14 ม.ค. เวลา 17:43 • การเมือง

กรีนแลนด์ ดินแดนน้ำแข็งที่ทรัมป์สนใจ

"สหรัฐฯ จำเป็นต้อง 'เป็นเจ้าของ' กรีนแลนด์เพื่อป้องกันการรุกรานจากรัสเซียและจีน"
“นาโตควรจะเป็นผู้นำทางให้เราได้มัน (กรีนแลนด์) มา ถ้าเราไม่ได้มา รัสเซียหรือจีนก็จะได้ไป แต่นั่นจะไม่มีวันเกิดขึ้น! ในทางทหาร หากปราศจากอำนาจอันมหาศาลของสหรัฐฯ"
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ
"รัฐบาลจะเดินหน้าเสริมสร้างการประจำการทางทหารในกรีนแลนด์ ให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น"
โทรลส์ ลุนด์ พูลเซน รมว.กลาโหมเดนมาร์ก
“กรีนแลนด์ไม่ต้องการถูกครอบครองโดยสหรัฐฯ กรีนแลนด์ไม่ต้องการถูกปกครองโดยสหรัฐฯ และกรีนแลนด์จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ เราเลือกกรีนแลนด์ที่เป็นอยู่อย่างในวันนี้ คือเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์ก”
เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ขอนำทุกท่านมาติดตามข่าวร้อนที่ร้อนไม่แพ้เครนสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มที่โคราช ประเทศไทย ข่าวนี้เป็นกระแสมาตั้งแต่ปีที่แล้วทำให้ทั่วโลกต้องมาจับตามองกันที่ชายคนนี้ว่าเขาคิดจะทำอะไรกันแน่กับประเทศแห่งหนึ่งในภูมิภาคอาร์กติก แล้วคนในประเทศจะมีท่าทีอย่างไรต่อการกระทำของเขา ขอเชิญพบกับเรื่องราวของกรีนแลนด์ครับ
กรีนแลนด์ เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ระหว่างทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปยุโรปและมหาสมุทรแอตแลนติก แม้ร้อยละ 80 จะปกคลุมด้วยน้ำแข็งหนาไปทั่วประเทศ แต่ด้วย ภาวะโลกร้อน ที่ทำให้น้ำแข็งละลายในอัตราที่รวดเร็วกว่าพื้นที่อื่นถึง 4 เท่า ดินแเดนแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปราการธรรมชาติที่หนาวเหน็บอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นโอกาสทองของมหาอำนาจในการแสวงหาผลประโยชน์
ในขณะที่บนพื้นผิวของดินแดนแห่งนี้ไร้ซึ่งต้นไม้ ใต้ผืนน้ำแข็งที่กำลังละลายมีทรัพยากรมหาศาล ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุดคือ แร่หายาก (Rare Earth) ถึง 17 ชนิด ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตสมาร์ทโฟน แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และยุทโธปกรณ์ทางการทหาร นอกจากนี้ การละลายของน้ำแข็งยังเปิด เส้นทางเดินเรือสายเหนือ (Northern Sea Route) ซึ่งสามารถร่นระยะเวลาการเดินทางระหว่างเอเชียและยุโรปได้มากกว่าคลองสุเอซอย่างมีนัยสำคัญ
ก่อนสมัยของโดนัลด์ ทรัมป์ จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี มีการตั้งฐานทัพของกองทัพสหรัฐอเมริกาในกรีนแลนด์มาอย่างยาวนานแล้ว โดยเริ่มมีบทบาทสำคัญตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และต่อเนื่องมาจนถึงช่วงสงครามเย็น ดังนี้ เริ่มจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ มองว่ากรีนแลนด์เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักในการขนส่งยุทโธปกรณ์และสอดแนมกองทัพนาซีเยอรมนี
โดยมีการสร้างฐานทัพอากาศสำคัญบนเกาะดังกล่าว เพื่อใช้เป็นจุดสนับสนุนเครื่องบินรบที่เดินทางไปยุโรป นอกจากนี้ยัง
มีการตั้งฐานเรดาร์สำหรับตรวจสอบสภาพอากาศในการเดินเรือของเรือรบและเรือเชิงพาณิชย์
ในช่วงสงครามเย็นสหรัฐฯ สร้างโครงข่ายฐานทัพและสถานีเรดาร์ถึง 50 แห่งในกรีนแลนด์ภายใต้ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับเดนมาร์กเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามจากเครื่องบินทิ้งระเบิดและขีปนาวุธพิสัยไกลของโซเวียต โดยโดดเด่นที่สุดคือฐานทัพอากาศ Thule (ปัจจุบันคือ Pituffik Space Base) ที่สร้างขึ้นในปีค.ศ.1951
ฐานทัพอากาศ Thule ถือว่าเป็นฐานที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ โดยเคยรองรับบุคลากรได้สูงสุดถึง 10,000 คน ทำหน้าที่เป็นจุดส่งกำลังสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล และต่อมามีระบบเตือนภัยขีปนาวุธระยะไกล ปัจจุบันฐานทัพแห่งนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Pituffik Space Base เพื่อสนับสนุนภารกิจเตือนภัยขีปนาวุธ, ป้องกันขีปนาวุธ และเฝ้าระวังอวกาศ
พอมาถึงวันที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาแสดงความต้องการครอบครองกรีนแลนด์อย่างโจ่งแจ้ง โดยอ้างเหตุผลหลักเรื่อง ความมั่นคงแห่งชาติ สหรัฐฯ มองว่ากรีนแลนด์เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการสกัดกั้นอิทธิพลของรัสเซียและจีน ในภูมิภาคอาร์กติก
ศัตรูรายแรกที่เขาไม่อยากให้แตะกรีนแลนด์นั่นคือรัสเซีย ในขณะนี้กำลังเร่งขยายฐานทัพทางการทหารในอาร์กติกเกือบ 50 แห่งเพื่อปกป้องแหล่งพลังงานและเส้นทางเดินเรือของตน ส่วนศัตรูรายที่ 2 คือจีนพยายามเข้ามาปักหมุดลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานและเหมืองแร่ในกรีนแลนด์มานานหลายปี
สำหรับทรัมป์ การได้กรรมสิทธิ์เหนือกรีนแลนด์เป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากสหรัฐฯ ไม่ทำ จีนหรือรัสเซียอาจเข้ามายึดครองแทน เขาถึงขั้นไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทางการทหาร เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นี้
"ผมรักประชาชนชาวจีน ผมรักประชาชนชาวรัสเซีย แต่ผมไม่ต้องการให้พวกเขาเป็นเพื่อนบ้านอยู่ในกรีนแลนด์ มันจะไม่เกิดขึ้น และยังไงก็ตาม นาโตต้องเข้าใจเรื่องนี้"
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ในทางรัฐศาสตร์ ปัจจุบันกรีนแลนด์เป็นดินแดนภายใต้อธิปไตยของเดนมาร์ก แต่ได้รับสิทธิในการปกครองตนเองมาตั้งแต่ปีค.ศ.1979 ประชากรส่วนใหญ่ราว 60,000 คนเป็นชาวอินูอิต (Inuit) ซึ่งมีวิถีชีวิตผูกพันกับการล่าสัตว์และจิตวิญญาณแห่งท้องทะเล
พรรคการเมืองในกรีนแลนด์บางพรรคมีความต้องการที่จะประกาศเอกราชอย่างสมบูรณ์จากเดนมาร์ก อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญคือความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันกรีนแลนด์ยังต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนรายปีจากรัฐบาลเดนมาร์กถึง 2 ใน 3 ของ GDP หากปราศจากเงินจำนวนนี้ กรีนแลนด์จะยังไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้
ท่าทีของทรัมป์สร้างความอึดอัดใจให้กับทั้งเดนมาร์กและกลุ่มประเทศ NATO ด้านท่าทีของผู้นำเดนมาร์กและผู้นำชาติยุโรปยืนยันหนักแน่นไปในทิศทางเดียวกันว่า "กรีนแลนด์ไม่ใชสินค้าสำหรับซื้อขายและอนาคตของที่นี่ควรถูกตัดสินโดยชาวกรีนแลนด์เท่านั้น"
ในขณะฟากฝั่งของนายเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ประกาศชัดเจนว่า "คนกรีนแลนด์คือคนกรีนแลนด์ ไม่ใช่คนอเมริกันหรือคนเดนมาร์ก และประชาชนเท่านั้นที่จะกำหนดอนาคตของตนเอง" ซึ่งคำพูดนี้อาจสร้างความพอใจให้ทรัมป์เป็นอย่างมาก
นักวิเคราะห์มองว่าทรัมป์อาจใช้แทคติกการเจรจาแบบ HML คือการเรียกร้องขั้นสูงสุด เช่น การขู่ยึดหรือขอซื้อ เพื่อสร้างแรงกดดันให้ได้ข้อตกลงที่คุ้มค่ากว่าเดิมเมื่อขึ้นโต๊ะเจรจา ขณะที่ยุโรปพยายามเสนอทางออกด้วยการให้สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลความมั่นคงผ่านสนธิสัญญาที่มีอยู่เดิม เช่น สนธิสัญญาปีค.ศ.1951 ซึ่งอนุญาตให้สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพได้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเข้าครอบครองเป็นเจ้าของดินแดน
ปัญหานี้ยังไม่จบเพราะนายโทรลส์ ลุนด์ พูลเซน รมว.กลาโหมเดนมาร์ก กล่าวว่า "รัฐบาลจะเดินหน้าเสริมสร้างการประจำการทางทหารในกรีนแลนด์ ให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น"
แม้ยังไม่มีการลงลึกในรายละเอียดมากไปกว่านี้ แต่ท่าทีดังกล่าวของเดนมาร์กเกิดขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงออกอย่างชัดเจนว่า ต้องการครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของเดนมาร์ก
ในขณะเดียวกัน THE STANDARD ก็นำเสนอวิธีการหยุดยั้งทรัมป์ ไม่ให้ยึดกรีนแลนด์มี 4 วิธีได้แก่
>>การทูตและความมั่นคง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดการพบหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์กและกรีนแลนด์ในวันพุธ (14 มกราคม) แต่เจสเปอร์ โมลเลอร์ โซเรนเซน (Jesper Møller Sørensen) เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐฯ และจาคอบ อิสโบเซทเซน (Jacob Isbosethsen) ทูตพิเศษของกรีนแลนด์ ได้เริ่มล็อบบี้ สส.สหรัฐฯ แล้ว
แนวทางทางการทูตส่วนหนึ่งของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อกังวลด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำว่า สนธิสัญญาป้องกันประเทศระหว่างสหรัฐฯ-เดนมาร์กที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ปีค.ศ.1951 ซึ่งได้รับการปรับปรุงในปีค.ศ.2004 อนุญาตให้มีการขยายกำลังทหารของสหรัฐฯ บนเกาะกรีนแลนด์อย่างมาก รวมถึงการสร้างฐานทัพใหม่ด้วย
ทั้งเดนมาร์กและกรีนแลนด์เน้นย้ำข้อความของเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ที่กล่าวว่า “การโจมตีกรีนแลนด์ของสหรัฐฯ ซึ่งเท่ากับการที่สมาชิก NATO ชาติหนึ่ง หันมาโจมตีสมาชิกอีกชาติหนึ่ง จะหมายถึงจุดจบของ NATO” แม้ว่าคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่า "กรีนแลนด์เต็มไปด้วยเรือของจีนและรัสเซียทุกหนทุกแห่ง” จะเป็นการกล่าวเกินจริงอย่างชัดเจน แต่บรรดานักการทูตเชื่อว่าการเคลื่อนไหวร่วมกันของชาติตะวันตกเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงภายนอกของกรีนแลนด์ อาจเป็นทางออกที่เจ็บปวดน้อยที่สุดสำหรับกรณีนี้
>>มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ในทางทฤษฎี สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากร 450 ล้านคน มีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจอย่างมากต่อสหรัฐฯ และสามารถขู่ว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ได้ ตั้งแต่การปิดฐานทัพสหรัฐฯ ในยุโรป ไปจนถึงการห้ามสมาชิก EU ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
มาตรการคว่ำบาตรที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือเครื่องมือต่อต้านการบีบเค้นของสหภาพยุโรป หรือ ‘ปืนใหญ่ทางการค้า’ ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมาธิการยุโรปในการห้ามสินค้าและบริการของสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาด EU ตลอดจนเรียกเก็บภาษีศุลกากร เพิกถอนสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา และปิดกั้นการลงทุน
แต่การจะทำเช่นนั้นได้ จำเป็นต้องได้รับการเห็นชอบจากรัฐบาลของประเทศสมาชิก ซึ่งดูเหมือนว่า ไม่มีประเทศใดใน EU ต้องการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อสหรัฐฯ แม้ที่ผ่านมาจะเผชิญกับมาตรการภาษีตอบโต้จากทรัมป์ก็ตาม นอกจากนี้ ฌอง-มารี เกอเฮนโน (Jean-Marie Guéhenno) อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์กรสหประชาชาติ ชี้ว่าอีกประเด็นสำคัญคือ “ชาติยุโรปต่างพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องข้อมูล AI หรือการอัปเดตซอฟต์แวร์ รวมถึงการป้องกันประเทศ”
>>ลงทุนในกรีนแลนด์ หลายฝ่ายกำลังจับจ้องว่าทรัมป์ จะใช้หนทางไหนเพื่อดำเนินการยึดครองกรีนแลนด์ โดยทางเลือกอาจมีตั้งแต่การโจมตีทางทหาร การซื้อดินแดนหรือการจ่ายเงินช่วยเหลือโน้มน้าวให้ชาวกรีนแลนด์แยกตัวจากเดนมาร์กในด้านการจ่ายเงินช่วยกรีนแลนด์นั้น
ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของกรีนแลนด์พึ่งพาเงินอุดหนุนประจำปีจากเดนมาร์กเป็นหลัก โดยในปีที่แล้วได้รับเงินรวมประมาณ 530 ล้านยูโร (ราว 1.9 หมื่นล้านบาท) ซึ่งครอบคลุมประมาณครึ่งหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายสาธารณะของกรีนแลนด์ และคิดเป็นประมาณ 20% ของ GDP
คำสัญญาของทรัมป์ที่จะ "ลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในกรีนแลนด์" เป็นหนึ่งในความพยายามซื้อใจชาวกรีนแลนด์ ให้สนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระจากเดนมาร์ก ซึ่ง EU อาจจำเป็นต้องทุ่มงบเพื่อช่วยกรีนแลนด์ในทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น
โดยร่างข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรป เมื่อเดือนกันยายน 2025 ระบุว่า EU อาจเพิ่มเงินสนับสนุนกรีนแลนด์เป็น 2 เท่าเพื่อให้เท่ากับเงินช่วยเหลือประจำปีจากเดนมาร์ก ในขณะที่เกาะแห่งนี้ยังสามารถขอรับเงินทุนจากEU ได้อีก 44 ล้านยูโร สำหรับดินแดนห่างไกลที่มีความเกี่ยวข้องกับ EU
>>การส่งกำลังทหาร ในบทความของสถาบันวิจัยนโยบาย Bruegel ในกรุงบรัสเซลส์ มองว่ารัฐบาลของประเทศ EU ควรร่วมกัน “ปกป้องกรีนแลนด์จากการขยายอำนาจของสหรัฐฯ อย่างแข็งขัน” และชี้ว่า “EU มีศักยภาพในการส่งกำลังทหารอย่างรวดเร็ว และควรนำมาใช้”
นอกจากนี้ ยังเสนอว่า EU ควรส่งกองกำลังทหารไปประจำการในกรีนแลนด์เพื่อเป็นสัญญาณแสดงถึงความมุ่งมั่นของยุโรปต่อบูรณภาพดินแดนของกรีนแลนด์ แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันการผนวกดินแดนโดยสหรัฐฯ ได้ แต่ก็จะทำให้กระบวนการซับซ้อนขึ้นมาก
“แม้ว่าจะไม่มีความจำเป็นต้องเผชิญหน้ากันด้วยอาวุธ แต่การที่สหรัฐฯ จับกุมทหารของพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดเป็นเชลยศึก จะทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ทำให้ชื่อเสียงในเวทีระหว่างประเทศเสื่อมเสีย และส่งผลกระทบอย่างมากต่อสาธารณชนและรัฐสภาสหรัฐฯ” ผู้เขียนบทความวิจัยระบุ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โฆษกรัฐบาลเยอรมนีเผยว่า เบอร์ลินกำลังวางแผน ‘การป้องปรามของยุโรป’ ต่อกรณีที่สหรัฐฯ พยายามยึดกรีนแลนด์ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส ฌอง-โนเอล บาร์โรต์ ยังได้แสดงท่าทีก่อนหน้านี้ ว่ามีความเป็นไปได้ที่ฝรั่งเศสอาจส่งกองกำลังทหารไปประจำการ
สำหรับขีดความสามารถในการส่งกำลังพลอย่างรวดเร็วของสหภาพยุโรป เป็นกรอบสำหรับการส่งกำลังทหารมากถึง 5,000 นายจากหลายประเทศสมาชิกภายใต้การบังคับบัญชาของ EU เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์นอกกลุ่มประเทศสมาชิก
ผู้เชี่ยวชาญและนักการเมืองบางคนเชื่อว่า สิ่งนี้อาจทำให้สหรัฐฯ ต้องเปลี่ยนแผนหรือคิดทบทวน “ไม่มีใครเชื่อว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรปเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาหรือสามารถเอาชนะได้ การที่สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารโจมตีสหภาพยุโรปจะส่งผลร้ายแรงต่อความร่วมมือด้านกลาโหม ตลาด และความเชื่อมั่นของทั่วโลกที่มีต่อสหรัฐฯ” เซอร์เกย์ ลาโกดินสกี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคกรีนของเยอรมนีกล่าว
อนาคตของกรีนแลนด์จะเป็นไปในทิศทางใดก็คงจะต้องติดตามกันต่อไป เพียงแต่ว่าตราบใดที่ทรัมป์ยังอยู่ต่อ ชาวกรีนแลนด์ก็ยังคงอึดอัดต่อไปกับท่าทีที่ผู้นำสหรัฐฯมีต่อพวกเขา หากเป็นเช่นนั้นโลกกำลังจะเกิดสงครามครั้งใหม่หรือไม่ยังไม่มีคำตอบให้ในเวลานี้ สำหรับวันนี้ผู้เขียนขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
ALJAZEERA
THE STANDARD
Anadolu Agency
The Washington Post
Berlingsky
ภูมิศาสตร์น่ารู้ Brr
Air Force Technology
ARCTICA ADVENTURE
ศิลปวัฒนธรรม
ไทยรัฐออนไลน์
คุณกรุณา บัวคำศรี
ทันโลกกับ THAI PBS
เรียบเรียงโดย : นายพลห้าดาว
โฆษณา