9 ม.ค. เวลา 03:00 • ประวัติศาสตร์
เวียดนาม

เวียดนาม ตอนที่ 8 ไร้ที่พึ่ง

ก่อนที่เราจะเข้าสู่เนื้อหาหลัก ขอเสริมเกร็ดเล็กน้อยครับ มีอีกหนึ่งภาพจากสมรภูมิสงครามเวียดนามที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ก็คือ ภาพที่คนทั่วโลกรู้จักกันในนามของ “เด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม” หรือว่า คิม ฟุก (Kim Phúc) เป็นภาพของเด็กหญิงวัย 9 ปี (ต้นฉบับบอก 12 ปี แต่ข้อมูลจริงคือ 9 ปี) ที่กำลังร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว ในสภาพเปลือยเปล่า ขณะที่กำลังวิ่งหนีภัยการโจมตีทางอากาศมาพร้อมกับเด็กคนอื่น ๆ
ภาพนี้เกิดขึ้นในปี 1972(2515) เป็นช่วงที่กองทัพอากาศเวียดนามใต้กำลังใช้เครื่องบินโจมตี A-1 Skyraider ทิ้งระเบิดเพลิงนาปาล์ม ลงในพื้นที่ชนบทคือจังหวัด เตยนินห์ ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งของเวียดนามใต้ แต่ได้ถูกฝ่ายเวียดกงเข้าควบคุมพื้นที่ไปก่อนหน้านั้นแล้ว
“เด็กหญิงระเบิดนาปาล์ม” หรือว่า คิม ฟุก (Kim Phúc)
พลเรือนที่รวมถึงตัวเธอ ทราบชื่อภายหลังว่า“ฟาน ถิ คิม ฟุก” กำลังหนีจากการทิ้งระเบิดเพื่อไปยังทิศทางที่ปลอดภัย แต่ทว่าการทิ้งระเบิดแบบปูพรม ทำให้มีระเบิดหลายลูกได้ตกลงเข้าไปยังพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ด้วย เป็นเหตุให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอ 2 คน และเพื่อนร่วมหมู่บ้านเสียชีวิตทันที ส่วนตัวเธอนั้น ถูกไฟคลอกอย่างรุนแรง จนเสื้อผ้าที่เธอสวมติดตัวหายไปกับเปลวไฟ ตัวเธอถูกเผาอย่างสาหัสระดับ 3 จึงร้องออกมาเป็นภาษาเวียดนามว่า “Nóng quá! Nóng quá!” แปลว่า “ร้อนเหลือเกิน! ร้อนเหลือเกิน!”
1
คนถ่ายภาพคือ นิค อู๊ต (Nick Ut) ช่างภาพอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม ช่วยเหลือเธอและลำเลียงเธอไปส่งโรงพยาบาลที่ไซ่ง่อน เธอพักฟื้นอยู่ 12 เดือน ผ่าตัด 17 ครั้ง จนในที่สุดรอดตายมาได้ ก่อนที่เธอจะกลายเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ถูกส่งตัวต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลในเยอรมนี
เมื่อสิ้นสุดสงครามเวียดนามแล้ว เธอได้ลี้ภัยต่อไปที่สหรัฐอเมริกา มีชีวิตใหม่และโชคดีกว่าคนเวียดนามอีกจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับภัยสงครามอย่างต่อเนื่อง ในเวลาต่อมาเธอได้หันไปนับถือศาสนาคริสต์ และเธอได้ให้อภัยกับทุกคน และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ
ภาพปัจจุบันของฟาน ถิ คิม ฟุก พร้อมรอยแผลเป็นที่ติดตัวไปตลอดกาล
เรากลับมาต่อกันที่เวียดนามใต้ ผลพวงจากการรุกของเวียดกงใน “ตรุษญวน“ ตั้งแต่เริ่มจนถึงสิ้นสุดนั้น ถ้าจะดูตัวเลขสถิติแบบ แม็คนามารา ด้วยสูตร “บอดี้เคานต์(Body Count) คือการนับศพ“ ในภาพรวมต้องถือว่า.. สหรัฐฯยังคงเป็นผู้ที่เหนือกว่าในสงครามครั้งนี้อย่างเบ็ดเสร็จ และก่อนที่สงครามเมืองเว้จะจบลง แม็คนามารา เจ้าของสูตร ก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม โดยระบุว่า.. เขาเป็นสถาปนิกคนสำคัญของสงครามเวียดนาม มาตั้งแต่ยุคของประธานาธิบดีเคนเนดี ที่ส่งทหารอเมริกันจาก 900 นายไปจนถึง 540,000 นาย
ถ้าถามว่า.. ทำไมถึงต้องลาออกด้วยล่ะ?? ก็เพราะเขาถูกวิจารณ์อย่างหนัก เรื่องวิธีคิดหรือตัดสินใจแบบดาต้าด้วยการนับข้อมูล คือ “นับศพ” เพราะมันคือ แนวทาง(approach)ที่ผิดตั้งแต่ต้น ถึงแม้ว่าฝ่ายเวียดกงจะตายมากกว่า แต่ถ้าวิเคราะห์กันให้ดีจะพบว่า.. ในพื้นที่การขยายอิทธิพลของกองทัพสหรัฐฯยังไม่สามารถยึดพื้นที่ชนบทกลับคืนมาได้สักเท่าไหร่
เมื่อเทียบกับสิ่งที่สูญเสียไปไม่ว่าจะเป็นกำลังพล หรืออาวุธยุทโธปกรณ์ ฯลฯ. จึงมีการตั้งคำถามว่า.. ทำไม?? ไม่ใช้ KPI ที่เป็นการนับพื้นที่ใหม่ๆ ที่สามารถยึดคืนมาได้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จในการทำสงครามล่ะ แต่ดันกลับไปใช้วิธี “การนับศพ” ทหารแทน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่กองทัพสหรัฐฯต้องการเลย และนั่นคือ การจบบทบาทของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ผู้มีนามว่า ”แม็คนามารา“.. โดยมี คลาร์ก คลิฟฟอร์ด ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้ต่อจากเขา จนสิ้นสุดรัฐบาลลินดอน จอห์นสัน
1
คลาร์ก คลิฟฟอร์ด (Clark McAdams Clifford)
เมื่อมองในภาพรวมแล้ว ฝ่ายเวียดกงรวมถึงเวียดนามเหนือเองก็อ่อนล้า เพราะความพ่ายแพ้ในการรุกตรุษญวนนั้นยับเยินมาก หากสหรัฐฯเพิ่มเติมกำลังพลอีก (ซึ่งแทบจะถึงขีดสุดแล้ว) สหรัฐฯก็อาจจะเอาชนะเวียดนามเหนือ และกวาดล้างเวียดกงได้สำเร็จชนิดสิ้นซาก เพราะเวียดกงเองก็สูญเสียต่อเนื่องอย่างมหาศาล และไม่น่าจะมีกำลังพลหลงเหลืออีกมากนัก
พลเอกเวสต์มอร์แลนด์ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลัง MACV ที่ยังคงยืนหยัดในสมรภูมิ แจ้งต่อประธานาธิบดีจอห์นสันว่า “พวกเรากำลังเดินหน้าสู่ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ” และขอให้วอชิงตันส่งกำลังพลเพิ่มเติมอีก 200,000 นาย เพื่อปิดเกมนึ้
แต่เวลานั้นคือปี 1968(2511) ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของตำแหน่งประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน และสิ่งที่เขาต้องตระหนักที่สุดคือ “ความรู้สึกของคนอเมริกันที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา” ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธที่จะส่งกำลังพลเพิ่มเติมให้กับเวสต์มอร์แลนด์
พลเอกเวสต์มอร์แลนด์ (William Childs Westmoreland)
คำว่า “การสงคราม” ชนะหรือแพ้ ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กองทัพแนวหน้าเพียงอย่างเดียว หากมองตามทฤษฎีของ คาร์ล ฟอน เคลาส์วิทซ์ เจ้าของตำราสงคราม On War(รูปที่หน้าปกของตอนนี้) ซึ่งกล่าวว่า การทำสงครามมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ รัฐ~กองทัพ~ประชาชน หากรัฐและกองทัพพร้อม แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน สงครามก็พ่ายแพ้ได้
1
ในกรณีนี้ก็ไม่แตกต่างเท่าใดนัก ถึงแม้สหรัฐฯเองจะดูเหมือนได้เปรียบในสงครามเวียดนาม แต่ประชาชนสหรัฐฯ ในยุคที่มีการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียม ชาวอเมริกันเฝ้าติดตามสถานการณ์กันโดยตลอด กลับพบว่า มีครอบครัวจำนวนมากที่ส่งลูกชายไปรบในสงครามเวียดนาม และก็มีจำนวนไม่น้อยเลยที่กลับมาบ้านในสภาพยับเยินเกินรับได้
จากเดิมที่มีผู้สนับสนุนสงครามจำนวนมาก(ดูจากคะแนนเสียงที่จอห์นสันเคยชนะการเลือกตั้งในคราวที่แล้วก็จะเห็นได้ชัด) กลายเป็นกลุ่มผู้ต่อต้านคัดค้านสงครามจำนวนมหาศาล ซึ่งผู้ประท้วงไม่ใช่แค่กลุ่มนักศึกษา แอ็กทิวิสต์ บุปผาชน หรือฮิปปี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้หญิง แม่บ้าน ชนชั้นกลาง และมนุษย์เงินเดือน ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯยุติสงครามเสียที
ลินดอน จอห์นสัน
ซึ่งการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้โดยธรรมเนียมปฎิบัติแล้ว ผู้ที่ดำรงตำแหน่งครบหนึ่งสมัยคือ ลินดอน จอห์นสัน นั้นน่าจะลงสมัครต่ออีกสมัย แต่ตัวเขากลับตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามเดโมแครต โดยระบุว่า “ผมตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง และจะไม่สนใจเรื่องการเลือกตั้งอีกต่อไป”
ดังนั้นการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 1968(2511) พรรคเดโมแครตจึงส่ง ฮูเบิร์ต ฮัมฟรีย์ ลงชนกับตัวแทนพรรครีพับลิกัน ริชาร์ด นิกสัน ผู้เคยเป็นรองประธานาธิบดีสมัยไอเซนฮาวร์ และเป็นแคนดิเดตที่แพ้ JFK ในปี 1960(2503)
เมื่อผลออกมาปรากฎว่า ริชาร์ด นิกสัน เป็นผู้ชนะ แม้คะแนนเสียงจะไม่ท่วมท้นนัก แต่เขาตระหนักดีว่า สิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการคือ การถอนทหารออกมาจากเวียดนามใต้ และยุติบทบาทของสหรัฐฯ ในสงครามนี้ด้วย แต่ก็ต้องทำอย่าง “มีศักดิ์ศรี” หรือที่เขาเรียกว่า Peace with Honor” เพื่อรักษาเกียรติภูมิของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน
ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่า ตั้งแต่ปี 1964(2507) เป็นต้นมา โฮจิมินห์ เริ่มมีสุขภาพที่ไม่สู้ดีนัก โดยมีผู้นำรุ่นใหม่อย่าง เล ซวน เลขาธิการพรรค เป็นผู้แถลงนโยบายต่อพรรคคอมมิวนิสต์
ภาพของริชาร์ด นิกสัน ตอนประชุมถอนทหารจากเวียดนาม
ในระหว่างที่สหรัฐฯเตรียมเริ่มต้นจะถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามใต้นั้น ได้มีการหาทางออกร่วมกับเวียดนามใต้ และช่วงกลางเดือนกรกฎาคมปี 1969(2512) ได้มีการสื่อสารแบบกึ่งเป็นทางการระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่าย โดยทางสหรัฐฯใช้ช่องผ่าน ฌอง แซงแตญี (Jean Sainteny) อดีตเจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศสยุคอาณานิคมในเวียดนาม เดินทางไปเวียดนามเหนือ และเข้าพบเพื่อมอบจดหมายที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เขียนถึงโฮจิมินห์ ผู้นำเวียดนามเหนือด้วย
ใจความในจดหมายนิกสันบอกว่า
ทั้งสองฝ่ายควรร่วมมือกันยุติสงครามที่เต็มไปด้วยโศกนาฏกรรม แต่ลุงโฮต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขบางอย่างก่อน
ลุงโฮตอบจดหมายฉบับดังกล่าว ส่งถึงมือนิกสันในวันที่ 30 สิงหาคม บอกว่า เวียดนามเองก็ต้องการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯเพื่อยุติสงครามเช่นกัน แต่ “จะไม่ยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขใดๆ” ที่สหรัฐฯกำหนดไว้ เพราะสหรัฐฯมีท่าทีข่มขู่เวียดนามเหนือ
ไม่กี่วันต่อมาหลังจากนั้น คือวันที่ 2 กันยายน ปี 1969(2512) โฮจิมินห์ได้ถึงแก่อสัญกรรม ด้วยวัย 79 ปี ที่ฮานอย
เนื้อความในจดหมายระหว่าง ริชาร์ด นิกสัน กับ โฮจิมินห์
ตน ดึ๊ก ถัง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 2 แต่อำนาจหลักยังอยู่ในมือของเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ เล ซวน ผู้มีอำนาจสูงสุด และยังคงมี ฟาม วัน ดง เป็นนายกรัฐมนตรี สืบต่อเจตนารมณ์ต่อไป (ฟาม วัน ดง ดำรงตำแหน่งยาวนานถึงปี 1988(2531) เป็นนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งยาวที่สุดในประวัติศาสตร์เวียดนาม)
ในปี 1969(2511) ต้องถือว่าเป็นปีที่พีกมาก เพราะสหรัฐฯส่งกำลังทหารเข้าเวียดนามรวมสูงสุด 540,000 นาย แต่ในปีเดียวกันนั้น ด้วยเจตนารมณ์ของนิกสัน ก็ได้มีการถอนทหารออกไป 150,000 นาย และประกาศโรดแมปถอนทหารอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ที่นิกสันเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
ภายหลังจากนั้น สหรัฐอเมริกาได้เชิญ เฮนรี คิสซิงเจอร์ นักวิชาการด้านความมั่นคง ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศในยุคนิกสัน เขาเสนอแนวคิดใหม่ซึ่งกลายเป็นเสาหลักทางการทูตของสหรัฐฯในสงครามเย็น คือ Realpolitik หมายถึง การปฏิบัติจริงที่เป็นไปได้ และเห็นผลประโยชน์ของชาติ โดยไม่ยึดติดกับขั้วอำนาจเดิม ซึ่งสหรัฐฯ สามารถเปิดการเจรจากับคอมมิวนิสต์ได้ หากเป็นผลดีต่อยุทธศาสตร์ของชาติในระยะยาว
เฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger)
ทุกฝ่ายต่างรู้ดีว่า ถ้าสหรัฐฯถอนตัวออกจากเวียดนามใต้ทันที ย่อมนำไปสู่โศกนาฏกรรมโดยตรง เพราะกองทัพเวียดนามใต้ (ARVN) ได้พิสูจน์แล้วว่า หากไร้การสนับสนุนจากสหรัฐฯทั้งด้านข่าวกรอง อากาศยาน ปืนใหญ่ และการเงิน พวกเขาแทบไม่อาจต้านทานการรุกรานของเวียดนามเหนือได้เลย
อย่างไรก็ดี สหรัฐฯต้องประกาศนโยบาย Vietnamization หรือ “เวียดนามไอเซชัน”
คือการลดบทบาททหารอเมริกัน ถอนกำลังรบออกจากเวียดนาม และให้กองทัพเวียดนามใต้เป็นผู้ปกป้องประเทศของตนเอง แต่สหรัฐฯยังคงให้ความช่วยเหลือ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการส่งทหารไปรบด้วย เปลี่ยนเป็นฝึกฝนเพิ่มทักษะ และสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์ รวมถึงให้งบประมาณเพื่อสร้างกองทัพเวียดนามใต้ให้ยืนได้ด้วยตัวเอง
ในช่วงปี 1969~1971(2512~2514) ระยะเวลา 3 ปีนี้ เป็นเวลาที่ฝ่ายเวียดกงอ่อนกำลังลงอย่างมากหลังจากพ่ายแพ้ในเทศกาลตรุษญวนปี 1968(2511)เป็นต้นมา
ซึ่งนี่ก็คือช่วงเวลาที่สหรัฐฯเริ่มถอนทหาร และพยายามจะสร้างดุลอำนาจใหม่ในสงครามเย็น โดยมี เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ เป็นผู้ขยับหมากสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของศตวรรษเลยทีเดียว
เริ่มเปิดความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน
เพื่อแยกจีนออกจากอิทธิพลของสหภาพโซเวียต เขาเดินทางเข้าพบ โจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีของจีน ก่อนวางแผนพาประธานาธิบดีนิกสัน เข้าพบประธานเหมา เจ๋อตง และสามารถปิดฉากความตึงเครียดที่ยืดเยื้อยาวนานมากว่า 20 ปี นับจากหลังสงครามกลางเมืองของจีนรอบที่สอง
ภาพของ ประธานาธิบดีนิกสัน เข้าพบประธานเหมา เจ๋อตง และ การเจรจาสันติภาพปารีส โดยมีการถ่ายภาพร่วมกันของ เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ กับ เล ดึ๊ก ถ่อ ตัวแทนของเวียดนามเหนือ
การเจรจาสันติภาพปารีส และการเกิดขึ้นของ Paris Peace Accords
ในเวลาเดียวกัน เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ก็เดินหน้าเจรจากับเวียดนามเหนือ นำโดย เล ดึ๊ก ถ่อ เพื่อหาทางยุติสงคราม อันนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพ 4 ฝ่าย ได้แก่
  • 1.
    ​รัฐบาลเวียดนามใต้
  • 2.
    ​สหรัฐอเมริกา
  • 3.
    ​เวียดนามเหนือ
  • 4.
    ​เวียดกง
พวกเขาลงนามในวันที่ 27 มกราคม ปี 1973(2516) มีสาระสำคัญที่สุดคือ สหรัฐฯต้องถอนทหารทั้งหมดออกจากเวียดนาม และในความเป็นจริง ทหารคอมแบตของสหรัฐได้ถูกถอนออกไปเกือบทั้งหมดตั้งแต่ปี 1972(2515) แล้ว โดยทุกฝ่ายตกลงหยุดยิง แม้ความสงบนี้จะเปราะบางเหลือเกินก็ตาม
เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ และ เล ดึ๊ก ถ่อ(Lê Đức Thọ) ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ปี 1973(2516) แต่เล ดึ๊ก ถ่อ ได้ปฏิเสธที่จะรับรางวัล เพราะเขามองว่าสงคราม “ยังไม่จบ” และเฮนรี่ คิสซิงเจอร์เองก็ได้ปฏิเสธที่จะเดินทางไปออสโล เพื่อรับรางวัลด้วย
หลังลงนามในสนธิสัญญา กองบัญชาการ MACV ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมการช่วยเหลือเวียดนามใต้ ก็ถูกยุบและลดบทบาทลง เหลือเพียงสถานะ “สำนักงานผู้ช่วยทูตทหาร” สหรัฐฯ ได้ถอนทหารชุดสุดท้ายจำนวน 72,000 นายออกไป
ต่อจากนี้ชะตาชีวิตของเวียดนามใต้ขึ้นอยู่กับ ARVN เพียงลำพัง ในปีเดียวกันนั้นเอง สหรัฐฯ ได้ประกาศเลิกระบบการเกณฑ์ทหารอย่างถาวรจึงถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุคสงครามเวียดนาม สำหรับสังคมชาวอเมริกันด้วย
เมื่อนิกสันล้ม—เวียดนามใต้ก็ล้มตาม
ปลายปี 1973(2516) ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ถูกดำเนินคดีวอเตอร์เกตโดนบีบให้ลาออก รองประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน และเขาก็ยังยึดนโยบายเดิมสำหรับเวียดนามใต้คือ ไม่ส่งกำลังทหารเข้าไปเพิ่ม ทำได้เพียงแค่ “คงเสถียรภาพของเวียดนามใต้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ในขณะเดียวกันนั้น เวียดนามเหนือก็รู้ดีว่า.. ตอนนี้เวียดนามใต้แทบไม่เหลือความสามารถใดๆ ที่จะรับมือพวกเขาได้แล้ว เพียงผลักครั้งเดียวก็ล้มครืนทันที ดังนั้นอุดมการณ์ของพวกเขายังคงชัดเจน ต้องการรวมประเทศเวียดนามให้จงได้
ภาพของ ยุทธการ “รุกฤดูใบไม้ผลิ” (Spring Offensive)
หลังความสงบชั่วคราวเพียงแค่สองปี ในช่วงปลายปี 1974(2517) เวียดนามเหนือระดมกำลังทหารกว่า 300,000 นาย โดยเปิดยุทธการ “รุกฤดูใบไม้ผลิ” (Spring Offensive) ได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนธันวาคม ปี 1974(2517) ยาวต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน ปี 1975(2518) มุ่งสู่เมืองไซ่ง่อน หวังยึดให้แตกภายในฤดูกาลเดียว
พวกเขาไล่รุกลงมาเรื่อยๆ ตามเส้นทางโฮจิมินห์ ผ่านกัมพูชา และบุกเข้าสู่ที่ราบสูงบวนมาถวด กองกำลัง ARVN ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เหงียน วัน เทียว รู้ดีว่าไม่อาจหยุดยั้งได้แล้ว
ไซ่ง่อนใกล้แตก
วันที่ 21 เมษายน 1975(2518) ประธานาธิบดี เหงียน วัน เทียว ประกาศลาออก โดยหวังว่าการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาล อาจจะเอื้ออำนวยต่อการเจรจา แต่ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว นายพล เยือง วัน มินห์ หรือ “บิ๊กมินห์” ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนสุดท้ายของเวียดนามใต้
เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำเวียดนามใต้ แกรม มาร์ติน รับรู้ชัดว่า เมืองไซ่ง่อนต้องแตกอย่างแน่นอน แต่คำถามคือ “เมื่อไร” ???
ภาพของ เหงียน วัน เทียว และ นายพล เยือง วัน มินห์(คนซ้าย)
วันที่ 29 เมษายน ปี 1975(2518) Operation Frequent Wind เวลา 10:50 น. สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดด้วยเฮลิคอปเตอร์ โดยมี
เจ้าหน้าที่สถานฑูตสหรัฐฯ ชาวอเมริกัน และพลเรือนเวียดนามใต้ที่ต้องการหนีออกจากประเทศ ต่างก็มุ่งไปยังสถานทูตสหรัฐ และอาคารสำนักงานการทูตทหาร (DAO)
ภาพที่ผู้คนต่างเบียดเสียดกันบนดาดฟ้า เป็นภาพที่เราเห็นกันบ่อยครั้งในหน้าประวัติศาสตร์โลก ซึ่งก็คือ ภาพจากเหตุการณ์จริง และปฏิบัติการในครั้งนี้เอง
เฮลิคอปเตอร์หลายลำ ไม่อาจอพยพผู้คนชาวเวียดนามใต้ได้ทั้งหมด มีหลายคนต้องหาทางหลบหนีออกจากประเทศด้วยตัวเอง จะวิธีใดก็ตามแต่ และหนึ่งในหมุดหมายสู่ประตูโลกเสรีที่ใกล้ที่สุด นั่นก็คือ “ ประเทศไทย ”
มีคำถามคือ ทำไม??..ไม่หนีไปกัมพูชาล่ะ!! ก็เพราะในเวลานั้น กัมพูชาได้อยู่ใต้อำนาจของเขมรแดงแล้ว และที่นั่นเองก็ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมขนาดใหญ่อีกชุดหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
โฆษณา