25 ม.ค. เวลา 12:14 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

D-6 | อุ่นเครื่องก่อนชม 1947 Road To Boston

สิ่งที่ญี่ปุ่นปฏิบัติต่อซนกีจองกับนัมซึงรยง
 
รู้ไหม…หลังจาก Berlin 1936 ญี่ปุ่นปฏิบัติกับ “ซนกีจอง” และ “นัมซึงรยง” ยังไงบ้าง
หลายคนดู Road to Boston แล้วอาจรู้สึกสะใจปนเจ็บ
กับฉากชัยชนะอันแสนเศร้าของนักวิ่งเกาหลีในโอลิมปิก Berlin 1936
🥇 หลังจาก ซนกีจอง ได้เหรียญทอง
และ นัมซึงรยง ได้เหรียญทองแดง ในสายตาชาวเกาหลี ทั้งคู่คือฮีโร่แบบไม่ต้องสงสัย
แต่ในสายตาของรัฐบาลญี่ปุ่น พวกเขาไม่ใช่ “ฮีโร่เกาหลี” แต่เป็นแค่ เครื่องมือยืนยันว่า “จักรวรรดิญี่ปุ่นยิ่งใหญ่”
ญี่ปุ่นประกาศชัยชนะเสียงดัง แต่ไม่เคยพูดถึงคำว่า “เกาหลี” เลยแม้แต่นิดเดียว
ถึงการแข่งขันจะจบแล้วญี่ปุ่นก็ยังคงบังคับให้ทั้งสองคน ใช้ ชื่อญี่ปุ่น ต่อไป และต้องเรียกว่า “นักกีฬาญี่ปุ่นผู้คว้าเหรียญ”
ไม่มีการอนุญาตให้พูดในที่สาธารณะว่า “ผมคือคนเกาหลี”
การขึ้นพูดสุนทรพจน์ของซนกีจอง ถูกควบคุมโดยรัฐบาลกลางของญี่ปุ่นทุกถ้อยคำ ทุกขั้นตอน
ชัยชนะครั้งนั้น จึงถูกยึดไปทั้งเหรียญ และเกือบจะยึดไปทั้งตัวตน
เรื่องมันหนักขึ้นตอนที่หนังสือพิมพ์เกาหลี ดงอาอิลโบ ตีพิมพ์ภาพซนกีจองโดย ลบธงญี่ปุ่นออกจากหน้าอก
แค่การลบธงในภาพเดียว ญี่ปุ่นมองว่านี่คือ “การต่อต้านจักรวรรดิ”
ผลคือ หนังสือพิมพ์ถูกสั่งปิด นักข่าวถูกจับ และ…นักวิ่งทั้งสองคนถูกเพ่งเล็งทันที
หลังจากนั้น ซนกีจองแทบไม่ได้รับอนุญาตให้ลงแข่งระดับนานาชาติอีก
ถูกกันออกจากสนาม ถูกลดบทบาท และถูกจับตาว่า “อาจเป็นภัยทางความคิด” กลายเป็นคนที่ญี่ปุ่นไม่ไว้ใจ
และถูกส่งไปเรียนมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น สาขาการเงิน เพื่อไม่ให้เข้าใกล้การเล่นกีฬาอีก
ส่วนนัมซึงรยงเอง ก็ไม่ได้รับการยกย่องอย่างที่ควรจะเป็น ชื่อของเขาค่อยๆ ถูกกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
สิ่งที่หนัง Road to Boston ทำได้ดีมาก คือไม่ได้ตะโกนว่า “ญี่ปุ่นโหดร้ายแค่ไหน” ตามแบบฉบับหนังเกาหลีที่ตีแผ่การล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น
แต่เล่าถึงความเงียบของคนที่ชนะ แต่พูดอะไรไม่ได้ ชัยชนะที่ไม่มีความหมายอะไร ในสมัยของ Berlin 1936
มันคือบาดแผลที่ทำให้การวิ่ง “หลังจากนั้น” มีความหมายขึ้นมา
🏁 เพราะงั้น จึงต้องมี Boston 1947 ยังไงล่ะ?
📺 แล้วพบกันที่ Viu Thailand 31 มกราคมนี้ เวลา 22.00 น.
#ลูกเป็ดอ้วนเล่าซากึก #RoadtoBoston #1947보스톤 #Viuอ่านว่าวิว
โฆษณา