Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Letter From History
•
ติดตาม
23 ม.ค. เวลา 03:00 • ประวัติศาสตร์
เวียดนาม
เวียดนาม ตอนที่ 9 ดาวรุ่งดวงใหม่
ในช่วงที่ไซง่อนใกล้จะแตกเต็มทน เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำเวียดนามใต้คนสุดท้ายคือ แกรม อเล็กซานเดอร์ มาร์ติน รู้ดีว่า.. ไซง่อนต้องแตกแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นเวลาไหนเท่านั้น!!!!
เมื่อเวลา 10:50 น. ของวันที่ 29 เมษายน ปี 1975( 2518) ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด แห่งสหรัฐฯ ก็ประกาศปฏิบัติการ Operation Frequent Wind โดยนำเฮลิคอปเตอร์หลายลำมารับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ พลเมืองสหรัฐฯ และพลเมืองเวียดนามใต้ที่ต้องการจะหนีอพยพออกจากไซ่ง่อน
ประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด (Gerald Rudolph Ford Jr)
ซึ่งเป็นภาพที่เราเห็นคุ้นตาก็คือ ภาพที่มีคนจำนวนมากพยายามเบียดเสียดหาทางขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ที่ดาดฟ้าของสำนักงานการทูตทหารสหรัฐฯ และแน่นอนว่าเฮลิคอปเตอร์เหล่านั้น(ภาพหน้าปก) ก็ไม่สามารถอพยพคนเวียดนามใต้ที่ต้องการจะไปแสวงหาชีวิตใหม่ได้ทั้งหมด ดังนั้นบางส่วนจึงต้องหลบหนีไปในทิศทางต่างๆ เท่าที่จะออกไปได้ ซึ่งจุดหมายแรกคือ “ประเทศไทย” เพราะเป็นปากประตูสู่โลกเสรีที่ใกล้ที่สุด
ในขณะที่ตอนนั้น.. โดมิโนของประเทศซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา กำลังถูกไล่ล่าทยอยล้มลงเกือบทั่วภูมิภาคเอเชียอาคเนย์แล้ว โดมิโนตัวแรก “กัมพูชา” เพราะว่า ในช่วงเกือบ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน ปีเดียวกันคือ ปี 1975(2518) กรุงพนมเปญแตกซะก่อน ในยุคของรัฐบาลลอน นอล
ภาพเหตุการณ์ที่กรุงพนมเปญแตกกับผู้อพยพชาวกัมพูชาหนีภัยสงครามช่วงทศวรรษ 2510 เข้ามายังประเทศไทย
โดยมีสหรัฐฯให้การสนับสนุนมาตลอดได้พ่ายแพ้ต่อฝ่ายเขมรแดง ทำให้กัมพูชาต้องกลายเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ไปก่อนเวียดนามใต้ซะอีก นั่นคือ โดมิโนตัวที่หนึ่งได้ล้มลงแล้ว และตัวที่สองก็กำลังจะล้มตามไปด้วย ดังนั้นจุดหมายปลายทางหนึ่งเดียวของคนเวียดนามใต้ในเวลานั้นคือ “ประเทศไทย” ที่ซึ่งสหรัฐอเมริกาก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า.. ประเทศไทยจะไม่ล้มครืนตามกันไปอีก
ในที่สุดช่วง 11.00 น. ของวันที่ 30 เมษายน ปี 1975(2518) กองกำลังผสมเวียดนามเหนือและเวียดกง ได้รุกคืบถึงทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนามใต้ รถถังโซเวียตหมายเลข 843 วิ่งเข้าชนประตูพังรั้วด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลเวียดนามใต้ พันเอก บุ่ยกวางเถิน กระโดดลงจากรถถังแล้ว ได้ชักธงชาติเวียดนามใต้ลงจากยอดเสา และชักธงเวียดกงขึ้นสู่ยอดเสาแทนเมื่อเวลา 11:30 น. ของวันเดียวกันนั้น
ภาพของรถถังโซเวียตหมายเลข 843 วิ่งเข้าชนประตูพังรั้วด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลเวียดนามใต้
ต่อมา ประธานาธิบดี เยือง วัน มินห์ ก็ประกาศยอมแพ้ แต่พันเอก บุ่ยกวางเถิน ได้กระชากไมโครโฟนจากมือของ เยือง วัน มินห์ แล้วพูดประกาศว่า "กองกำลังปลดปล่อยเวียดนามใต้(กองกำลังเวียดกง) ขอประกาศว่าเวียดนามใต้และไซง่อนได้ถูกปลดปล่อยแล้ว รวมทั้งยอมรับการพ่ายแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขของประธานาธิบดี เยือง วัน มินห์ ด้วย"
จุดนั้นเองคือ จุดจบของการต่อสู้ที่สุดแสนจะทรหดของชาวเวียดนามทั้งหมด จากการต่อสู้กับฝรั่งเศสทั้ง 2 รอบ , การถูกแบ่งแยกประเทศออกเป็น 2 ส่วน , การถูกมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เข้ามามีอิทธิพลและก่อสงครามที่ทำให้คนในชาติเดียวกัน ต้องมารบราฆ่าฟันกันเอง โดยที่ไม่ได้ส่งผลดีให้กับใครๆ เลยแม้แต่สหรัฐอเมริกาเองก็ตาม ซึ่งเป็นสงครามที่ทำให้ประชาชนเวียดนามทั้งเหนือและใต้ ต้องสังเวยชีวิตไปไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคนด้วยซ้ำ
1
พันเอก บุ่ยกวางเถิน นำธงของแนวร่วมปลดปล่อยภาคใต้ปักบนหลังคาของทำเนียบ
หลังจากผ่านเรื่องราวต่างๆในครั้งนั้นแล้ว บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เป็นอย่างไรกันบ้าง เราจะตามไปดูกันครับ แต่ก่อนอื่นขอเสริมเกร็ดเล็กน้อยสักนิดว่า.. ในวันที่ไซง่อนแตกนั้น
●
ด้านหนึ่งคือ ชัยชนะของเวียดกงและเวียดนามเหนือ
●
อีกด้านหนึ่งคือ วันที่เวียดนามใต้อยู่ระหว่างความเป็นความตาย ต้องหนีเพื่อที่จะออกไปหาชีวิตใหม่ หรือต้องอยู่ในประเทศตัวเองเพื่อเผชิญหน้ากับชะตากรรมจากเวียดกงและคอมมิวนิสต์จากฝั่งเหนือ
วันนั้นอยู่ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของปีศูนย์(Year Zero)ในกัมพูชา ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของเขมรแดง และเริ่มต้นการสังหารหมู่คนกัมพูชาที่เป็นปฏิปักษ์กับการปฏิวัติคอมมิวนิสต์
หลายท่านอาจจะถามว่า แล้วประเทศไทยที่แสนสงบสุขล่ะ.. ทำอะไรกันอยู่
คำตอบคือ วันนั้นเป็นวันที่ประเทศไทยได้เดินหน้าทางเศรษฐกิจไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะเป็นวันแรกของการเปิดตลาดทุนไทยภายใต้ชื่อ “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” โดยเริ่มต้นเทรดหลักทรัพย์เป็นวันแรกด้วยหลักทรัพย์ 24 ตัว วันเดียวกันเป๊ะเลยครับ
1
ลินดอน จอห์นสัน
●
ลินดอน จอห์นสัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในยุคที่มีการยกระดับปฏิบัติการทางทหารในเวียดนามมากที่สุด ถึงแก่อสัญกรรมในปี 1973(2516) ด้วยวัย 64 ปี
●
โรเบิร์ต แม็คนามารา รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ หลังจากลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วอีก 2 เดือนต่อมาคือ เมษายน ปี 1968(2511) ตัวเขาไปรับตำแหน่งใหม่เป็นประธานธนาคารโลก ซึ่งดำรงตำแหน่งมายาวนานถึง 13 ปี จนถึงปี 1981(2524) และต่อมาในปี 1995(2538) ด้วยวัย 79 ปี เขาได้เดินทางกลับไปยังประเทศเวียดนามอีกครั้ง ในยุคที่เวียดนามเปิดประเทศด้วย “นโยบายโด๋ยเหมย” แล้ว และได้พบกับอดีตคู่ปรับเก่า โง เหงียน ซ้าป (Võ Nguyên Giáp) อดีตรัฐมนตรีกลาโหม ที่เวลานั้นมีอายุ 83 ปี
ภาพตอนที่ โรเบิร์ต แม็คนามารา พบกับ โง เหงียน ซ้าป
●
พวกเขาได้รื้อฟื้นความหลังในวันจุดชนวนสงคราม ซึ่งก็คือ การโจมตีที่อ่าวตังเกี๋ย ที่เรือรบยูเอสเอส แมดด็อกซ์ ของสหรัฐฯ อ้างว่าถูกยิง จึงต้องยิงสวนกลับ อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเวียดนาม วันนั้นแม็คนามาราถามว่า “ท่านทราบไหมว่า.. เกิดอะไรขึ้น?” ซึ่ง โง เหงียน ซ้าป ตอบอย่างหนักแน่นว่า “มันไม่มีอะไรทั้งนั้น” แปลว่าสหรัฐฯ สร้างเรื่อง และเขายิ่งโกรธมากขึ้น เมื่อแม็คนามาราได้พยักหน้ายอมรับ โดยสรุปว่า กระสุนจากยูเอสเอส แมดด็อกซ์ ที่จุดชนวนสงครามทั้งหมดนั้น เป็นการเริ่มเรื่องราวจากฝั่งสหรัฐอเมริกานั่นเอง
1
ภาพอธิบดีตำรวจเวียดนามใต้ เหงียน ง็อก โลน สังหาร เหวียน วัน เล็ม กับ เหวียน หวาน ล็อก
●
จำภาพอธิบดีตำรวจเวียดนามใต้ เหงียน ง็อก โลน สังหาร เหวียน วัน เล็ม จากเวียดกงได้ไหม? วันนั้นเป็นผู้กองเวียดกงที่สังหารทั้งหมด 9 ชีวิต คงเหลือเพียงหนึ่งชีวิตเท่านั้นที่รอดคือ ลูกชายที่รอดชีวิต แต่ก็ถูกยิงไป 3 นัด วันนั้นเด็กคนนี้อายุเพียง 9 ขวบ มีชื่อว่า “เหวียน หวาน ล็อก“ (Rear Admiral Nguyễn Từ Huấn (Huan Nguyen))
ต่อมาเด็กผู้ชายคนนี้ได้ย้ายไปอยู่กับกลุ่มนายทหารที่เป็นพันเอกในกองทัพอากาศเวียดนามใต้ และเขาคือหนึ่งในคนโชคดีชาวเวียดนามใต้ ที่ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ในปฏิบัติการ Operation Frequent Wind เมื่อครั้งอดีต ทำให้เขาได้ไปมีชีวิตใหม่ที่สหรัฐฯ และเติบโตขึ้นมากลายเป็นนายทหารเชื้อสายเวียดนามที่มียศสูงที่สุดในกองทัพเรือสหรัฐฯ คือ พลเรือตรี เหวียน หวาน ล็อค ซึ่งปัจจุบันได้เกษียณอายุราชการแล้วที่สหรัฐอเมริกา
1
เหวียน วัน ลินห์
●
ผู้นำกองบัญชาการทหารเวียดกงในการรุกตรุษญวนในปี 1968(2511) เหวียน วัน ลินห์ แม้ว่าการรุกตรุษญวนที่เมืองเว้~ไซ่ง่อนจะล้มเหลว แต่ในทางทหารสำหรับเวียดกงนั้น มันคือจุดที่ทำให้สหรัฐต้องถอนกำลังทหารทั้งหมดออกไปจากแผ่นดินเวียดนาม ซึ่งต่อมา เหวียน วัน ลินห์ คนนี้ก็ได้รับตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามต่อจาก จ๋อง วัน ลิงห์ ในปี 1986(2529)
โดยเขาเป็นผู้นำประเทศที่ยอมลดทอนความเข้มข้นของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ เพราะในแง่เศรษฐกิจแล้ว พวกเขาตระหนักดีว่าคอมมิวนิสต์ไม่ได้ช่วยให้เวียดนามดีขึ้นแม้แต่น้อย จนกระทั่งเมื่อต้องเจอกับวิกฤตครั้งใหญ่ ซึ่งนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ และการที่เขายอมรับระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ภายใต้การเมืองแบบเผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ก็ต้องถือว่า “ใจกล้ามาก”
และด้วยนโยบาย “โด๋ยเหมย” คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อเปลี่ยนระบบวางแผนจากส่วนกลาง ไปสู่เศรษฐกิจแบบผสมผสาน มีกลไลตลาดเสรีทางการค้า และเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้เขาได้ฉายาว่า “กอร์บาชอฟแห่งเวียดนาม” สิ่งที่ เหวียน วัน ลินห์ ทำในวันนั้นได้ส่งผลทำให้เวียดนามมีวันนี้คือ ก้าวพ้นจากประเทศยากจนกลับกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเป็นดาวรุ่งของโลก.
1
ฝากกดถูกใจ กดแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ
Reference ตอนที่ 9 ดาวรุ่งดวงใหม่
https://shorturl.asia/qV5r0
https://shorturl.asia/x604p
https://shorturl.asia/XIQgd
https://shorturl.asia/TE4Ag
https://shorturl.asia/2mbtG
https://shorturl.asia/f9CMS
https://shorturl.asia/zmTp2
https://shorturl.asia/O8LGS
https://shorturl.asia/6Puya
https://shorturl.asia/nS1P4
https://shorturl.asia/uhyQc
เรื่องเล่า
ประวัติศาสตร์
ความรู้รอบตัว
15 บันทึก
20
2
16
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
เวียดนาม ประเทศเล็กที่ล้มมหาอำนาจ
15
20
2
16
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย