7 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

บทเรียนธุรกิจยุค AI จาก Microsoft ใส่ฟีเชอร์ AI ใน Windows มากไป จนถูกเรียกว่า “Microslop”

Microsoft หนึ่งในบริษัทระดับโลก ที่เคยเป็นผู้นำทางด้าน AI ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ล่าสุด Microsoft เพิ่งจะถูกตั้งฉายาจากคนทั่วโลกให้เป็น Microslop ซึ่งเป็นการเล่นคำจากคำว่า AI Slop ซึ่งหมายถึงคอนเทนต์คุณภาพต่ำที่สร้างขึ้นด้วย AI
1
แล้วทำไม Microsoft จึงถูกเรียกว่า Microslop ?
MarketThink จะอธิบายให้อ่านกันในโพสต์นี้
1
คำว่า Slop เป็นคำที่มีความหมายดั้งเดิมหลายความหมาย ตั้งแต่ “โคลนอ่อน”, “ขยะ” และ “ผลิตภัณฑ์ที่มีค่าน้อย”
1
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคำว่า Slop เริ่มกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งในยุคของ AI
โดยได้รับการจัดให้เป็นคำศัพท์แห่งปี 2025 จาก Merriam-Webster
หมายถึง คอนเทนต์คุณภาพต่ำบนโลกออนไลน์ ที่สร้างขึ้นโดยง่ายด้วย AI ปรากฏอยู่ทั่วโซเชียลมีเดีย และเป็นต้นตอของ Fake News
ซึ่งจากความหมายของคำว่า Slop ของ Merriam-Webster ก็มีความเชื่อมโยงกับสาเหตุที่ทำให้ Microsoft ถูกเรียกว่าเป็น Microslop
ก็เป็นเพราะแนวทางการทำธุรกิจและการตลาดของ Microsoft ที่พยายามผลักดัน AI เข้ามาอยู่ในทุก ๆ ผลิตภัณฑ์และบริการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Microsoft Windows ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Microsoft พยายามนำฟีเชอร์ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ Windows มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น
- การนำ Copilot เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Windows ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเรียกใช้ Copilot ได้แบบง่าย ๆ
- ฟีเชอร์ Recall ที่ใช้ AI คอยเก็บภาพหน้าจอของผู้ใช้งานอยู่เบื้องหลัง เพื่อย้อนกลับไปดูการใช้งานคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้ตลอดเวลา
- ฟีเชอร์ AI อื่น ๆ ที่อยู่ในแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น Edge, Paint หรือ AI ในหน้าเมนูการตั้งค่าของเครื่องคอมพิวเตอร์
แต่เรื่องนี้กลับทำให้ผู้ใช้งาน Windows ทั่วโลกไม่พอใจ จนเรียก Microsoft ว่า “Microslop”
เพราะในมุมหนึ่ง ฟีเชอร์ AI ที่อยู่บน Windows แม้จะเป็นการสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน เพราะสามารถเรียกใช้ฟีเชอร์ AI ได้แบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติม
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฟีเชอร์ AI ที่อยู่บน Windows เหล่านี้ กลายเป็นฟีเชอร์ที่กินทรัพยากรการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ และส่งผลกระทบกับผู้ใช้งาน
จากการทดสอบของสื่อทางด้านเทคโนโลยีหลายแห่งพบว่า ฟีเชอร์ด้าน AI ใช้แรมของเครื่องคอมพิวเตอร์ราว ๆ 3 กิกะไบต์เลยทีเดียว
แถมผู้ใช้งาน Windows ยังไม่สามารถปิดระบบ AI บน Windows ด้วยตัวเองได้เลย
แล้วถ้าถามว่า ทำไมฟีเชอร์ AI ที่อยู่บน Windows ถึงสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้งานทั่วโลก จน Microsoft ถูกเรียกว่าเป็น Microslop
หากวิเคราะห์ในมุมการตลาดแบบง่าย ๆ จะพบว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคำว่า “การตลาดแบบหว่านแห” และ “พฤติกรรมของผู้บริโภค” นั่นเอง
อธิบายง่าย ๆ ได้ว่า ในโลกของการตลาด ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีความต้องการไม่เหมือนกัน ผู้ใช้งาน Windows ก็เช่นเดียวกัน
ผู้ใช้งาน Windows มีทั้ง ผู้ใช้งานทั่วไป นักเรียน นักศึกษา คนทำงานออฟฟิศ ไปจนถึงคนทำงานระดับมืออาชีพ เช่น งานตัดต่อ แต่งเพลง ทำกราฟิก หรืองานคำนวณยาก ๆ
การนำฟีเชอร์ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Windows เป็นเหมือนการทำการตลาดแบบหว่านแห ทำให้มีทั้งผู้บริโภคที่ชอบและไม่ชอบใช้งาน AI บน Windows ตัวอย่างเช่น
- ผู้ใช้งาน Windows ที่เป็นคนทั่วไป อาจชอบ เพราะสามารถใช้ AI ได้ทันที ไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่ม
- ผู้ใช้งาน Windows ระดับมืออาชีพ อาจไม่ชอบ เพราะ AI เข้ามากินทรัพยากรการประมวลผลของเครื่อง และมองว่า AI ตัวอื่นตอบโจทย์กับการทำงานของตัวเองมากกว่า
แม้จะต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเองก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้ใช้งานกลุ่มนี้
1
การนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Windows จึงไม่ต่างอะไรจากการทำการตลาดแบบหว่านแห แม้ว่าความต้องการของผู้ใช้งาน Windows แต่ละกลุ่มจะต่างกัน
ด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้ Microsoft ถูกเรียกว่า Microslop จากผู้ใช้งานทั่วโลก และเป็นบทเรียนทางการตลาดที่น่าสนใจ ให้แบรนด์ต่าง ๆ นำไปใช้ได้เช่นกัน
โฆษณา