19 ม.ค. เวลา 09:14 • ไลฟ์สไตล์
อันที่จริงสิ่งที่ "ยิ่งรู้เร็วยิ่งดี" มีเยอะแยะมากมายสาธยายไปหมดนะคะ
แต่ที่มีเยอะกว่า ที่เห็นจนเกร่อ เช่น..
• รู้เร็วก็จริง แต่รู้แบบ "ไม่ได้เข้าใจมันจริงๆ"
• รู้เร็วแต่ไม่อัพเดท แถมเอ๊าท์แล้วดันไม่รู้ซะงั้น!!
• รู้เร็ว-รู้เยอะ แต่รู้แบบกอดตำรา
• รู้แต่อธิบายให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้ เพราะรู้ครึ่งๆกลางๆ
• รู้เยอะแต่เชื่อมโยงไม่ได้ ใช้ประโยชน์ไม่ได้
• ฯลฯ
ถึงจะมีหลายสิ่งอย่างที่ยิ่งรู้เร็วยิ่งดี แต่การรู้ในจังหวะเวลาที่สติปัญญารวมถึงพยาธิสภาพของสมองเราที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ อาจพาให้ตีความผิดเพี้ยนเพราะปสก.ในชีวิตยังอ่อนด้อย
อีกทั้งหลายเรื่องชีวิตคนเราน่ะนะ เราว่า..มีหลายเรื่องเลยแหละที่เร่งไม่ได้!! และไม่ควรเร่ง เพราะทุกสรรพสิ่งมันมีจังหวะเวลาของมัน
รู้ว่าอะไรใช่ ก็ควรต้องรู้ด้วยว่าอะไรไม่ใช่ จะได้ไม่ถลำตัว ไม่เสียเวลาชีวิต / รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ก็ควรต้องรู้ด้วยว่าโลกต้องการอะไร ไม่งั้นอยู่ไม่รอด / รู้จักไขว่คว้าสิ่งที่ต้องการ ก็ควรต้องรู้จักรับมือกับสิ่งที่ไม่ต้องการ / รู้จักแบก ก็ควรต้องรู้จักวาง รู้จักปล่อย รู้จักพอ / เหล่านี้เป็นต้น
2
ชวนคุยประเด็นการสอบเข้ามหาลัย (ตามที่จขกท.ยกตัวอย่าง) ตำนานการสอบเข้ามหาลัยของป.ไทยในยุคต่างๆเชิญอ่านต่อด้านล่างนะคะถ้าขยัน 😂
ปัจจุบันของป.ไทยเรียกว่า TCAS เป็นแบบ "รู้คะแนนก่อน แล้วจึงค่อยเลือกมหาลัย/เลือกคณะ" แถมมี simulation test สนามสอบจำลองให้เด็กๆลองสอบ ที่จำลองบรรยากาศและรูปแบบข้อสอบเหมือนจริงที่จัดโดยสถาบันต่างๆค่ะ
มีหลายรอบให้เด็กๆลองสอบค่ะ เพื่อจะได้รู้ ranking ตัวเอง จะได้รู้ว่าต้องปั่นอีกเท่าไหร่ จะสู้หรือจะถอย จะปล่อยเบลอหรือจะเปลี่ยน track เปลี่ยนแนว
เห็นดราม่าทุกปีนะคะ เด็กบางคนที่มุ่งมั่นทุ่มเทกับรอบพอร์ตฯแต่ไม่สมหวัง จนทั้งเด็กและพ่อแม่ตัดพ้อว่า พอร์ตฯอย่างแน่นยังไม่ติด!! ซึ่งนี่คือตย.ว่าถึงจะรู้เร็ว-ทำเร็ว-ทำถึง แต่ผิดทิศ แข่งผิดสนาม รู้ตัวเองแต่ไม่รู้คนอื่น
ที่มา: sanook.com
  • ระบบ Entrance ยุคแรก ในปี 2504 - 2542
เป็นระบบสอบยุคแรกๆที่อยู่มาอย่างยาวนาน เกือบ 40 ปี เป็นการสอบที่ไม่มีหน่วยงานกลางเข้ามาดูแล แต่เป็นทางมหาวิทยาลัยได้ร่วมมือกันจัดสอบขึ้นเอง อาทิเช่น จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มหิดล ม.เกษตรศาสตร์ ฯลฯ โดยมีสภาการศึกษาแห่งชาติเป็นผู้ประสานงาน
การจัดสอบรูปแบบนี้มีขึ้นเพื่อ แก้ปัญหานักเรียนสละสิทธิ์การสอบหลายครั้ง เพื่อไม่ให้เสียค่าใช้จ่ายเยอะแยะมากมาย จึงเป็นการสอบแบบครั้งเดียวและสามารถนำคะแนนไปยื่นได้เลย ในคณะที่เลือกไว้ 4 อันดับ บางปีเลือกได้ถึง 6 อันดับด้วยกัน
แต่ระบบนี้ทำให้มีปัญหาของการที่เด็กไม่ตั้งใจเรียนในห้องเรียน และสามารถสอบเทียบได้ รวมอีกทั้งเด็กที่สอบไม่ติดจะไม่มีโอกาสแก้ตัวเลยต้องรอถึงปีหน้า ทำให้ระบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของ สถาบันกวดวิชามากมายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน
  • ระบบ Entrance ยุคที่สอง ในปี 2542 - 2549
เนื่องจากปัญหาในยุคแรกคือการที่นักเรียนไม่ตั้งใจเรียนในห้องทำให้มีการ นำเอาคะแนน GPA และ PR มาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เพิ่มอีก 10 เปอร์เซ็นต์ และทั้งนี้ยังเพิ่มการสอบเป็น 2 ครั้ง และยังสามารถเก็บคะแนนไว้ใช้ได้ถึง 2 ปี เพื่อให้เด็กๆได้เลือกอันดับคะแนนที่ดีที่สุดมาใช้ในการเข้ามหาวิทยาลัย
แต่มีข้อเสียตรงที่ว่า ทำให้โรงเรียนถูกกดดันจากการสอบครั้งนี้ รวมทั้งนักเรียนด้วย จึงทำให้โรงเรียนต่างๆต้องเร่งสอนให้จบก่อนการสอบนี้ภายในเดือนตุลาคม เพื่อมีเวลาให้นักเรียนได้เตรียมพร้อม ซึ่งทำให้เสียระบบการเรียนการสอนตามปกติ เลยเป็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในระบบการสอนของโรงเรียน
  • ระบบ Admission ในปี 2549 - 2552
ปัญหาที่ไม่หมดไปของการเรียนในห้องเรียน ทำให้เกิดการแก้ไข และจัดทำโครงสร้างการสอบในรูปแบบใหม่ โดยครั้งนี้มีการนำคะแนนต่างๆมาเพิ่มมากขึ้นใช้คำนวณร่วมด้วยถึง 30% อาทิ GPAX คะแนนสะสมในระดับ ม.ปลาย GPA ผลการเรียนเฉลี่ยรวม
  • ระบบ Admission ยุคที่ 2 ในปี 2553 - 2560
เป็นระบบการสอบที่พึ่งผ่านไปไม่นานและวัยรุ่นสมัยใหม่คงรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยปีนี้จะไม่มีการสอบ A-NET แล้ว (ถูกยกเลิก) แต่กลายเป็นสอบวิชาความถนัดในด้านๆไปนั่นก็คือ GAT (ความถนัดทั่วไป) และ PAT (ความถนัดทางด้านวิชาชีพ) มีการลดจำนวนการสอบจาก 4 ลดลงไปเหลือ 2 ครั้งต่อปี และผู้ที่มีสิทธิ์สอบคือนักเรียนชั้นม.6 เท่านั้น
แถมยังมีการเพิ่มการสอบ 7 วิชาสามัญ เพิ่มขึ้นมาเนื่องมาจาก ทางกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ยังมองว่าไม่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่ แต่มีดีตรงที่มีระบบเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ เพื่อลดปัญหาการกั๊กที่นั่งในการเข้าเรียนตามมหา'ลัยต่างๆ
ภายหลัง 7 วิชาสามัญถูกเพิ่มเป็น 9 วิชาสามัญ เพราะมีความเห็นว่าวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ยากเกินไปสำหรับเด็กสายศิลป์ จึงมีการเพิ่มคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สำหรับสายศิลป์เพิ่มนั่นเอง
  • ระบบ TCAS ปี 2561 ถึงปัจจุบัน
เป็นระบบใหม่ป้ายแดง ที่นำมาแก้ปัญหาความเครียดในการเรียน การสอบของเด็ก รวมทั้งยังมีการเสียเงินหลายครั้งต่อการสอบ โดยเลื่อนการสอบไปเริ่มสอบหลังเด็กจบ ม.6 แล้ว และสอบ GAT/PAY เพียงครั้งเดียว และได้เพิ่มวิธีการรับสมัครมา 5 รูปแบบ ทำให้เด็กมีโอกาสเพิ่มขึ้นในแต่ละรอบ
รอบที่ 1 ยื่นด้วยแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) — ไม่มีการสอบข้อเขียน และให้สถาบัน/มหาวิทยาลัย สามารถคัดเลือกเด็กได้โดยตรง
รอบที่ 2 รับแบบโควต้า — เหมาะสำหรับเด็กที่อยู่ในพื้นที่/ภาคที่มีโควต้าโรงเรียน และโครงการความสามารถพิเศษ ที่ได้เห็นกันอยู่บ่อยๆก่อนหน้านี้
รอบที่ 3 รับตรงร่วมกัน — เลือกได้ 4 สาขา โดยไม่มีลำดับ หมายความว่าอาจจะผ่านได้ทั้งหมด 4 อันดับเลย แล้วค่อยเลือกสาขาที่ต้องการ
รอบที่ 4 การรับแบบแอดมิชชั่น — เลือกได้ 4 สาขา โดยมีลำดับ คล้ายๆกับระบบ Admission เดิม
รอบที่ 5 รับตรงแบบอิสระ — ซึ่งบางแห่งเรียกว่ารอบเก็บตก คัดเลือกโดยสถาบัน/มหาวิทยาลัยโดยตรง เป็นการเพิ่มโอกาสให้เด็กมีที่เรียนในสถาบันต่างๆมากเพิ่มขึ้น
1
โฆษณา