10 ธ.ค. 2025 เวลา 03:00 • ประวัติศาสตร์
เวียดนาม

เวียดนาม ตอนที่ 6 เลือกปฏิบัติทางศาสนา

หลังจากที่เวียดนามโดนแบ่งออกเป็น 2 ส่วนแล้ว โง ดิ่ญ เสี่ยม ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ และด้วยความทะเยอทะยานของเขา นอกเหนือไปจากมิติของเศรษฐกิจซึ่งมีการกินรวบโดยคนในตระกูลโงแล้ว ในมิติของศาสนาเขาก็ยังต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงเวียดนามใต้ซึ่งมีชาวพุทธนิกายมหายานมากกว่า80%ให้กลายเป็นรัฐคาทอลิกตามเขาและครอบครัวไปด้วย
ในขณะเดียวกับที่ฟากฝั่งของสหรัฐอเมริกา จอห์น เอฟ. เคนเนดี จากพรรคเดโมแครต เอาชนะแคนดิเดตจากพรรครีพับลิกันคือ ริชาร์ด นิกสันได้สำเร็จ เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี คนที่ 35 และในช่วงเวลานี้เองได้มีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นหลายๆ อย่าง
ซึ่งถือเป็นช่วงท้าทายความสามารถของผู้นำหนุ่มเป็นอย่างยิ่ง เช่น การรัฐประหารรัฐบาลคิวบาโดยฟิเดล คาสโตรทำให้สหรัฐอเมริกาต้องส่งกองกำลังไปช่วยยึดอำนาจคืน แต่ทว่ากลับล้มเหลว ทำให้ต้องกลายเป็นตัวตลกในเวทีโลก และกระแสความนิยมเริ่มตกต่ำเมื่อเทียบกับทหารเก่าที่เก๋าเกมอย่าง ไอเซน ฮาว เวอร์
ฟิเดล คาสโตร
นอกจากนี้สถานการณ์ยังบานปลายไปสู่วิกฤตการณ์นิวเคลียร์กับสหภาพโซเวียต ที่ในเบื้องต้นสหรัฐเลือกที่จะไม่ใช้กำลังทหาร ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของจอห์น เอฟ. เคนเนดีนั้นดูอ่อนแอมาก และเรื่องที่เยอรมันตะวันออกกับสหภาพโซเวียตจะมีการสร้างกำแพงเบอร์ลิน ก็ส่งผลให้อุณหภูมิของสงครามเย็นร้อนระอุขึ้นไปอีก
ดังนั้นการปกป้องเวียดนามใต้ให้รอดพ้นจากการปกครองของเวียดนามเหนือ จึงเป็นอีกหนึ่งความสำคัญที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนโดยการเพิ่มกำลังทหารกว่า 10,000 คนเข้าไปยุคเคนเนดี้ และก้าวไปสู่หลัก 500,000 กว่าคนในรัฐบาลต่อไป
ในเดือนมกราคมปี 1963(2506) ก็เกิดเหตุสู้รบรุนแรงขึ้นเมื่อกองพลที่ 7 แห่งเวียดนามใต้หรือกองกำลัง ”อาร์วิน“ ที่มีกำลังทหารมากกว่าเวียดกงถึง 10 เท่าได้ปิดล้อมกำลังพล 2 กองพันของเวียดกงเอาไว้ที่หมู่บ้านอัปบั๊ก(Ấp Bắc)ในจังหวัดเตียนยาง(Tiền Giang) ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า “อาร์วิน“ เป็นกองกำลังที่ได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษจากทหารอเมริกัน
แผนที่ของจังหวัดเตียนยาง ,ภาพประกอบสมรภูมิที่หมู่บ้านอัปบั๊ก , ARVN M113 คล้ายกับที่ใช้ใน Ấp Bắc , เฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธ UH-1 ลำนี้เป็นหนึ่งในเฮลิคอปเตอร์จำนวน 5 ลำที่ถูกยิงตกในยุทธการที่เมืองẤp Bắc ตามลำดับ
ดังนั้นยุทธวิธีรวมทั้งยุทโธปกรณ์ก็ต้องมีความทันสมัยมากกว่า แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ กองกำลังของเวียดกงสามารถเอาชนะกองกำลังอาร์วิน ได้และหลบหนีเข้าไปในป่า สำหรับความสูญเสียของพวกเวียดกงที่อัปบั๊ก(Ấp Bắc) ถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับฝ่ายศัตรู
ณ เวลานั้น ถ้าเรามองดูว่า ถูกรุมด้วยคนที่มากกว่า+อาวุธที่เหนือกว่า ทันสมัยที่สุดในโลกก็ว่าได้ อีกทั้งยังเป็นการกระหน่ำยิงจากกลุ่มของอาร์วินอย่างหนักหน่วง แต่สุดท้ายกลุ่มเวียดกงเสียชีวิต 18 คนและบาดเจ็บเพียงแค่ 39 คนเท่านั้น ในขณะที่กลุ่มของอาร์วิน หรือกองกำลังเวียดนามใต้
กลับเป็นฝ่ายสูญเสียหนักกว่ามากนัก ด้วยเหตุการณ์นี้ถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่สำคัญให้กับฝ่ายเวียดกง ขณะเดียวกับที่มันเป็นความน่าอับอายไม่เฉพาะแต่กองกำลังอาร์วินแห่งเวียดนามใต้เท่านั้น หากแต่ยังเป็นของกองทัพสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่ที่เริ่มต้นเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านทหารด้วย
แน่นอนที่สุดว่า มันคือสัญญาณที่รัฐบาลแห่งวอชิงตัน ต้องเริ่มมอง โง ดิ่ญ เสี่ยม ใหม่ด้วยแง่ลบ คำถามใหญ่โตมากคือ รัฐบาลโง ดิ่ญ เสี่ยม มัวทำอะไรอยู่!!! นอกจากนี้ยังได้มีการสืบส่องไปถึงการบริหารประเทศก็พบว่า รัฐบาลโง ดิ่ญ เสี่ยมกำลังทำลายตัวเองด้วยปัญหาการคอร์รัปชัน และการกินรวบประเทศที่รุนแรง แถมยังไร้ความสามารถในการสู้รบกับเวียดกงที่ใช้ยุทธวิธีแบบกองโจรจนสามารถเอาชนะได้ทั้งที่มีสหรัฐฯ หนุนหลังอยู่ แม้แต่เคนเนดี้ยังต้องส่ายหัวต่อสถานะการณ์ความเน่าเฟะของเวียดนามใต้ ภายใต้ตระกูลโง
โง ดิ่ญ เสี่ยม
เพราะมันคือ การผูกระเบิดเวลาติดเอาไว้กับเวียดนามใต้ จึงคิดอยู่ว่า ควรจะส่งหน่วยซีไอเอเข้าไปล้มล้างรัฐบาลโงดีหรือไม่ ดังนั้นจึงตัดสินใจส่งมือขวาคือ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมที่มีชื่อว่า “โรเบิร์ต แม็กนามารา” เข้าไปยังเวียดนามใต้เพื่อดูสถานการณ์ให้เห็นกับตา ซึ่งคนๆ นี้ต่อไปจะมีบทบาทสูงมากในสงครามเวียดนาม ได้กลับมารายงานต่อประธานาธิบดีเคนเนดีว่า “ เวียดนามใต้ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงเลย” และเดี๋ยวเราจะมาไล่เรียงกันนะว่า รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมผู้นี้มีประวัติน่าสนใจมากทีเดียว
เราไปดูที่เวียดนามใต้กันต่อ สิ่งที่ถือว่าทำให้สถานการณ์ย่ำแย่คงไม่ใช่เฉพาะเรื่องการกินรวบประเทศของตระกูลโงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของความพยายามในการแปลงเวียดนามให้กลายเป็นรัฐคาทอลิกด้วย
และเรื่องราวเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 1963(2506) เป็นเดือนวิสาขะของชาวพุทธ ตามปกติแล้วจะมีการประดับประดาธงเตรียมฉลองวันวิสาขบูชา แต่เจ้าหน้าที่ของเวียดนามใต้สั่งให้มีการปลดธงลง เพราะว่ากำลังจะมีพิธีคริสต์คาทอลิก โดยที่จะมีพระราชาคณะโง ดิ่น ถุก เข้ามาในช่วงเวลานี้ด้วย ทำให้ชาวพุทธมหายานที่เวียดนามใต้ไม่พอใจ
ภาพผู้เสียชีวิตจากการประท้วง
มีการประท้วงที่เมืองไซ่ง่อน และอีกหลายๆ เมือง เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความสงบภายใต้การบังคับบัญชาของโง ดิ่ญ ญู ปราบปรามผู้ประท้วงชาวพุทธเสียชีวิตไป 9 คน และมีการปะทะกันระหว่างชาวคริสต์กับชาวพุทธรวมถึงมีการบุกรุกทุบทำลายวัดพุทธอย่างต่อเนื่องด้วย จนกระทั่งวันที่ 11 มิถุนายน ปี 1963(2506) พระภิกษทิก กว๋าง ดึ๊ก เดินทางมาที่สี่แยกในเขตชุมชนเมืองไซ่ง่อน แล้วท่านได้จุดไฟเผาตัวท่านเองจนมรณภาพ เพื่อเป็นการประท้วงต่อนโยบายการเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่นับถือพุทธศาสนาในเวียดนามใต้
เหตุโศกนาฏกรรมนี้เรียกว่า “วิกฤตพุทธศาสนาในเวียดนามใต้”(Buddhist Crisis) เป็นเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ชาวเวียดนามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวโลกทุกคนที่ได้เห็นภาพดังกล่าว และเหตุการณ์นี้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงกรุงวอชิงตันดีซี เพราะว่าได้เกิดเหตุการณ์เผาตัวเองของพระภิกษุขึ้นอีกรวม 6 รูปที่เวียดนามใต้
มันคือจุดที่รัฐบาลเคนเนดี เกินจะอดทนต่อตระกูลโง ผู้ครองอำนาจที่กำลังทำลายเสถียรภาพของเวียดนามใต้อยู่ และในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานนี้ ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ให้สัมภาษณ์ทางทีวีกับวอลเตอร์ โครไนต์ ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดังของสหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษที่ 60 ว่า the repressions against the Buddhists … were very unwise แปลเป็นภาษาไทยว่า "การไปปราบปรามชาวพุทธ…ไม่ฉลาดเลย"
ภาพเหตุการณ์พระภิกษทิก กว๋าง ดึ๊ก เผาตัวเอง
มิหนำซ้ำกลับเลวร้ายขึ้นไปแบบระดับสุดขีด เมื่อน้องสะใภ้ของโง ดิ่ญ เสี่ยม ชื่อว่า“มาดามญู”หรือ “เจิ่น เหละ ซวน” ภรรยาของโง ดิ่ญ ญู ด้วยความบ้าอำนาจของนาง ต้องบอกแบบนี้เลยตัวนางเองมีชาติกำเนิดเป็นไฮโซเวียดนาม ในช่วงแรกเธอก็เป็นพุทธศาสนิกชน นิกายมหายาน ต่อมาเธอก็เปลี่ยนมาเป็นคาทอลิก เจิ่น เหละ ซวน
ได้แสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ที่พระภิกษุ ทิก กว๋าง ดึ๊ก ท่านเผาตัวเองจนมรณภาพ และเหตุการณ์ที่มีพระภิกษุอีก 5 รูปเผาตัวเองจนมรณภาพเช่นกัน ด้วยการบอกว่า “ถ้าใครคิดจะทำบาร์บีคิวอีก บอกฉันนะ ฉันจะเอาน้ำมันกับไฟแช็กไปให้เอง“ ซึ่งหมายถึง พระภิกษุที่ทำการเผาตัวเอง
สถานการณ์เหล่านี้เอง ทำให้เกิดวิกฤตชุมชนชาวพุทธในเวียดนามใต้ และส่งผลกระทบต่อทั้งสงฆ์รวมทั้งฆราวาส พฤติกรรมไฮโซ ปากเปราะ ของมาดามญู ผนวกกับสถานการณ์ที่เปราะบางอยู่แล้ว ก็คือพื้นฐานที่สหรัฐอเมริกาประเมินว่า.. ถ้าพวกเขายังคงพึ่งตระกูลโง ต่อไป เป็นอันว่าโดมิโนตัวแรกล้มแน่ๆ เวียดนามใต้คงสิ้นแผ่นดิน เพราะแพ้เวียดกงและเวียดนามเหนือ จากนั้นก็คงมีชาติอื่นๆ ต่อไปในเอเชียอย่างแน่นอน..
โง ดิ่ญ ญู กับ เจิ่น เหละ ซวน
ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1963(2506) เกิดเหตุการณ์รัฐประหารที่เวียดนามใต้ โค่นล้มอำนาจของโง ดิ่ญ เสี่ยมและโง ดิ่ญ ญู ด้วยฝีมือของกองทัพแห่งเวียดนามใต้ ซึ่งบุคคลทั้งสองได้ถูกสังหารในอีก 1 วันถัดมาคือ วันที่ 2 พฤศจิกายน ปี 1963(2506) เป็นการปิดฉากอำนาจของตระกูลโงในเวียดนามใต้
และแน่นอนว่า.. สหรัฐอเมริกาคือ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโค่นอำนาจในครั้งนี้ ผ่านทางซีไอเอ ถ้าจะถามว่า แล้วรู้ได้อย่างไรกัน ก็เพราะโดยปกติแล้ว เอกสารชั้นความลับสุดยอดขั้นสูงสุดของซีไอเอนั้น จะถูกปลดระดับออกจากชั้นความลับเผยแพร่ต่อสาธารณะโดยประมาณ 25 ปีหลังจากนั้น แล้วจึงถูกเปิดเผยสู่ชาวโลก
ถ้าถามว่า..ทำไมถึงต้องทำอย่างนี้ด้วยล่ะ คำตอบคือ เพราะสหรัฐอเมริกาต้องการผู้นำที่สามารถประคับประคองเวียดนามใต้ไม่ให้ล่มสลาย และกลายเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยฝีมือของเวียดนามเหนือซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ได้ และในอีก 20 วันต่อมาหลังจากนั้น จอห์น เอฟ. เคนเนดี ก็ถูกลอบสังหารที่รัฐเท็กซัส ทำให้รองประธานาธิบดี ลินดอน เบนส์ จอห์นสัน หรือวายบีเจ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทนที่
ภาพเหตุการณ์ เหตุการณ์รัฐประหารที่เวียดนามใต้ โค่นล้มอำนาจของโง ดิ่ญ เสี่ยมและโง ดิ่ญ ญู
ดังนั้น ด้วยบทบาทของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อเวียดนามใต้ในยุคของเคนเนดีตลอด 3 ปีคือ 1961~ 1963(2504~2506) นั้นเป็นอย่างไรบ้าง คือในปีแรกสหรัฐอเมริกาส่งกำลังไปที่เวียดนามใต้ 900 คน จากนั้นภายในเวลา 3 ปีได้ขยับขึ้นมาเป็น 16,000 คนและในปีสุดท้าย 1963(2506) ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ โดยเริ่มที่เวียดนามเป็นชาติแรก
เรื่องราวหลังจากนี้ ต่อไปจะมีคำเฉพาะที่เรียกกลุ่มต่างๆ เยอะมาก จึงต้องขอแจกแจงให้รับทราบตามนี้ก่อนนะครับ
เราจะได้ยินคำว่า เวียดมินห์ / เวียดกง / บุคคลสำคัญอย่างรัฐมนตรีกลาโหม ชื่อ โรเบิร์ต แม็คนามารา มีที่มาอย่างไร / ศูนย์บัญชาการทหารในเวียดนามที่เรียกว่า แม็ควี คืออะไร / ทำงานสอดประสานกันอย่างไรกับกองกำลังแห่งเวียดนามใต้ / พลเอกวิลเลียม เวสต์มอร์แลนด์ เป็นใครมาจากไหน
คำแรก เวียดมินห์ คือ เป็นขบวนการกู้ชาติต่อสู้กับฝรั่งเศส จนได้ชัยชนะที่เดียนเบียนฟู ตอนนี้พวกเขากลายเป็นกองกำลังของรัฐบาลใหม่ของเวียดนามเหนือไปแล้ว
คำต่อมา เวียดกง คือ ขบวนการแนวร่วมแห่งชาติปลดปล่อยเวียดนามใต้ โดยมีผู้ก่อตั้งนามว่า “เหงียน ฮู้ ถ่อ”เป็นกองกำลังจรยุทธ์คอมมิวนิสต์ใต้ พูดง่ายๆ คือ อยู่ฝั่งเดียวกับเวียดนามเหนือ เพียงแต่ถิ่นฐานของเขาอยู่ในเวียดนามใต้ ตั้งแต่จังหวัดกว๋างจิ ลงไป ก็คือเส้นขนานที่ 17 ลงไป
1
เหงียน ฮู้ ถ่อ
ดังนั้น เวลาไล่เรียง เราจะได้ยินคำว่า เวียดกงและกองทัพเวียดนามเหนือ จริงๆ คือพวกเดียวกัน แต่อยู่คนละที่ ถือว่าไม่ใช่กองทัพที่เป็นทางการของเวียดนามเหนือ
ดังนั้น คู่สงครามของสงครามเวียดนาม ได้แก่ กองทัพผสมของสหรัฐอเมริกา ที่มีฐานทัพชื่อว่า “แม็ควี” กับกองทัพเวียดนามใต้ มีชื่อย่อฝรั่งว่า ”ARVN“ อีกฝ่ายหนึ่งคือ เวียดกง ที่ได้รับการสนับสนุนโดยเวียดนามเหนือ สำหรับเวียดกงนั้น คนอเมริกันเรียกย่อว่า VC (Victer Charlie)
ชื่ออย่างเป็นทางการคือ NFL — National Front for Liberation
กองบัญชาการทหารสหรัฐฯ ในเวียดนาม มีชื่อว่า MACV ย่อมาจาก Military Assistance Command, Vietnam ก่อตั้งขึ้นในปี 1962(2505) ผู้บัญชาการคนแรกคือ พอล ดี. ฮาร์คินส์ เขาดำรงตำแหน่งต่อมาจนถึงปี 1964(2507) จากนั้น พลเอก วิลเลียม เวสต์มอร์แลนด์ ก็เข้ามารับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการสูงสุด และเขาคนนี้เลยคือ ผู้ที่ร่วมปฏิบัติการจนเกือบช่วงสุดท้ายปลายทศวรรษที่ 60 ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน
ลินดอน จอห์นสัน
ซึ่งในช่วงนั้น ลินดอน จอห์นสัน เริ่มต้นทบทวนแล้วว่าจะเอาอย่างไรดี นายทหารคนนี้ วิลเลียม เวสต์มอร์แลนด์ คือคนที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ หรือว่า โรเบิร์ต แม็คนามารา เป็นคนเลือกขึ้นมา และเสนอต่อเคนเนดี้ด้วยตัวเอง โดยเขายืนยันหนักแน่นว่า.. เวสต์มอร์แลนด์ เป็นคนที่ดีที่สุดที่เรามี อย่างไม่ต้องสงสัยใดๆ เลย
ก่อนที่เราจะเริ่มต้นไล่เรียงความขัดแย้งกัน ขออนุญาตพูดถึง โรเบิร์ต แม็คนามารา รัฐมนตรีกลาโหมที่อยู่ในเกือบจะทุกขั้นทุกตอนของสงครามเวียดนามเลย
โรเบิร์ต แม็คนามารา คนนี้ ดังที่เกริ่นเอาไว้ตั้งแต่ตอนต้นเลย มีพื้นหลังที่หลายคนสงสัยว่ามาได้อย่างไร? เพราะก่อนหน้าที่เขาจะเข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ หรือว่า Secretary of Defense ในชุดของเคนเนดี้ เขาเป็นซีอีโอของบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี มาก่อน ใช่เลยครับ.. บริษัทที่ผลิตรถยนต์ฟอร์ด!!!
คำถามคือ จากซีอีโอของบริษัทฟอร์ด แล้วมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมได้อย่างไร โรเบิร์ต แม็คนามาราคนนี้ เป็นคนแคลิฟอร์เนีย เขาจบปริญญาตรีจาก UC Berkeley ก่อนที่จะเรียนปริญญาโท MBA ที่ฮาร์วาร์ด Business School ได้คะแนนเกียรตินิยมสูงสุด ก่อนที่จะเข้าไปเป็นอาจารย์สอนที่ HBS สถานที่ซึ่งเขาจบมา
โรเบิร์ต แม็คนามารา
ระหว่างที่เป็นอาจารย์ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี ตัวเขาก็ได้เข้าร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในตำแหน่งเรืออากาศเอก ตอนแรกที่อ่านก็งงๆ นะอยู่ๆ ก็เอาอาจาย์ที่สอนหนังสือไปเป็นทหาร และคำตอบก็คือ ระหว่างที่เขาเป็นอาจารย์หนุ่มอยู่ที่ HBS เขาทำงานวิจัยเกี่ยวกับการทำงานของกองทัพสหรัฐฯ อยู่แล้ว สิ่งที่เขาทำคือ เป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลของเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐในพื้นที่ต่างๆ ว่าง่ายๆ ถ้าเป็นศัพท์ปัจจุบันก็เรียกว่าเป็น Data Analyst
เพราะการเป็นบุคคลที่ใช้ข้อมูลการคิดวิเคราะห์อ้างอิงเป็นเคพีไอในการทำสงครามมีผลต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ซึ่งแนวทางของการทำงานแบบ Data Analyst ของเขามีความสำคัญมากพอสมควร ทีนี้พอจบสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น มองเห็นแววของดาวรุ่งในกองทัพสหรัฐฯ จึงได้มีการคัดเลือกดาวรุ่งเหล่านี้จากกองทัพสหรัฐ เข้าไปทำงานในบริษัทด้วย และกลุ่มคนเหล่านี้ถูกเรียกว่า "วิซคิด" (Wizkid) พูดง่าย ๆ เป็นกลุ่มคนเก่งแบบ avenger ที่ใช้สมอง ไม่ได้ใช้กำลัง ซึ่งมีโรเบิร์ต แม็คนามารา รวมอยู่ในนั้นด้วย
ด้วยผลงานที่ดี ตัวเขาได้รับการโปรโมตให้เป็นประธานของบริษัทในปี 1960(2503)ถือเป็นซีอีโอคนที่ 2 นอกตระกูลฟอร์ดเลย เขาอยู่ในตำแหน่งได้ประมาณแค่ 2 เดือน ก็ได้รับการทาบทามจากรัฐบาลเดโมแครตที่เพิ่งเอาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี
ภาพของ จอห์น เอฟ เคนเนดี กับ โรเบิร์ต แม็คนามารา ขณะกำลังประชุม
โดยเคนเนดีได้เลือกเขาให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และเมื่อได้พบหน้ากันครั้งแรกเขาถาม จอห์น เอฟ เคนเนดี ว่า.. ท่านเลือกผมได้ยังไง ผมเป็นคนที่ไม่มีความรู้เรื่องการเมืองเลยนะ ซึ่งเคนเนดีตอบกลับว่า.. ผมเองก็ไม่มีประสบการณ์เป็นประธานาธิบดีเหมือนกัน งั้นเรา 2 คนลองมาทำสิ่งใหม่ๆ ไปด้วยกันไหม??
ดูจากปีที่เข้ารับตำแหน่ง เขาคือคนที่อยู่ข้างกายเคนเนดีตลอด 3 ปี เขาเป็นคนสำคัญในการคลี่คลายวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ที่คิวบาในปี 1962(2505) รวมทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดในสงครามเย็นที่เบอร์ลิน และถึงแม้ว่าเคนเนดีจะถูกสังหารในปี 1963(2606) แต่ว่าผู้สืบทอดของเคนเนดีคือ ลินดอน เบนส์ จอห์นสัน รองประธานาธิบดีที่ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ก็ยังคงไว้วางใจให้เขาทำหน้าที่รัฐมนตรีกลาโหมต่อไป
ทีนี้เราก็กลับไปกันที่เวียดนามใต้ หลังจากการล่มสลายลงของรัฐบาลโง ดิ่ญ เสี่ยม และตระกูลโงในเวียดนามใต้แล้ว ผู้ปกครองคนใหม่ก็คือประธานาธิบดีเหงียน วัน เถียว (Nguyễn Văn Thiệu) โดยมีเหงียน เก๋า กี(Nguyễn Cao Kỳ) อดีตทหารอากาศสายอเมริกันมาเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ต่อไปจะได้เป็นรองประธานาธิบดีเวียดนามใต้ด้วย อีกทั้งลินดอน จอห์นสัน ก็ได้ส่งแม็ค นามารา ให้ไปดูลาดเลาเพื่อที่จะวิเคราะห์ เหงียน วัน เถียวและนายกรัฐมนตรีเหงียน เก๋า กี ว่าเป็นอย่างไร
ประธานาธิบดีเหงียน วัน เถียว (Nguyễn Văn Thiệu) กับ เหงียน เก๋า กี(Nguyễn Cao Kỳ)
ในวันที่พบกันเหวียน เก๋า กี สวมใส่เครื่องแบบที่ออกแบบเอง โดยท่อนบนสีขาว ท่อนล่างสีดำ ซึ่งสื่ออเมริกันต่างก็วิจารณ์กันว่า เหงียน เก๋า กี แต่งตัวเหมือนนักร้องไนต์คลับเกรด 2 ที่อเมริกา แต่อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 คนนี้ต่างก็มีบทบาทสำคัญต่อสงครามเวียดนาม จนเกือบถึงวันสิ้นสุดของสงครามในวันที่ 30 เมษายน ปี 1975(2518) กันเลยทีเดียว
ในช่วงระหว่างการดูเชิงของฝ่ายเวียดนามเหนือ~เวียดกง / เวียดนามใต้~สหรัฐ กันอยู่นั้น ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เป็นชนวนของความรุนแรงขึ้น และทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายต้องมาสู้รบกันคือ ในวันที่ 2 สิงหาคม ปี 1964(2507) ทหารยามชายฝั่งของเวียดนามเหนือที่อ่าวตังเกี๋ย ตรวจพบเรือรบสหรัฐ ยูเอสเอส แมดด็อกซ์ (DD-731) ที่ลาดตระเวนอยู่บริเวณชายฝั่งเวียดนามเหนือ
ทั้ง 2 ฝ่ายต่างมองว่า เป็นการยั่วยุซึ่งกันและกัน โดยฝ่ายสหรัฐฯ อ้างว่า.. ยามชายฝั่งเวียดนามเหนือได้เปิดการโจมตีก่อน จึงทำให้เรือรบสหรัฐทั้งยูเอสเอส แมดด็อกซ์ (DD-731) และยูเอสเอส เทิร์นเนอร์ จอย(DD-951) ซึ่งเป็นเรือพิฆาต จำเป็นต้องยิงตอบโต้ไปบ้าง
ฟังดูแล้วรู้สึกคุ้นๆ เหมือนกับเหตุการณ์ที่เป็นชนวนสงครามระหว่างฝรั่งเศส~เวียดนาม ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่มีผิด ช่างเป็นกลยุทธ์ที่นิยมใช้กันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้กันเลย และสิ่งนี้เองก็กลายเป็นการจุดชนวนของสงครามที่ยืดเยื้อยาวนาน โปรดติดตามตอนต่อไป
โฆษณา