หมายถึง คอนเทนต์คุณภาพต่ำบนโลกออนไลน์ ที่สร้างขึ้นโดยง่ายด้วย AI ปรากฏอยู่ทั่วโซเชียลมีเดีย และเป็นต้นตอของ Fake News
ซึ่งจากความหมายของคำว่า Slop ของ Merriam-Webster ก็มีความเชื่อมโยงกับสาเหตุที่ทำให้ Microsoft ถูกเรียกว่าเป็น Microslop
ก็เป็นเพราะแนวทางการทำธุรกิจและการตลาดของ Microsoft ที่พยายามผลักดัน AI เข้ามาอยู่ในทุก ๆ ผลิตภัณฑ์และบริการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Microsoft Windows ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Microsoft พยายามนำฟีเชอร์ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ Windows มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น
- การนำ Copilot เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Windows ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเรียกใช้ Copilot ได้แบบง่าย ๆ
- ฟีเชอร์ Recall ที่ใช้ AI คอยเก็บภาพหน้าจอของผู้ใช้งานอยู่เบื้องหลัง เพื่อย้อนกลับไปดูการใช้งานคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้ตลอดเวลา
- ฟีเชอร์ AI อื่น ๆ ที่อยู่ในแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น Edge, Paint หรือ AI ในหน้าเมนูการตั้งค่าของเครื่องคอมพิวเตอร์
แต่เรื่องนี้กลับทำให้ผู้ใช้งาน Windows ทั่วโลกไม่พอใจ จนเรียก Microsoft ว่า “Microslop”
เพราะในมุมหนึ่ง ฟีเชอร์ AI ที่อยู่บน Windows แม้จะเป็นการสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน เพราะสามารถเรียกใช้ฟีเชอร์ AI ได้แบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติม
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฟีเชอร์ AI ที่อยู่บน Windows เหล่านี้ กลายเป็นฟีเชอร์ที่กินทรัพยากรการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ และส่งผลกระทบกับผู้ใช้งาน
จากการทดสอบของสื่อทางด้านเทคโนโลยีหลายแห่งพบว่า ฟีเชอร์ด้าน AI ใช้แรมของเครื่องคอมพิวเตอร์ราว ๆ 3 กิกะไบต์เลยทีเดียว
แถมผู้ใช้งาน Windows ยังไม่สามารถปิดระบบ AI บน Windows ด้วยตัวเองได้เลย
แล้วถ้าถามว่า ทำไมฟีเชอร์ AI ที่อยู่บน Windows ถึงสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้งานทั่วโลก จน Microsoft ถูกเรียกว่าเป็น Microslop