24 ม.ค. เวลา 06:00 • ปรัชญา

บทสนทนาว่าด้วยความเห็นแก่ตัว: คุณธรรมหรือความจำเป็น?

1. จุดเริ่มต้นของบทสนทนา
1.1. แนะนำตัวละครและฉาก
ณ สวนสาธารณะอันร่มรื่นในบ่ายวันหนึ่ง อาจารย์สมเกียรติ ปราชญ์สูงวัยผู้เปี่ยมด้วยภูมิปัญญาและยึดมั่นในคุณธรรมดั้งเดิม กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนม้านั่ง แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบไม้สีเขียวสดสร้างบรรยากาศที่สงบสุข ไม่ไกลกันนั้น นลิน นักจิตวิทยารุ่นใหม่ผู้มีแววตาฉายประกายแห่งความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ กำลังเดินทอดน่องอย่างสบายอารมณ์
1.2. การจุดประเด็น
ทันใดนั้น สายตาของอาจารย์สมเกียรติก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งฟังเพลงอย่างมีความสุข โดยไม่สนใจเสียงร้องเรียกของลูกชายตัวน้อยที่อยากให้เขาไปเล่นด้วย อาจารย์จึงส่ายศีรษะเบาๆ พร้อมกับถอนหายใจ
"ดูสิคุณ... พ่อคนนั้นปล่อยให้ลูกเรียกหาอยู่นานสองนาน เพียงเพื่อความสุขส่วนตัวกับเสียงเพลงในหูฟังของเขา การละเลยหน้าที่เล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้แหละ คือจุดเริ่มต้นของความเสื่อมในสังคม" อาจารย์สมเกียรติเปรยขึ้นมาเมื่อนลินเดินเข้ามาใกล้
นลินได้ยินดังนั้นจึงหยุดเดินและหันมายิ้มให้อย่างเป็นมิตร "บางทีการให้ความสำคัญกับตัวเองก่อน อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไปก็ได้นะคะอาจารย์"
คำกล่าวของนลินจุดประกายให้เกิดการสนทนาที่น่าสนใจ การเผชิญหน้ากันระหว่างมุมมองที่ยึดมั่นใน "การเสียสละ" กับแนวคิดที่เน้นย้ำถึง "ความจำเป็นของการดูแลตนเอง" กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
2. การเผชิญหน้าทางความคิด: มุมมองที่แตกต่าง
2.1. คุณธรรมแห่งการเสียสละ: รากฐานของสังคม
อาจารย์สมเกียรติ: "แต่คุณนลินลองคิดดูสิครับ คุณธรรมเปรียบดั่งปูนที่ยึดอิฐแต่ละก้อนของสังคมเข้าไว้ด้วยกัน หากเราต่างคนต่างคิดถึงแต่อิฐของตน ปราสาทแห่งความสงบสุขจะตั้งอยู่ได้อย่างไร? ตั้งแต่เล็กจนโต เราทุกคนถูกสอนให้เป็นคนดี มีน้ำใจ และเห็นแก่ผู้อื่นก่อนเสมอ นี่คือรากฐานของสังคมที่ดีงาม"
อาจารย์สมเกียรติขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายมุมมองของตนเองอย่างหนักแน่น:
* การถูกสอนให้เห็นแก่ผู้อื่น คือพื้นฐานของการเป็น "มนุษย์ที่ดี" เราเรียนรู้ที่จะแบ่งปันและมองสิ่งต่างๆ จากมุมมองของคนอื่น
* การให้ความสำคัญกับความรู้สึกของผู้อื่น มากกว่าความรู้สึกของตนเองเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ
* การเห็นแก่ตัวเป็นลักษณะนิสัยเชิงลบ ที่นำไปสู่การทำลายความสัมพันธ์ และในท้ายที่สุดก็จะทำลายสังคมโดยรวม
2.2. ข้อโต้แย้งของนลิน: การให้ความสำคัญกับตนเองคือความจำเป็น
นลิน: "สิ่งที่อาจารย์พูดมาก็เป็นความจริงในแง่หนึ่งค่ะ แต่การยึดถือหลักการเหล่านั้นอย่างสุดโต่งเกินไป ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อเช่นกันค่ะ"
นลินเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่ชัดเจน
การให้ความสำคัญกับตัวเองก่อนนั้นมีประโยชน์ต่อตัวคุณและแม้กระทั่งคนรอบข้างมากกว่าที่คุณคิด
"การถูกสอนให้ทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำอยู่เสมอ เช่น การต้องกินอาหารที่ไม่ชอบเมื่อเป็นแขก หรือการต้องแสดงความรักต่อญาติผู้ใหญ่ทั้งที่ใจไม่ต้องการ มันส่งสารให้เราเรียนรู้ว่าความรู้สึกของคนอื่นสำคัญกว่าความรู้สึกของเราเอง บทเรียนเหล่านี้สอนให้เรากลายเป็นคนดี หรือสอนให้เรากดทับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองกันแน่คะอาจารย์?"
บทสนทนาเริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเตรียมที่จะลงลึกไปถึงผลลัพธ์ที่แท้จริงของการกระทำที่ดูเหมือนจะ "ดีงาม" และ "เห็นแก่ตัว"
3. การวิเคราะห์เชิงลึก: ผลลัพธ์ของการกระทำ
3.1. ด้านมืดของการเสียสละตนเอง
นลิน: "สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายครั้งพฤติกรรมที่เรายกย่องว่า 'ดี' กลับสร้างบาดแผลทางใจโดยที่เราไม่รู้ตัว ลองดูผลกระทบเหล่านี้สิคะ..." นลินอธิบายพร้อมกับยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นผ่านการเปรียบเทียบนี้
พฤติกรรม (จากการเสียสละตนเองมากเกินไป) : ผลลัพธ์เชิงลบที่ตามมา
การไม่สามารถปฏิเสธได้ > เกิดความรู้สึกขมขื่น, ไม่พอใจในภายหลัง, เพิ่มความเครียด และความวิตกกังวล
การพยายามทำให้ทุกคนพอใจ (People-pleasing) > นำไปสู่ความนับถือตนเองต่ำ, ภาวะซึมเศร้า, และอาจเกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) ได้
การทำในสิ่งที่ไม่ต้องการทำเพื่อผู้อื่น > ทำให้ไม่เหลือเวลาหรือพลังงานไปทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ และสุดท้ายก็กลายเป็นคนไม่มีความสุข
3.2. ตัวอย่างกรณีศึกษา: เพื่อนชวนไปซื้อของ
"ลองนึกภาพตามนะคะอาจารย์" นลินเริ่มเล่าเรื่อง "สมมติว่าเพื่อนสนิทชวนอาจารย์ไปช่วยเลือกซื้อของ ทั้งที่วันนั้นอาจารย์มีตารางงานที่ยุ่งมากอยู่แล้ว แต่อาจารย์ก็ตอบตกลงไปเพราะไม่อยากทำให้เพื่อนผิดหวัง"
"ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออะไรคะ? อาจารย์ต้องรีบเร่งทำธุระอื่นจนเกิดความเครียด พอไปถึงที่นัดหมายก็สาย ทำให้อารมณ์หงุดหงิด และตลอดเวลาที่เดินซื้อของก็รู้สึกไม่พอใจเพื่อนอยู่ในใจลึกๆ ที่ 'ลาก' เรามาด้วย ทั้งที่จริงๆ แล้วเราเป็นคนตอบตกลงเอง ในขณะที่เพื่อนก็ต้องใช้เวลากับคนที่ไม่มีความสุขและเต็มไปด้วยความกังวล เห็นไหมคะว่าการกระทำที่ดูเหมือน 'ไม่เห็นแก่ตัว' ของอาจารย์ กลับสร้างผลเสียให้กับทุกฝ่าย"
3.3. การแยกแยะความเห็นแก่ตัว: ดี vs. เลว
อาจารย์สมเกียรตินิ่งฟังอย่างตั้งใจ
นลิน: "ดังนั้น เราอาจจะต้องแยกแยะระหว่างความเห็นแก่ตัวสองรูปแบบค่ะ"
* ความเห็นแก่ตัวที่ไม่ดี: คือการกระทำโดยไม่ใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่นโดยสิ้นเชิง และมุ่งหวังแต่ประโยชน์ของตนเองฝ่ายเดียว
* ความเห็นแก่ตัวที่ดี: คือการตระหนักรู้ถึงความต้องการของตนเอง และกล้าหาญพอที่จะให้ความสำคัญกับมันก่อน ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพราะเราจะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างเต็มใจและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเราดูแลตัวเองดีแล้ว
คำอธิบายของนลินทำให้อาจารย์สมเกียรติเริ่มครุ่นคิดถึงแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของมนุษย์ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เคยเข้าใจ
4. การค้นพบความจริงที่ซ่อนอยู่
4.1. แรงจูงใจที่แท้จริงของการเป็น "คนดี"
นลิน: "บ่อยครั้งที่พฤติกรรม 'people-pleaser' หรือการพยายามทำให้ทุกคนพอใจ ไม่ได้เกิดจากความปรารถนาดีอย่างบริสุทธิ์ใจหรอกค่ะอาจารย์ แต่รากของมันมักจะลึกกว่านั้น มันเกิดจาก การต้องการได้รับการยอมรับหรือต้องการเป็นที่ชื่นชอบ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากประสบการณ์ในอดีต การกลัวที่จะทำให้คนอื่นผิดหวังในตัวเรา ไม่ใช่การกลัวว่าพวกเขาจะผิดหวังที่ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการค่ะ"
4.2. การไตร่ตรองของอาจารย์สมเกียรติ
คำพูดของนลินเหมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในบ่อน้ำแห่งความคิดของอาจารย์สมเกียรติ ทำให้เกิดระลอกคลื่นแห่งการไตร่ตรอง
อาจารย์สมเกียรติ: (พยักหน้าช้าๆ) "อืม... ที่จริง... ผมกำลังคิดว่าการกระทำที่ผมเคยภูมิใจนักหนาว่าเป็นการเสียสละ... แท้จริงแล้วมันเจือปนด้วยความปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับใช่หรือไม่... เป็นความคิดที่น่ากระอักกระอ่วนใจ แต่ผมปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนจริง"
การยอมรับอย่างตรงไปตรงมาของอาจารย์สมเกียรติได้เปิดทางไปสู่บทสรุปที่ไม่ได้เลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่เป็นการค้นหาจุดที่ลงตัวและสร้างสรรค์กว่าเดิม
5. การแสวงหาจุดสมดุล
5.1. การสร้างสมดุลระหว่างตนเองและผู้อื่น
นลิน: "เป้าหมายที่แท้จริงจึงไม่ใช่การผลักดันให้ทุกคนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างสุดโต่ง แต่คือการหาจุดสมดุลค่ะ เหมือนกับผู้ปกครองที่ทำงานหนักมาทั้งวัน การใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเพื่อแช่น้ำอุ่นในอ่างอย่างสงบ ไม่ใช่การตามใจตัวเองที่ไร้สาระ แต่มันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อฟื้นฟูพลังงานและลดความเครียด เพื่อที่เขาหรือเธอจะได้กลับไปเป็นพ่อแม่ที่ผ่อนคลายและมีความสุขให้กับลูกๆ ได้ดียิ่งขึ้น"
อาจารย์สมเกียรติ: "ผมเริ่มจะเข้าใจแล้ว มันเหมือนกับ...รถยนต์ที่ต้องเติมน้ำมันใช่ไหมครับ? หากเราไม่ยอมเสียเวลาเติมน้ำมันให้ตัวเองก่อน สุดท้ายรถคันนั้นก็ไปต่อไม่ได้ และไม่สามารถพาใครไปถึงจุดหมายได้เลย"
นลิน: "ใช่เลยค่ะอาจารย์! และการเติมน้ำมันนั้นไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่เป็นความรับผิดชอบต่อผู้โดยสารทุกคนที่จะไปกับเรา การดูแลตัวเองก็เช่นกันค่ะ มันคือความรับผิดชอบต่อคนรอบข้างที่เราจะต้องดูแล"
5.2. ข้อคิดสุดท้าย
บทสนทนาเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด ทิ้งไว้เพียงความเข้าใจที่งอกงามขึ้นในใจของคนทั้งสอง
นลิน: "ดังนั้น สิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือ ลองหันกลับมาฟังเสียงความต้องการของตัวเองให้มากขึ้นค่ะ"
จงพยายามให้ความสำคัญกับความต้องการของตนเองและกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน
"การทำเช่นนี้ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว แต่เป็นการเคารพตัวเอง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการมีชีวิตที่มีความสุขและสุขภาพจิตที่แข็งแรง และเมื่อเรามีความสุขจากภายใน เราก็จะสามารถส่งต่อความสุขและพลังบวกให้กับผู้อื่นได้อย่างแท้จริงค่ะ"
อาจารย์สมเกียรติ: (ยิ้มอย่างอบอุ่น) "ขอบคุณมากครับคุณนลิน วันนี้ผมได้เรียนรู้ว่าคุณธรรมที่แท้จริงอาจไม่ใช่การละทิ้งตัวตน แต่คือการรู้จักตนเองและหาจุดสมดุลที่เหมาะสม... เป็นบทเรียนที่มีค่ามากจริงๆ"
ทั้งสองกล่าวอำลากัน ทิ้งไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความเข้าใจใหม่ๆ ที่ล่องลอยอยู่ในสายลมยามบ่ายของสวนสาธารณะแห่งนั้น
แหล่งที่มา : Psychology Now Presents - Live Yourself Happy - 1st_Edition - September 2023
โฆษณา