เมื่อวาน เวลา 02:37 • ความคิดเห็น
..โลกนี้ .วุ่นวายหนอ.. มองไปทางไหน ก็มีแต่อารมณ์กรรมปรุงแต่ง. .ให้จิตไปยึดถือ.
..จิตเราเดินบนพื้นของโลก ปรุงแต่ง กายก็ร้อน จิตก็ร้อน .ไม่เป็นสุข .เราก็นำกายนำจิต เข้าไปหาธรรม ทำกายให้สงบ จิตก็สงบไปตามกาย . กายที่ไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง.จิตก็มีความสุขอยู่ในกาย..ที่จิตอาศัย.
.มีพระท่านถาม วัสสดีมาร ..ว่าทำอย่่างไร จะให้จิตคนเข้าถึงธรรม วัสสดีมารบอกว่า ..ว่ายนิดเดีนว อยากจะหนีจากข้าพเจ้า ก็อย่านึกถึงข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามีหน้าที่ เป็นบ่าวรับใช้ เมื่อนึกถึงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็มารับใช้ ให้เกิด.มายาอารมณ์ต่างๆ ราคะตัณหา ความทะเยอทะยานอยากได้อยากมี . ในทางธรรม.เค้าเรีนกว่า จิตในอุบมือมาร หาความสงบไม่ได้เลย
ลองหันมา ฝึกหัด .ปลีกตัว มาฝึกหัด ยื่น เดิน นั่ง นอน .วิญญาณตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่ไปสัมผัส ในวัตถุสิ่งของ ทั้งที่มีชีวิต ไม่มีชีวิต นั่งหลับตา ไม่นึกคิดอะไรเลอ นั่งนิ่งๆ ทำจิตเฉย.ตรงนั้นกายและจิต จะได้พัก ..ได้มาหาความสงบความสุข ที่ไม่อารมณ์ปรุงแต่ง .. นั่นเป็นเรื่องราวที่นำพากายพาจิต ปลดเปลื้อง อารมณ์กรรม ยุติ .อารมณ์ที่ปรุงแต่ง ที่ตาไปเห็น .เห็นแล้ว ก็นำพา .มีอารมณ์นึกคิด โยงเรื่องราวนั้นนี่ มีอารมณ์อุปโลกน์อน่างนนั้นอย่างนี้
การสัมผัส การมอง .จิตก็ไปยึด ในอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น .ยึดแล้ว เราก็มองไม่เห็น ว่า. สิ่งที่ไปมองไปเห็นนั้น จิตยึดอะไร สะสมอะไรเข้ามาในกายในธาตุทั้งสี่ สะสมนานไป .กายก็หนัก แก่ไปเรื่อย ก็มีการสะสมอารมณ์กรรมนึกคิด ไปไม่หยุดหย่อน น้ำเลือดน้ำหนอง ในกายก็มีสีดำสีม่วง ติดขัด เลือดไหลเวียนไม่สะดวก กายก็อ่อนเปลี้ยไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา ทั้งกายทั้งจิต ก็จมหมกอยู่กับกรรม ที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ที่เรา ใช้แต่อารมณ์นึกคิดตลอดเวลา
การฝึกหัด อยู่คนเดียว เราก็ต้องมีการฝึกหัด .ทำกายทำจิต. ให้สงบ ให้สติสัมปชัญญะ ตื่นขึ้นมา เพือตรวจสอบตัวเราเอง พอชีวิตเดินมาครึ่งทาง ความแก่เฒ่าชรา ของกายรออยู่ข้างหน้า หากว่า กายมันไม่แก่เจ็บป่วน อ่อนเปลี้ย .ก็ถือว่า . แต่มันเป็นไปไม่ได้ .ยิ่งตอนแก่ชราเดืนไม่ไหว .ไปไหนก็ . ไม่ปวดเมื่อย หากว่า.เดินแล้วเจ็ยปวด เนื่องด้วยความแก่ชรา ก็ต้องอยู่คนเดียว ตรงนั้นแหละ ที่ต้องอนู่ให้ได้ คนทีฝึกหัดมาดี ท่านก็อยู่ได้ .รอวันจากกายนี้ไป
โฆษณา