Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ชตระกูล ศรีสวัสดิ์
•
ติดตาม
24 มี.ค. เวลา 14:00 • ข่าวรอบโลก
สหรัฐอเมริกา
ไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐคนใดที่สั่นคลอนระเบียบโลกได้มากเท่ากับทรัมป์
“ตอนนี้เราอยู่ในภาวะ ‘การแตกแยก’ ไม่ใช่ ‘การเปลี่ยนผ่าน’” ....จะเห็นได้ว่า...ในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง เขาก็ออกคำเตือนไปทั่วโลกว่า
“ไม่มีอะไรหยุดเราได้”.....
2
2
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในตอนท้ายของสุนทรพจน์ในพิธีเข้ารับตำแหน่ง
ท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้อง มันกลับเป็นวันที่หนาวเหน็บในฤดูหนาวของกรุงวอชิงตันซะจริงๆ
กลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวาระที่สองของเขา
โลกไม่ได้ให้ความสนใจมากพอในตอนนั้นอย่างนั้นหรือ?
ด้วยสุนทรพจน์ของเขาทำให้ผมนึกถึงการอ้างอิงถึงหลักการ “ชะตากรรมที่กำหนดไว้” ในศตวรรษที่ 19
ซึ่งกล่าวว่าสหรัฐอเมริกาได้รับมอบหมายจากพระเจ้าให้ขยายดินแดนไปทั่วทวีปและเผยแพร่อุดมการณ์อเมริกัน
ในขณะนั้น คลองปานามากลายเป็นเป้าหมายของเขา ทรัมป์ประกาศว่า “เราจะเอามันคืนมา”
และตอนนี้ คำประกาศที่แน่วแน่เช่นเดียวกันนี้มุ่งเป้าไปที่กรีนแลนด์
1
“เราต้องได้มันมา” กลายเป็นสโลแกนใหม่ นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่น่าตกใจ ซึ่งทำให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงมหาศาล
1
ด้วย ประวัติศาสตร์อเมริกันเต็มไปด้วยการรุกราน การยึดครอง และปฏิบัติการลับที่ส่งผลกระทบในวงกว้างและเป็นที่ถกเถียง
เพื่อโค่นล้มผู้ปกครองและระบอบการปกครอง
อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ผ่านมา ไม่มีประธานาธิบดีอเมริกันคนใดเคยขู่ว่าจะยึดครองดินแดนของพันธมิตรที่คบกันมานานและปกครองโดยขัดต่อเจตจำนงของประชาชน
ไม่มีผู้นำอเมริกันคนใดที่ละเมิดบรรทัดฐานทางการเมืองอย่างโจ่งแจ้งและคุกคามระบบพันธมิตรที่ค้ำจุนระเบียบโลกมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากฎเกณฑ์เก่าๆ กำลังถูกทำลายอย่างไม่ยั้งคิด และผู้กระทำผิดก็ลอยนวล...ฮาาาาา
ปัจจุบันทรัมป์ถูกกล่าวขานว่าเป็นประธานาธิบดีที่ "เปลี่ยนแปลง" อเมริกามากที่สุดคนหนึ่ง
เขาต่างได้รับเสียงเชียร์จากผู้สนับสนุนทั้งในและต่างประเทศ
แต่ก็ก่อให้เกิดความระมัดระวังและความไม่สบายใจในหมู่รัฐบาลทั่วโลก ในขณะที่มอสโกและปักกิ่งยังคงนิ่งเงียบอย่างระมัดระวัง
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส เคยกล่าวในการประชุมเศรษฐกิจดาวอส ได้ออกคำเตือนอย่างน่าเป็นห่วง
ซึ่งไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ทรัมป์โดยตรง แต่ชัดเจนว่า
"นี่กำลังมุ่งหน้าไปสู่โลกที่ปราศจากกฎเกณฑ์ กฎหมายระหว่างประเทศกำลังถูกเหยียบย่ำ
และกฎหมายเดียวที่ดูเหมือนจะมีความสำคัญคือกฎหมายของผู้มีอำนาจที่มีความทะเยอทะยานในการขยายอำนาจ"
ขณะที่ความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าที่เจ็บปวดทวีความรุนแรงขึ้น
บางคนถึงกับเกรงว่าพันธมิตรทางทหารนาโตที่มีอายุ 76 ปี อาจตกอยู่ในความเสี่ยงหากเกิดสถานการณ์เลวร้ายที่สุดขึ้น
นั่นคือประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามยึดครองกรีนแลนด์และที่อื่นๆโดยใช้กำลัง
ผู้สนับสนุนของทรัมป์ยึดมั่นในการปกป้องนโยบาย "อเมริกามาก่อน" ของเขาอย่างแน่วแน่
และต่อต้านระเบียบระหว่างประเทศแบบพหุภาคีที่ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
เมื่อ BBC ถามแรนดี ไฟน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันว่า การผนวกกรีนแลนด์จะละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติหรือไม่
เขาตอบว่า “ผมคิดว่าสหประชาชาติล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการส่งเสริมสันติภาพโลก และพูดตามตรง ไม่ว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร การทำตรงกันข้ามอาจเป็นสิ่งที่ถูกต้อง”
ไฟน์ได้เสนอร่างกฎหมายในสภาคองเกรสที่ใช้ชื่อว่า กฎหมายการผนวกและการเป็นรัฐของกรีนแลนด์
เมื่อดูเหมือนไม่มีอะไรจะหยุดทรัมป์ได้
แล้วงานนี้....พันธมิตรที่วิตกกังวลของอเมริกาควรตอบสนองอย่างไร?
ในการเดินทางทางการทูตที่บิดเบี้ยวและซับซ้อนตลอดปีที่ผ่านมา
มีวิธีการต่างๆ มากมายที่ถูกนำมาใช้เพื่อหาวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรับมือกับประธานาธิบดีและผู้บัญชาการสูงสุดที่คาดเดาไม่ได้คนนี้
“เราต้องรับฟังเขาอย่างจริงจัง แต่ไม่ใช่ตามตัวอักษร”
นี่คือข้อโต้แย้งทั่วไปในหมู่ผู้ที่เชื่อมั่นว่าทุกปัญหาแก้ไขได้ด้วยการเจรจา
แนวทางนี้ได้ผลเฉพาะในการร่วมมือกับยุโรปเพื่อหาจุดยืนร่วมกันเกี่ยวกับการรุกรานยูเครนของรัสเซียเท่านั้น
ด้วยท่าทีของทรัมป์ ที่มักเปลี่ยนแปลงไปมาตลอด .....ฮาาาาาา
สัปดาห์หนึ่งเขาเอนเอียงไปทางรัสเซีย อีกสัปดาห์หนึ่งไปทางยูเครน แล้วก็กลับไปอยู่ข้างรัสเซียอีกครั้งอย่างกะทันหัน
หันไปอีกที เวเนซุเอลา อิหร่านก็โดนเล่นซะแล้ว
“เขาเป็นเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์” นี่คือคำอธิบายของผู้ที่เชื่อว่าท่าทีสุดโต่งของทรัมป์เป็นเพียงกลยุทธ์การเจรจา
ที่ทั้งหมดมาจากพื้นฐานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในนิวยอร์กของเขา
การข่มขู่ทางทหารต่ออิหร่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเขาก็มีลักษณะคล้ายกัน
แม้ว่าจะเห็นได้ชัดว่าทางเลือกทางทหารยังคงอยู่ในโต๊ะตัดสินใจทั้งที่เต็มไปด้วยตัวเลือกมากมายของเขา(อยู่แล้ว)
“เขาไม่ได้พูดเหมือนนักการเมืองทั่วไป” มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศและนักการทูตระดับสูงของเขา
อธิบายเพื่อตอบโต้คำวิจารณ์จากภายนอกเกี่ยวกับกลยุทธ์ของทรัมป์
“เขาทำในสิ่งที่เขาพูด” นี่คือคำชมสูงสุดของ มาร์โก รูบิโอ ที่มีต่อประธานาธิบดี
ในขณะเดียวกันก็ลดทอน “ผลงานที่ย่ำแย่” ของประธานาธิบดีคนก่อนๆ ลงไป
และ รูบิโอก็เป็นหนึ่งในผู้ที่พยายามลดทอนความสำคัญของภัยคุกคามจากทรัมป์ต่อกรีนแลนด์
โดยเน้นย้ำว่าทรัมป์ต้องการ "ซื้อ" มากกว่าที่จะบุกรุกเกาะน้ำแข็งที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์แห่งนี้
เขาชี้ให้เห็นว่าทรัมป์เริ่มสำรวจทางเลือกในการซื้อเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่สมัยแรกของการดำรงตำแหน่ง
เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจากจีนและรัสเซีย
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุทธวิธีข่มขู่ของทรัมป์ การไม่คำนึงถึงการร่วมมือ และความเชื่อฝังลึกในเรื่อง "อำนาจคือความถูกต้อง" นั้นชัดเจน
แซนนี มินตัน เบดโดส์ บรรณาธิการบริหารของ The Economist อธิบายเขาว่า
“ชายผู้มีกรอบความคิดแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ความรุนแรงอย่างโจ่งแจ้ง และอำนาจแบบอันธพาล”
“เขาไม่เห็นคุณค่าของพันธมิตร และเขาไม่มองสหรัฐอเมริกาในฐานะอุดมการณ์หรือระบบคุณค่า เขาไม่สนใจสิ่งเหล่านั้นเลย”
และแน่นอนเขาก็ไม่ได้พยายามปกปิดมัน
ในการให้สัมภาษณ์กับ เดอะนิวยอร์กไทมส์เมื่อต้นเดือนนี้ ทรัมป์กล่าวว่า
“นาโตไม่ได้ทำให้รัสเซียหรือจีนหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ทำให้พวกเขากลัวจริงๆ คือพวกเรา”
1
2
หากความมั่นคงเป็นปัญหาจริงๆ สหรัฐฯ ก็มีกองกำลังประจำการอยู่ในกรีนแลนด์อยู่แล้ว และภายใต้ข้อตกลงปี 1951 สหรัฐฯ สามารถส่งกองกำลังเพิ่มและจัดตั้งฐานทัพเพิ่มได้
แต่คำพูดของทรัมป์นั้นตรงไปตรงมาว่า “ผมต้องการมัน”..... ฮาาาาา
เขายังกล่าวอย่างชัดเจนบ่อยครั้งว่า “ผมชอบการชนะ” หลักฐานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชี้ให้เห็นว่าเรื่องต่างๆ นั้นง่ายอย่างนั้น
โดยการเปลี่ยนแปลงนโยบายของเขาในช่วงปีที่ผ่านมานั้นสร้างความสับสนมากมาย
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย เราได้เห็นสุนทรพจน์สำคัญของเขาในระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในวาระที่สอง ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น
ทรัมป์ได้โจมตี “ผู้แทรกแซง” ของอเมริกา โดยประณามพวกเขาว่า
“ทำลายประเทศต่างๆ มากกว่าที่พวกเขาสร้างขึ้น…ในสังคมที่ซับซ้อนซึ่งพวกเขาไม่เข้าใจอย่างแท้จริง”
ในเดือนมิถุนายน เมื่ออิสราเอลโจมตีอิหร่าน
มีรายงานว่าทรัมป์ได้เตือนนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูของอิสราเอลไม่ให้ใช้ภัยคุกคามทางทหารมาทำลายความพยายามทางการทูตของเขา
แต่ในสุดสัปดาห์นั้น หลังจากที่เห็นอิสราเอลลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอาวุโสของอิหร่านได้สำเร็จ
ทรัมป์กลับอุทานว่า “ผมคิดว่ามันวิเศษมาก”
จนทำให้ผมนึกถึง ...คำว่า “การล้างภาพลักษณ์” (Sane-washing) ซึ่งเป็นคำที่เอ็ดเวิร์ด ลูซ จากไฟแนนเชียลไทมส์บัญญัติขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน
โดยอธิบายถึงวิธีการที่โลกนำเสนอภาพลักษณ์ของทรัมป์อย่างสุภาพ
โดยมีผู้นำโลกต่างพากันไปเยี่ยมเขาพร้อม “ของขวัญอันแวววาวและคำชมเชย” เพื่อพยายามดึงเขามาอยู่ข้างตน
ในคอลัมน์ล่าสุดของเขา ลูซเขียนว่า “ทรัมป์ ผู้ปกป้องซึ่งเป็นกำลังสำคัญมากกว่าผู้ศรัทธาที่แท้จริง ทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อทำให้แนวนโยบายของเขาดูสมเหตุสมผล”
สิ่งนี้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
เมื่อผู้นำโลกถูกเรียกตัวไปยังชาร์มเอลชีค (Sharm El Sheikh)รีสอร์ทริมทะเลแดงของอียิปต์ เพื่อร่วมงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ของการประกาศของเขาที่ว่า
“หลังจากสามพันปี ในที่สุดเราก็ได้นำสันติภาพมาสู่ตะวันออกกลางแล้ว”
แผนสันติภาพระยะแรกของเขาส่งผลให้เกิดการหยุดยิงที่จำเป็นอย่างยิ่งในฉนวนกาซาและการปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลอย่างเร่งด่วน
การทูตที่เด็ดเดี่ยวของทรัมป์เป็นสิ่งที่บีบให้เนทันยาฮูและฮามาสยอมตกลงหยุดยิง นี่ถูกมองว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่ทรัมป์เท่านั้นที่จะทำได้
อย่างไรก็ตาม น่าเศร้าที่มันไม่ใช่รุ่งอรุณแห่งสันติภาพ ในขณะนั้นไม่มีใครพูดถึงความหมายแฝงที่ไม่ได้กล่าวออกมา
ปีที่แล้ว แนวทางของทรัมป์ถูกมองว่าเป็น "อาณัติแห่งสวรรค์" ในปีนี้ ด้วยการรุกรานเวเนซุเอลา นโยบายของเขาจึงถูกนำเสนอใหม่ในรูปแบบของหลักการมอนโรในต้นศตวรรษที่ 19
ซึ่งก็คือหลักการ"หลักการดอนโร" (Donroe Doctrine)
1
แน่นอนครับ ทรัมป์ยอมรับอุดมการณ์นี้อย่างเต็มที่ และด้วยความช่วยเหลือจากผู้สนับสนุนที่กระตือรือร้นของเขา
เขาจึงย้ำความเชื่อของเขาอย่างต่อเนื่องว่า สหรัฐอเมริกาสามารถดำเนินการเชิงรุกและไม่ยับยั้งชั่งใจในพื้นที่ใกล้เคียง และแม้แต่ในพื้นที่ที่ไกลออกไป
เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกา
บางครั้งเขาถูกเรียกว่า "ผู้ต่อต้านการแทรกแซง" บางครั้งก็ถูกเรียกว่า "ผู้แทรกแซง" แต่มีสโลแกนหนึ่งที่ปรากฏอยู่เสมอและนำเขากลับมาสู่ทำเนียบขาว นั่นคือ
"ทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง"
และด้วยจดหมายของเขาถึงนายกรัฐมนตรีโจนาส กาห์ร สโตเร แห่งนอร์เวย์ ยิ่งเน้นย้ำถึงความไม่พอใจอย่างมากของเขา
ที่ไม่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปีนี้...ฮาาาาา
ในจดหมายของเขา ทรัมป์เขียนว่า “ผมไม่รู้สึกว่าตนเองมีภาระผูกพันที่จะต้องคิดถึงแต่สันติภาพอีกต่อไปแล้ว แม้ว่านั่นจะยังคงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก แต่ตอนนี้ผมสามารถพิจารณาถึงผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐอเมริกาและสิ่งที่ถูกต้องได้แล้ว”
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับสถานการณ์ในขณะนี้ เอสเปน บาร์ธ ไอด์ รัฐมนตรีต่างประเทศนอร์เวย์ ตอบอย่างระมัดระวังว่า
“ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีที่จะรักษาท่าทีแบบนอร์ดิกไว้”
นอร์เวย์ได้แสดงให้เห็นถึงท่าทีที่สงบและมั่นคงในการปกป้องกรีนแลนด์ เดนมาร์ก และความมั่นคงร่วมกันในแถบอาร์กติก
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของยุโรปยังคงอยู่บนน้ำแข็งทางการเมืองที่ลื่นไหล
แต่มาครงกลับให้คำมั่นว่าจะใช้ “อาวุธทางการค้า” ของสหภาพยุโรปเพื่อตอบโต้ด้วยภาษีและจำกัดการเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรปที่ทำกำไรได้มหาศาลของสหรัฐฯ
ส่วน จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของทรัมป์ในยุโรป กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างคลุมเครือว่าเป็น
“เรื่องของความเข้าใจและการสื่อสาร”
และนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ออกมาปกป้องบูรณภาพดินแดนของกรีนแลนด์อย่างแข็งขันและเปิดเผย
แต่หวังว่าจะหลีกเลี่ยงการตอบโต้ด้วยมาตรการภาษี เพื่อรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แข็งแกร่งที่เขาสร้างไว้กับทรัมป์
ตลอดปีที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ "ถอดถุงมือ" และเริ่มใช้กรงเล็บเป็นแนวทางที่แข็งกร้าว โดยโพสต์ข้อความส่วนตัวที่ผู้นำโลกส่งมาให้เขาว่า
ผู้นำเหล่านั้นยังคงพยายามรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรผ่านทางการทูตแบบเดิมๆกับฉัน
ทางด้าน ประธานาธิบดีฝรั่งเศสบอกกับเขาว่า "ไปทานอาหารเย็นที่ปารีสในวันพฤหัสบดีก่อนที่คุณจะกลับไปสหรัฐอเมริกา"
แม้ดูเหมือนว่าจะชื่นชมความสำเร็จทางการทูตอื่นๆ ของทรัมป์ แต่เขาก็ไม่ลังเลที่จะตั้งคำถามว่า
"(กู)ผมไม่เข้าใจว่าคุณกำลังจะทำอะไรกับกรีนแลนด์"
แต่ที่ได้ประโยชน์เต็มๆน่าจะเป็น เลขาธิการนาโต มาร์ค รุตเต ที่เขียนว่า "รอไม่ไหวที่จะพบคุณ"
แม้ว่า รุตเตเคยพูดติดตลกถึงทรัมป์ว่า "พ่อ" ในช่วงความขัดแย้ง 12 วันระหว่างอิหร่านและอิสราเอลเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากยุทธวิธีที่แข็งกร้าวของทรัมป์
ปรากฏว่า กูเตและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ระบุว่า มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของงบประมาณด้านกลาโหมของนาโตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั่นประลัย
ด้วยผลมาจากคำขู่ที่เปิดเผยของทรัมป์ คำเตือนเหล่านี้ ซึ่งย้อนกลับไปถึงวาระแรกของเขา
ได้จุดประกายแนวโน้มที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อๆ มาเรียกร้อง และนาโตเองก็ค่อยๆ เริ่มยอมรับ ภายใต้ภัยคุกคามจากรัสเซีย
ข้ามสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ประเทศที่อยู่ภายใต้เงามืดของสหรัฐอเมริกามาอย่างยาวนาน
และกำลังพยายามหาหนทางใหม่ๆ ไปข้างหน้า แม้จะมีอุปสรรคมากมาย
สอดคล้องกับการเยือนจีนเมื่อเดือนที่แล้ว ของ นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ ของแคนาดา ที่กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "เราต้องยอมรับโลกอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ในแบบที่เราต้องการ"
นี่เป็นการเยือนปักกิ่งครั้งแรกของผู้นำแคนาดาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งเป็นการเดินทางที่ส่งข้อความอย่างชัดเจนเกี่ยวกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลังจากความตึงเครียดแบบตอบโต้กันไปมาหลายปี
ระหว่างเวลาไล่เลี่ยกัน ทรัมป์ก็ได้ขู่เข็ญอย่างน่าตกใจอีกครั้งบนโซเชียลมีเดีย
โดยบอกเป็นนัยถึงการผนวกดินแดนเพื่อนบ้านทางเหนือของเขา เขาโพสต์แผนที่ของทวีปอเมริกา ซึ่งรวมถึงแคนาดาและกรีนแลนด์ ที่ถูกปกคลุมด้วยธงชาติอเมริกันทั้งหมด
ชาวแคนาดารู้ดีว่าพวกเขายังคงต้องเป็นเป้าหมายต่อไป.....
ดังนั้น...อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา คาร์นีย์ จำต้องขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของแคนาดาเมื่อปีที่แล้ว
ก็เพราะชาวแคนาดาเชื่อว่าเขาคือบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะเผชิญหน้ากับทรัมป์โดยตรง
ซึ่งเขาเริ่มต้นด้วยการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน โดยการเรียกเก็บภาษีตอบโต้ ซึ่งสร้างความเจ็บปวดอย่างมากให้กับเศรษฐกิจขนาดเล็กของแคนาดา
ซึ่งพึ่งพาตลาดของประเทศเพื่อนบ้านทางใต้มากกว่า 70% ของการค้าทั้งหมด
ในวันอังคารของเดือนที่แล้ว ณ ดาวอส คาร์นีย์ก็ได้เน้นย้ำถึงช่วงเวลาที่วุ่นวายนี้เช่นกันว่า
“การครอบงำของอเมริกาได้สร้างประโยชน์สาธารณะระดับโลก รวมถึงทะเลเปิด ระบบการเงินที่มั่นคง ความมั่นคงร่วมกัน และกรอบการแก้ไขข้อพิพาท” เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า....
“ตอนนี้เราอยู่ในภาวะ ‘การแตกแยก’ ไม่ใช่ ‘การเปลี่ยนผ่าน’”
ส่วนทรัมป์ก็กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีเดียวกันในวันพุธ ซึ่งทั่วโลกจับตามอง
เมื่อถูกถามโดยเดอะนิวยอร์กไทมส์ในเดือนนั้นว่าอะไรจะหยุดเขาได้
เขาตอบว่า “ศีลธรรมของผมเอง ความคิดของผมเอง มีเพียงสิ่งเหล่านั้นเท่านั้นที่จะหยุดผมได้” และ
นั่นคือเหตุผลที่พันธมิตรจำนวนมากกำลังพยายามโน้มน้าว เอาใจ และแม้กระทั่งกดดันเขา เพื่อให้เขาเปลี่ยนใจ
แม้แต่ค่าวิกฤติน้ำมันในครั้งนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จหรือไม่???
ข่าวรอบโลก
สหรัฐอเมริกา
อิหร่าน
บันทึก
9
19
5
9
19
5
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย