24 ก.พ. เวลา 03:00 • ไลฟ์สไตล์

Degrowth : ทางรอดยามโลกล้า

เราเติบโตกันมาพร้อมความเชื่อว่า เศรษฐกิจต้องโตขึ้น รายได้ต้องเพิ่ม ประเทศถึงจะพัฒนา แต่เมื่อมองรอบๆตัวให้ดี หลายคนกลับรู้สึกว่า ยิ่งโต ชีวิตยิ่งเหนื่อย ยิ่งพัฒนา ความมั่นคงกลับยิ่งห่างออกไป คำถามจึงไม่ใช่ว่า
"เราจะโตต่อไปอย่างไร" แต่คือ "เราจะอยู่ต่ออย่างไร" ในโลกที่เริ่มรับไม่ไหว
# โลกที่ไม่หยุดโต กำลังพุ่งชนขีดจำกัด
ปัญหาโลกร้อน ทรัพยากรเสื่อมโทรม ความเหลื่อมล้ำ
ไม่ใช่เพราะมนุษย์มีจำนวนมากเกินไปเพียงอย่างเดียว
แต่เพราะระบบเศรษฐกิจถูกออกแบบให้ต้องโตทุกปี,
ต้องผลิตมากขึ้น, ต้องบริโภคมากกว่าเดิมเสมอ
แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใดแต่ถ้าความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด ผลกระทบต่อโลกใบนี้ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือจุดที่แนวคิด Degrowth ที่นักวิชาการและสื่อระดับโลกเริ่มพูดถึงจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ และมันไม่ใช่แค่คำสวย ๆ แต่เป็นคำถามเชิงระบบที่มีทั้งเหตุผลและตัวอย่างจริงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
#Degrowth ไม่ใช่ความจน และไม่ใช่การถอยหลัง
Degrowth ไม่ได้หมายถึง การทำให้เศรษฐกิจพัง
หรือบังคับให้คนใช้ชีวิตลำบาก แต่คือการตั้งคำถามว่า
กิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบไหน จำเป็นต่อการอยู่ดีกินดี
และกิจกรรมแบบไหน แค่ทำให้เกิดตัวเลขสวยๆบนกระดาษ แต่ชีวิตไม่ได้ดีขึ้นจริงเลย
Degrowth เสนอให้เราหยุดไล่การเติบโตที่ไม่จำเป็น
เพื่อรักษาทั้งโลก และคุณภาพชีวิตของมนุษย์
#ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือเรื่องชีวิต
Degrowth ไม่ได้บอกว่าลดเพื่อโลกที่ดีขึ้น
แต่บอกว่าถ้าระบบยังเป็นเหมือนเดิม ชีวิตคนก็ไม่มีทางดีขึ้นอย่างยั่งยืน นี่คือการกลับมามองหา ;
- เวลาในชีวิต
- สุขภาพของคน
- ความสัมพันธ์ในชุมชน
- ความหมายของการเป็นมนุษย์
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ประเทศภูฏานที่หันไปใช้ ดัชนีความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNP) เป็นเครื่องมือในการวัดการพัฒนาของประเทศแทน
#ประเทศไทย และ Degrowth
หลายคนคิดว่า Degrowth เป็นเรื่องของประเทศพัฒนาแล้ว เช่นในยุโรป แต่ในความจริงประเทศไทยอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่เหมาะกับ Degrowth มากที่สุดก็ได้
เราเผชิญกับ หนี้ครัวเรือนที่สูง ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น คนทำงานหนัก แต่รายได้ไม่มั่นคง ประชากรที่ลดลง พร้อมกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ทั้งหมดคือสัญญาณที่บอกเราว่า นี่อาจถึงเวลาที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง โมเดลธุรกิจแบบเดิมที่อาศัยคนเพิ่ม ยอดขายเพิ่ม การขยายตลาด กำลังใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ในโลกที่คนเริ่มลดลง ธุรกิจต้องเปลี่ยนจากการเติบโตเชิงปริมาณไปสู่ความมั่นคงเชิงคุณภาพ
สังคมสูงวัยทำให้โอกาสธุรกิจย้ายจาก “ขายของให้มากขึ้น” ไปสู่ “ขายความสะดวก ความสบายใจ และความต่อเนื่อง” ไม่ว่าจะเป็นบริการสุขภาพ การอยู่อาศัย อาหาร หรือบริการดูแลในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน แรงงานวัยทำงานที่ลดลงบังคับให้ธุรกิจต้องเรียบง่าย ใช้คนน้อยลงและออกแบบระบบที่มีความยืดหยุ่นสูงขึ้น ทั้งนี้ธุรกิจจำเป็นต้องยอมรับว่าไม่สามารถมุ่งเน้นเป้าหมายการทำกำไรสูงสุดได้ แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการรักษาความสามารถในการอยู่รอดในระยะยาวแทน
# Degrowth กับเศรษฐกิจพอเพียง
หลายแนวคิดของ Degrowth ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ที่เรายึดถือมานาน ได้กล่าวถึง
- ความพอประมาณ
- ความมีเหตุผล
- การมีภูมิคุ้มกัน
แนวคิดDegrowth สามารขยายหลักปรัชญาเดียวกันนี้
จากระดับชีวิตและชุมชน ไปสู่ระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ
พูดง่าย ๆ คือ เศรษฐกิจพอเพียงสอนให้ “คนอยู่ให้พอ”
ส่วน Degrowth เป็นการตั้งคำถามต่อว่า ระบบกำลังบังคับให้คนไม่พอหรือไม่ แล้วเราจะแก้ไขมันได้อย่างไร
ดังนั้น Degrowth จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีการแก้ไขเชิงระบบ เช่น
- การเปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จของประเทศ
- ลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านสวัสดิการและการแก้หนี้
- การกระจายอำนาจ ชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้
- การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความยากลำบาก ไม่ใช่เพื่อเร่งการบริโภค
- การเปลี่ยนแปลงความหมายของ “ชีวิตที่ดี”
Degrowth ไม่ใช่จึงการถอยหลัง
แต่คือการหยุดวิ่ง เพื่อถามตัวเองว่า
เรากำลังโตต่อไปเพื่ออะไร และมันยังคุ้มค่ากับชีวิตและโลกใบนี้หรือไม่
ในโลกที่โตต่อไปไม่ได้ ประเทศที่รู้จักพอ อาจเป็นประเทศที่ไปต่อได้ไกลที่สุด
โฆษณา