Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Letter From History
•
ติดตาม
26 ธ.ค. 2025 เวลา 03:00 • ประวัติศาสตร์
เวียดนาม
เวียดนาม ตอนที่ 7 แพ้ตั้งแต่วางแผน
หลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างยั่วยุกันไปมา ก็แน่นอนว่า สุดท้ายต้องมีคนเริ่ม เพราะไม่งั้นจะไม่มีข้ออ้างหรือความชอบธรรมในการทำสงคราม แต่ก่อนอื่น.. เราไปดูสถานการณ์ของฝั่งสหรัฐอเมริกา ลูกพี่ใหญ่ของARVN กองทัพแห่งเวียดนามใต้กัน
ในช่วงปลายปี 1964(2507) คือฤดูการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งลินดอน จอห์นสัน ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเดโมแครต และเอาชนะคู่แข่งอย่างแบร์รี โกลด์วอเตอร์จากพรรครีพับลิกันอย่างเด็ดขาด ถ้ามองเป็นป๊อปปูลาร์โหวต คือ 43 ล้านต่อ 27 ล้าน เรียกง่ายๆว่า.. ชนะถล่มทลาย
โดยฝ่ายจัดทำได้สรุปผลชัยชนะของลินดอน จอห์นสัน ว่า คนอเมริกันให้ความไว้วางใจต่อลินดอน จอห์นสันมากที่สุด ทั้งนี้รวมถึงการที่เขาจะเพิ่มกำลังทหารเพื่อแสดงแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐในเวียดนาม ยิ่งทำให้มั่นใจว่า.. สมรภูมินี้ชนะได้แน่นอน
ลินดอน จอห์นสัน
ลินดอน จอห์นสัน ก็ยังคงให้ความไว้วางใจกับโรเบิร์ต แม็คนามารา รัฐมนตรีกลาโหมคนเดิมอย่างต่อเนื่อง และยังคงให้เวสต์มอร์แลนด์เป็นผู้บัญชาการของแม็ควีในเวียดนามต่อไป อย่างที่บอก แม็คนามาราเป็นสายข้อมูล ผู้ที่ดูข้อมูลจะพบว่า ตัวชี้วัดหรือเคพีไอในการทำสงครามของเขาคือ “บอดี้เคาต์ หรือการนับศพ” ว่าระหว่างสหรัฐ~เวียดนามใต้ กับเวียดกง~เวียดนามเหนือ
ใครตายมากกว่ากัน แทนที่จะใช้ตัวชี้วัดอื่นๆ เขากลับกำหนดตัวชี้วัดเป็นบอดี้เคาต์แทน และนี่คือจุดสำคัญ เพราะในช่วงปีนั้นเอง สหรัฐอเมริกาส่งทหารเข้าไปเพิ่มอีกจาก 16,000 กว่านายในปี 1963(2506) มาเป็น 300,000 นายในปีต่อมา และในปี 1965(2508)ยังได้เพิ่มเติมทหารเข้าไปอีก โดยมาจากกองกำลังโอกินาวาของฐานทัพสหรัฐในญี่ปุ่น
ช่วงเดือนพฤศจิกายนของปี 1964(2507) สงครามได้หนักขึ้น เริ่มต้นที่สงครามที่มีชื่อว่า “สงครามเปียกู“(Pleiku War) ในพื้นที่เวียดนามใต้ สมรภูมิที่ถือได้ว่าเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ระหว่างกองกำลังผสม อาวิน–แมควี ก็คือ ฝั่งสหรัฐกับเวียดนามใต้ ภายใต้รหัส ”ปฏิบัติการ โอเปอเรชั่น โรลลิ่ง ธันเดอร์“ ซึ่งจะมีหลายสมรภูมิ สมรภูมิสงครามเปียกู สมรภูมิญาจาง ในเขตเวียดนามใต้
ภาพถ่ายในช่วงของ ปฏิบัติการ โอเปอเรชั่น โรลลิ่ง ธันเดอร์
สำหรับสหรัฐในการทำสงครามครั้งนี้ พวกเขามาพร้อมนวัตกรรมยุทธภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เราคุ้นเคยกันดี คือ ปืนกลเอ็ม16 ต้องบอกว่า เบากว่า แม่นยำกว่า บรรจุกระสุนได้มากกว่า มีระบบออโตเมติกที่ดีกว่า นี่ถือเป็นอาวุธสำคัญของทหารสหรัฐฯ ในเวียดนามใต้
ณ เวลานั้น สหรัฐหลังจากสังเกตการณ์มาหลายปี ได้ตระหนักดีว่า การเข้าถึงภูมิประเทศของเวียดนามใต้ ซึ่งเป็นเขตร้อนชื้น มีหนองน้ำ และมีป่ารกที่เข้าถึงยากนั้น แม้แต่ยานเกราะสะเทินน้ำสะเทินบกก็เข้าถึงได้ยากมาก จึงใช้ยุทธวิธีใหม่ คือ การใช้กำลังทางอากาศเป็นหน่วยสนับสนุน มีทั้งหน่วยพลร่ม ทหารม้า นาวิกโยธิน ใช้ความเหนือกว่าทางอากาศ เป็นการสร้างความได้เปรียบ พวกเขามีเครื่องบินทิ้งระเบิดโบอิ้ง บี-52 สตราโตฟอร์ตเรส และเครื่องบินลำเลียงพล เบลล์ UH-1 อิโรควอยส์ ฯลฯ.
การสู้รบที่ญาจาง (Nha Trang) ภายใต้ปฏิบัติการชื่อว่า “โอเปอเรชั่น ซิลเวอร์เบย์โอเน็ต” (Operation Silver Bayonet) หรือว่าดาบปลายปืนสีเงินของสหรัฐ กินเวลาประมาณ 1 เดือน เมื่อผนวกกับยุทธการเปียกู ซึ่งเป็นสงครามที่ใหญ่กว่ามาก แต่ทว่ากองกำลังของสหรัฐ~เวียดนามใต้ ทหารสูญเสียจำนวน 234 นายซึ่งถือว่าน้อยมาก
ภาพถ่ายและยุทธวิธีในการเคลื่อนกำลังพล
เมื่อเทียบกับเวียดกง~เวียดนามเหนือที่สูญเสียมากกว่าถึง 10 เท่า ดังนั้นอัตราส่วนคนตายของฝั่งตรงกันข้าม สำหรับสหรัฐแล้วพวกเขามองว่า การปะทะกันครั้งนี้พวกเขาคือ “ผู้ชนะ” เพราะระบบการวิเคราะห์ข้อมูลของโรเบิร์ต แม็คนามารา ใช้วิธีการนับศพ แสดงว่า เราเหนือกว่าเยอะ แต่ในขณะที่ฝั่งเวียดกง~เวียดนามเหนือ กลับมองคนละอย่าง โฮจิมินห์มองว่า ก็ไม่ต่างไปจากสงครามครั้งอื่นๆ เลย ที่เวียดนามต้องมีคนตายมากกว่าศัตรูเป็นเท่าๆ ตัว รวมถึงสมรภูมิที่เดียนเบียนฟู ซึ่งพวกเขาตายมากกว่าฝรั่งเศสถึง 3 เท่าตัว
แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็เป็นฝ่ายชนะสงครามจนได้ และในครั้งนี้ที่เปียกู (Pleiku) กับญาจาง (Nha Trang) พวกเขารู้ว่า ถึงแม้สหรัฐฯ จะมีกองกำลังสนับสนุนทางอากาศ แต่การที่กดอากาศยานสหรัฐให้ต่ำลงมา และยิงถล่มใส่ไม่ยั้งนั้นก็คือ พิมพ์เขียวในการปฏิบัติการที่พวกเขาจะดำเนินกันต่อไป และพวกเขายังมีอาวุธลับก็คือ “อุโมงค์กู๋จี” เป็นเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินที่เชื่อมถึงกันตลอด ทำให้การเคลื่อนกำลังพล การบัญชาการจากฐานทัพใต้ดิน ที่สะสมเสบียงและอาวุธมากมาย
ซึ่งกองทัพสหรัฐ~ฝ่ายเวียดนามใต้ คืออาร์วิน ต่างก็มองไม่เห็นอีกด้วย ถึงแม้ว่าต่อมาจะค้นพบอุโมงค์นี้ในภายหลัง และมีการเปิด 2 ปฎิบัติการที่เรียกว่า “โอเปอเรชั่นคริมป์” (Operation Crimp) และ “ซีดาร์ ฟอลส์”(C Operation Cedar Falls) เพื่อถล่มทำลายอุโมงค์กู๋จี
1
ภาพการตรวจสอบทางเข้าท่ออุโมงค์กู๋จี
ซึ่งปฏิบัติการเหล่านี้เน้นการปูพรมทิ้งระเบิดจากภาคอากาศให้อุโมงค์ทรุดตัวลง รวมถึงการหย่อนระเบิดลงไปในหลุมที่มันแคบมากๆ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถตัดเส้นทางอุโมงค์กู๋จีของเวียดกงได้สักเท่าไหร่เลย เพราะอุโมงค์แแห่งนี้ ยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่เป็นหลักของแผนการยุทธ์ของเวียดกงมาอีกยาวนาน
ช่วงปี 1964~65(2507~08)โฮจิมินห์อยู่ในวัย 75 ปี เริ่มต้นมีอาการป่วย ตามประสาคนแก่ทำให้ผู้นำรุ่นใหม่ของเวียดนามเหนือ เริ่มตัดสินใจนโยบายต่างๆ โดยไม่ปรึกษากับโฮจิมินห์แล้ว พวกเขามี เล สวน (Lê Duẩn) เป็นผู้นำพรรค เล ดึก โถ , เจือง จิงห์ , ฟาม วัน ดง และการสู้รบของทั้ง 2 ฝ่ายยังเดินหน้าต่อไป
ซึ่งหลักๆ คือ สหรัฐ~อาร์วินเวียดนามใต้ ยังคงรักษาฐานที่มั่นคือเมืองเอาไว้ได้ ในขณะที่เวียดกง~เวียดนามเหนือไม่สามารถรุกคืบเข้าไปในเขตเมือง ได้แต่ตรึงกำลังเอาไว้ที่ชนบทอย่างเหนียวแน่น ทั้งนี้ทหารสหรัฐเองก็เหนื่อยล้ากับสงครามในครั้งนี้อย่างมาก แต่ว่ารัฐบาลลินดอน จอห์นสันยังคงทุ่มเทสรรพกำลัง และงบประมาณเข้าสู่สงครามอย่างต่อเนื่อง ได้เพิ่มกำลังพลจาก 300,000 นายในปี 1965(2508) สู่ระดับ 385,000 นายในปี 1966(2509) และ 500,000 นายในอีก 2 ปีต่อมาคือ 1968(2511) ด้านงบประมาณไม่ต้องพูดถึง
โรเบิร์ต แม็คนามารา
เพราะมันมหาศาลเหลือเกิน ส่วนโรเบิร์ต แม็คนามารา ยังใช้ข้อมูลในการนับศพเป็นดัชนีชี้วัดของสงคราม มันทำให้เขาเชื่อมั่นว่า.. ใกล้สู่ชัยชนะเข้าไปทุกทีแล้ว นอกจากนี้ก็ยังไม่มีสิ่งใดๆ บ่งชี้ว่า.. พวกเวียดกงจะสามารถเข้าสู่เขตเมืองได้แม้แต่เมืองเดียว หากแต่ยังคงตรึงกำลังได้แค่เพียงเขตชนบทเท่านั้น
แต่แล้ว เวียดกงภายใต้ข้อเสนอของแกนนำอย่างเหงียน วัน ลิญ (Nguyễn Văn Linh) แกนนำเวียดกง ได้วางแผนในการรุกเข้าเมือง โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ เพื่อขยายเขตอิทธิพลในพื้นที่ที่พวกเขายังไม่เคยเข้าไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเมืองเว้ ราชธานีเดิมที่ตอนนี้อยู่เกือบเหนือสุดของเวียดนาม และอีกเมืองหนึ่งก็คือไซ่ง่อน
ประเทศเวียดนาม อย่างที่เราทราบกันว่า.. ใกล้ชิดสนิทสนมกับประเทศจีนมาเป็นเวลานานนับพันปีแล้ว ดังนั้นเมื่อจีนมี “ตรุษจีน” เวียดนามก็มีเช่นกันและอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันด้วยคือ “ตรุษเวียดนาม“ เป็นวันปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ มีชื่อภาษาเวียดนามว่า “เต็ด เหวียน ดาน” (Tết Nguyên Đán) ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงปลายเดือนมกราคม จนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และโดยปกติแล้วชาวเวียดนามที่อยู่ห่างไกลจากเขตชนบท ก็จะเดินทางเข้าไปในเมืองใหญ่ๆ เพื่อเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องในช่วงเวลานี้อย่างคึกคัก
แต่ทว่า.. ตรุษเวียดนามของปี 1968(2511) นั้นมีความพิศดารตรงที่ดูเหมือนจะมีคนหน้าตาแปลกๆ โดยเฉพาะเป็นชายฉกรรจ์ที่ดูรูปร่างล่ำสันเข้าไปในเขตเมืองหลักเยอะแยะมากมาย หรืออาจเป็นช่วงเวลาเฉลิมฉลองที่ใครๆ ก็จะเข้าไปซื้อของในเมืองกันก็เป็นได้
ภาพของเมืองไซ่ง่อนหลังจากที่การรบจบลง
และแล้ว.. กลุ่มชายฉกรรจ์ที่สวมชุดพลเรือนเหล่านั้น ได้เข้าไปในเมืองหลักๆ เช่น เมืองเว้ เมืองไซ่ง่อน ซึ่งทั้ง 2 เมืองนี้อยู่ห่างกันเป็นร้อยๆกิโล แต่กลับเริ่มต้นปฏิบัติการทางทหารโดยพร้อมเพรียงกันในวันที่ 30 มกราคม ปี 1968(2511) โดยสลัดชุดพลเรือนออกแล้วสวมใส่เครื่องแบบทหารทันที และฉวยโอกาสเข้าโจมตีในขณะที่ชาวเวียดนามใต้กำลังร่วมเฉลิมฉลองกันในวันขึ้นปีใหม่ รวมทั้งกองกำลังอาร์วินด้วยอย่างชนิดตั้งตัวไม่ทัน
การเข้าโจมตีเวียดนามใต้ในครั้งนี้.. ฝ่ายเวียดกงวางแผนให้กองกำลังสวมใส่เสื้อผ้าชุดพลเรือน และแทรกตัวเข้าไปในอุโมงค์กู๋จี และเปิดปฏิบัติการทางทหารพร้อมกันในเมืองต่างๆ ซึ่งเป็นเมืองหลักรวม 36 จังหวัดจากทั้งหมดคือ 44 จังหวัดของเวียดนามใต้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน
จึงนับเป็น “เซอร์ไพรส์แอทแทค” ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังเวียดนามใต้เอง หรือแม้กระทั่งแมควีของสหรัฐอเมริกาก็ตาม
ซึ่งจุดที่สำคัญมาก.. แน่นอนก็คือ “ไซ่ง่อน” เป็นเมืองหลวงของเวียดนามใต้ และอีกจุดที่สำคัญเช่นกัน แถมเปราะบางด้วย เพราะอยู่ใกล้กับเส้นขนานที่ 17 แทบจะอยู่ตรงกึ่งกลางของประเทศเลยก็ว่าได้คือ “เมืองเว้” ราชธานีเดิมของราชวงศ์เหงียนในจังหวัดเถื่อเทียนเว้ อยู่ติดชายแดนของเวียดนามเหนือ
ภาพบรรยากาศในช่วงของการรุกตรุษเวียดนาม
การสู้รบในทุกที่ทุกจุดที่ได้เปิดการโจมตีกันนั้น กำลังพลเวียดกงผสมกับเวียดนามเหนือรวมประมาณ 80,000 นาย โจมตีสายฟ้าแลบ ในเบื้องต้นแน่นอนว่า ทั้งทหารเวียดนามใต้และสหรัฐไม่ทันได้ตั้งตัว ต้องสูญเสียเป็นจำนวนมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพลเรือนในเขตเมืองเหล่านั้น ที่ไม่เคยเจอกับภัยสงครามในระยะประชั้นชิด แถมเป็นสงครามในเขตเมืองอีกด้วย
สำหรับที่เมืองเว้นั้น ทหารเวียดกงสามารถบุกเข้าไปถึงยังกำแพงเมืองชั้นในของเมืองเว้ และประสานกับกองทัพเวียดนามเหนือ ขอกำลังเสริมเพิ่มเข้าไปยังพื้นที่ภายในเมืองได้สำเร็จด้วย
ฝ่ายกองกำลังแมควีสหรัฐผสมกับกองกำลังอาร์วินเวียดนามใต้ ก็ต่อสู้ตีโต้กลับจนสามารถยึดพื้นที่คืนได้บางส่วนและชักธงเวียดนามใต้กลับขึ้นมาได้อีกครั้ง ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกันนั้นเอง พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้เวลาประมาณ 20 วัน ในการเผด็จศึกขับไล่เวียดกง~เวียดนามเหนือออกไปจากเมืองเว้ได้สำเร็จ
1
แต่เรื่องก็ยังไม่จบลง..
เพราะเมืองอื่นๆ ที่โดนเวียดกง~เวียดนามเหนือโจมตีไว้นั้น กว่าจะสงบลงได้อย่างราบคาบและเป็นทางการ ก็ยืดเยื้อยาวนานไปจนถึงเดือนสิงหาคม ปี 1968(2511)
ภาพการเคลื่อนกำลังพลของเวียดนามเหนือในการรุกเวียดนามใต้
สงครามยึดเมืองในครั้งนี้ ทำให้ฝ่ายสหรัฐอเมริกา~เวียดนามใต้ มีทหารเสียชีวิตไปมากกว่า 10,000 นาย ส่วนฝ่ายเวียดกง~เวียดนามเหนือ เสียชีวิตมากกว่า 100,000 นาย นี่ยังไม่นับรวมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพลเรือน เพราะเป็นการรบในเขตเมือง ที่มีผู้คนอาศัยอยู่จำนวนมาก ส่งผลกระทบทำให้คนเมืองเว้ 1 ใน 3 ต้องกลายเป็นผู้ไร้บ้าน และครอบครัวแตกสลาย
ขอเล่าเสริมด้วย ภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่สะเทือนอารมณ์ต่อผู้คนจำนวนมากภาพหนึ่งคือ ภาพที่อธิบดีกรมตำรวจของเวียดนามใต้ ได้ชักปืนสั้นออกมายิงชายผู้หนึ่งที่อยู่ในชุดพลเรือนจนถึงแก่ความตาย ทั้งๆ ที่ไม่มีทางต่อสู้เลย เพราะถูกใส่กุญแจมือทั้งสองข้าง
2
โดยภาพนี้ถูกโจษจันกันมากว่า..เจ้าหน้าที่ตำรวจคนนี้เหี้ยมโหดมาก เพราะยิงสังหารพลเรือน ภาพนี้ถ่ายโดยช่างภาพของสำนักข่าวAP ก็คือ Associated Press ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ปี 1968(2511) ที่เมืองไซ่ง่อน
เหงียน ง็อก โลน ขณะกำลังยิง เหวียน วัน เลิม
ในภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถืออาวุธปืนสมิท รีวอลเวอร์.38 มีชื่อว่า “เหงียน ง็อก โลน” เป็นอธิบดีกรมตำรวจเวียดนามใต้ ส่วนผู้ที่โดนยิงตายสวมชุดพลเรือน และถูกใส่กุญแจมือชื่อว่า ”เหวียน วัน เลิม“ เป็นร้อยเอกแห่งกองกำลังเวียดกง สวมชุดพลเรือนพรางตัวปะปนเข้ามา เพื่อปฏิบัติการทางทหารในเมืองไซ่ง่อน
และร้อยเอกเวียดกงคนนี้ ได้สังหารครอบครัวของพันตำรวจโท ”เหวียน ตวน “ พร้อมภรรยา และแม่วัย 80 ปีของเขา พร้อมทั้งลูกๆ ของเขา รวมกันแล้วตายเกือบยกครัว มีรอดชีวิตเพียงคนเดียวก็คือลูกชายวัย 9 ขวบของพันตำรวจโท ”เหวียน ตวน“ ที่รอดมาจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น
1
https://shorturl.asia/ZpimT
1
คลิป เหงียน ง็อก โลน ขณะ รันไกปืนสังหาร เหวียน วัน เลิม
เหตุการณ์สังหารฆ่ายกครัวในครั้งนี้ ได้รับการพิสูจน์ออกมาแล้วว่า ชายที่โดนยิงในภาพคือ ร้อยเอก เหวียน วัน เลิม เป็นผู้กระทำการอุกอาจจริง จึงทำให้ ”เหงียน ง็อก โลน“ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมตำรวจของเวียดนามใต้ในขณะนั้น ได้บรรลุแก่โทสะชักปืนขึ้นมายิงสังหารร้อยเอกเวียดกงผู้นี้ จนถึงแก่ความตายในที่สุด
สงครามได้คร่าชีวิตผู้คนมากมาย สงครามไม่เคยปรานีใคร แม้แต่เด็กน้อย ผู้หญิง และคนแก่ ภาพนี้เป็นภาพที่เล่าขานกันมาช้านาน จึงขอเล่าเพิ่มเติมให้ความเข้าใจว่าภาพนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "ยุทธการตรุษเวียดนาม" Tet Offensive
1
และโดยภาพรวมของสงครามนี้.. จบลงด้วยชัยชนะของกองกำลังผสมแมควีจากสหรัฐ~อาร์วินแห่งเวียดนามใต้ แต่มันกลับกลายเป็นจุดพลิกผัน เป็นชัยชนะที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ในวันข้างหน้า ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะสงสัยกับประโยคที่ว่า.. “มีชัยชนะแล้ว พลิกผันเป็นพ่ายแพ้..ได้อย่างไรกัน ??? “ โปรดติดตามในตอนหน้าครับ
2
ฝากกดถูกใจ กดแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ
Reference ตอนที่ 7 แพ้ตั้งแต่วางแผน
https://shorturl.asia/RXqMn
https://shorturl.asia/XZFGR
https://shorturl.asia/5vxX7
https://shorturl.asia/hD2lb
https://shorturl.asia/lesqS
https://shorturl.asia/EJDH9
https://shorturl.asia/ZpimT
https://shorturl.asia/yF1SU
https://shorturl.asia/hnj6b
เรื่องเล่า
ประวัติศาสตร์
ความรู้รอบตัว
20 บันทึก
17
7
14
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
เวียดนาม ประเทศเล็กที่ล้มมหาอำนาจ
20
17
7
14
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย