเมริกา จึงมีการริเริ่มการลงประชามติในกรีนแลนด์เพื่อรับกรีนแลนด์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา
1
ทำให้กรีนแลนด์เป็นรัฐที่ 51 ต่อจากฮาวาย
อย่างไรก็ตาม ข่าวที่ปรากฏให้เห็นอย่างมากมาย.....คือ
ทรัมป์พร้อมที่จะยึดกรีนแลนด์ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม.....ฮาาา
1
ซึ่งสอดคล้องกับที่เบสแซนต์เตือนยุโรปไม่ให้ตอบโต้ โดยกล่าวว่า ทรัมป์มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายในประเด็นกรีนแลนด์
1
เมื่อถูกถามว่าสหรัฐฯ จะยอมรับทางออกที่เจรจาต่อรองได้
ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการควบคุมกรีนแลนด์หรือไม่ ?
เบสแซนต์กล่าวว่า "ปัจจุบัน ผมคิดว่าอะไรก็ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดก็ถือว่าใช้ได้(เชื่อถือได้)"
3
โฆษณา