19 ม.ค. เวลา 06:49 • ไลฟ์สไตล์
พอดีไปทำบุญ ได้ฟังเรื่องราว พระท่านพูดให้ฟัง ว่า ความสุขที่เกิดขึ้น โดยการสร้างบุญ และกายไม่สร้างกรรมเกิดขึ้น ในปัจจุบันนี้ หนุนนำเรื่องราวของปัจจุบัน และอนาคตที่ดี หนุนนำให้ วาง ..ขณะนี้ได้วางอารมณ์กรรม ตัวกระทำก็ไม่เกิด ความทุกข์ก็ไม่เกิด ความทุกข์ต่างๆก็หมดไประยะหนึ่ง
.. เอาปัจจุบัน ที่เราอยู่ในขณะนี้ ไปสู่ในอนาคต ก็จะหนุนนำให้เรา หมดสิ้นแห่งที่มีมีจิต ..มีปัญญารู้จักทุกข์ แล้วให้หนีทุกข์ นั่นคือ จิตดั่งเดมที่ปรารถนา
การที่ทุกชาติ เมื่อชาติเมื่อวันวานปรารถนา ให้หลุดพ้น จากเวรจากรรม นำไปสู่พระนิพพาน จึงมาต่อปัจจุบัน ให้ไปถึงอนาคต อาตมาก็ อนุโมทนา ในสิ่งที่ทุกดวงจิต และนามธรรมทั้งหลาย นำไปสู่มรรคผลที่เกิดขึ้น
บางครั้งสิ่งที่ทำด้วยทองเหลืองก็ดีหินปูนทรายอะไรต่างๆ สร้างเป็นพระพุทธรูป แต่บางที่ ที่ประเสริฐแล้ว จะหล่อด้วยทองเหลือง ทองคำ ก็หาเป็นรูปร่าง รัตนะนั่นไม่ เพื่อจะหนุนำให้รูปนั่น และ สังขาร และรูปที่ปั้นขึ้นมา ด้วยการหล่อหลอมให้เป็นองค์ ผู้พ้นกิเลส ตัณหาทั้งปวงแล้ว ก็ต้องใช้ ทวยเทพเทวดา
แม้แต่ท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ เป็นผู้ควบคุมเทพทั้งหมด เป็นต้นบัญชาการ ที่จะไปหล่อรูปที่อยู่ ในทางเหนือในประเทศนี้ ลักษณะศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนจากหน้าตาของผู้ที่ไปสร้างเป็นพระพุทธรูปขึ้น นั่นก็เกิดจาก ได้ไปกระทบแสง กระทบเรื่องราวต่างๆ
..แต่วันเวลา เริ่มเปลี่ยนไป มนุษย์มีกิเลสมากขึ้น เอากิเลสต่างๆ ไปทับถมในสิ่งที่ ไม่น่าจะเอาไป..ขอมีความมีโชคลาภ ขอความอยู่เย็นเป็นสุข ขอมันทุกอย่างที่เป็นกรรม .แต่ด้วยแสงทั้งเจ็ดสีเจ็ดแสง ที่ปรากฏนั้น ใครอยากได้แสงอะไร ท่านก็ให้ ..ให้ไปในทางที่ลุ่มหลง เกิดขึ้น ทำให้ ปฏิมากรรม ที่องค์ท้าวสักกะ ท่านได้ไปเทไว้ ก็ทำให้ .ซความศักดิ์สิทธิ์ของธรรม ก็ค่อยหายไป มีแต่โลภโกรธหลง มีแต่สีดำสีม่วง ลอยอยู่ในโบสถ์ที่ พระปฏิมากรรมที่เกิดขึ้น
ตอน.ใหม่ๆ ดีออกดีใจ ไปนั่งปฏิบัติ แสงสีเหลือง สีฟ้า สีเขียว ก็มาเรียงรองเกิดเรื่อง ทำให้ผู้นั้น มีธรรมเป็นที่ประจักษ์ รู้แจ้งเห็นจริง สิ่งที่เกิดจากจิต มิได้เกิดจากความคิด เกิดจากอารมณ์ต่างๆ
วันนี้ที่มาก็เป็น ..เห็นทำบุญ รู้จักจิตว่า ได้ไปสร้างกรรม แล้วมาปฏิบัติ หนุนนำให้เป็น เนื้อของบุญให้มีอโหสิกรรม ก็มีแสง .แสงสีเขียวที่เจิดจ้า ออกมาในสถานที่นี้ ขอให้สิ่วที่เราปรารถนา ที่อโศก กระทำในวันนี้ ขอให้นำไปสร้างให้แก่จิตของโยม ของตัวเอง
สิ่งที่บอกว่า ทำแล้วไม่เห็นอะไร ไม่เห็นจริง เพราะจิตของเรา ไม่ดิ่งอยู่ในคำว่า หยุดกรรม หยุดทุกข์ วิ่งไปหาความคิด อยากอย่างโน้นอย่างนี้เกิดขึ้น
เหมือนกับเมื่อตอนสมัยเมื่อตอนองค์ท้าวสักกะได้ไปเททอง มีแต่คนอยู่เย็นเป็นสุข เค้าเรียกสมัยนี้ เค้าเรียกว่า จังหวัด หรือแว่นแคว้นนั้น มีแต่เสียงของธรรม หอมหวนไปด้วยกลิ่นพิกุล กบินดอกบัว ขื่นอกชื่นใจ ทุกคนก็เดินทางไปด้วย ไกลแสนไกล ไปปรากฏที่นั่น ก็ล่ำลือกันไป สถานที่นี้ เหมือนกับ สถานที่นี้ โรคภัยไข้เจ็บ มันคลายหายไป แต่ทุกคนกลัยไม่นำพา คำว่า บุญบารมีหนีกรรม กลับไปยึดกรรม ก็ทำให้มีแต่ ที่ตะมีแสงสีเหลือง สีฟ้า สีเขียว เกิดขึ้น และสีขาวบริสุทธิ์ ก็จางหายไปเรื่อยๆ
นี่แหละ คือมนุษย์โลภโกรธหลง เห็นกรรมเป็นเรื่องที่ดีที่สุดของจิต แล้วก็ไปเสวยกรรมกันต่อไป น่าสงสาร ในสิ่งเหล่านั้น ถ้าอาตมาบอกว่า สงสารใครมากที่สด .สงสาร ผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ชั้น คือ องค์ท้าวสักกะ ลงมาเททอง มาเทด้วยตัวเอง กลับได้รับสิ่งที่ ..ผู้ที่ไม่รู้กรรม ไม่หนีกรรม ไม่สร้างสิ่งที่ดีในจิต ก็ต้องไปตกนรกหมกไหม้ ในการที่ปรารถนาหากรรม
มาก็มา วันนี้ ได้มา ทำบุญสร้างกุศล สร้างกายเป็นบุญ ให้รู้จัก กายกรรม.แล้วหนีกรรม ขออนุโมทนา ..สาธุ พุทธังวันทามิ ธัมมังวันทามิ สังฆังวันทามิ
โฆษณา