25 ม.ค. เวลา 12:20 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

จากฟ้าถล่ม สู่โลกน้ำแข็ง มหากาพย์หนีตายที่พิสูจน์ว่า... มนุษย์ยอมทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด

"ถ้าโลกกำลังจะแตกในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า คุณจะเลือกปกป้องอะไร?" ในปี 2020 Greenland เคยทำให้เรานั่งไม่ติดเก้าอี้กับการพาครอบครัว Garrity ฝ่าเปลวเพลิงและแรงระเบิดจากห้วงอวกาศเพื่อไปให้ถึง "แสงสว่างสุดท้าย" ที่สุดขอบโลก แต่ทว่า... ชัยชนะในวันนั้นกลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบททดสอบที่โหดร้ายกว่าเดิม
เมื่อปี 2026 มาถึง ใน Greenland: Migration โลกที่พวกเขาเคยรู้จักไม่มีอยู่อีกต่อไป เหลือเพียงทุ่งหิมะที่หนาวเหน็บและสัญชาตญาณดิบที่ถูกปลุกขึ้นมาเพื่อแย่งชิงการอยู่รอด
มาร่วมย้อนรอยเส้นทางจากวิกฤต "วันสิ้นโลก" สู่การเดินทางครั้งใหญ่เพื่อ "ตามหาบ้านใหม่" ในบทความนี้ที่จะสรุปทุกแรงกดดัน ทุกหยดน้ำตา และทุกความหวังของภาพยนตร์หายนะที่สมจริงที่สุดแห่งยุค!
Greenland (2020): นาทีวิกฤต หนีตายสุดขอบโลก
ในภาคแรก หนังไม่ได้เล่าเรื่องของฮีโร่ที่ไปวางระเบิดอุกกาบาต แต่มันคือเรื่องของ John Garrity (Gerard Butler) วิศวกรโครงสร้างที่พยายามจะซ่อมแซมความสัมพันธ์กับภรรยา Allison และดูแลลูกชาย Nathan ที่เป็นเบาหวาน
จุดเริ่มต้นของความโกลาหล
• ดาวหาง "Clarke": ทุกคนคิดว่าเป็นแค่โชว์แสงสีบนท้องฟ้า แต่ปรากฏว่ามันคือ "ผู้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ที่กำลังจะพุ่งชนโลก
• การคัดเลือก (The Selection): ครอบครัว Garrity ได้รับข้อความตอบรับจากรัฐบาลให้ไปขึ้นเครื่องบินลี้ภัยไปยัง "ที่ลับ" (ซึ่งก็คือหลุมหลบภัยในกรีนแลนด์) เพราะทักษะวิศวกรของ John มีค่าต่อการฟื้นฟูโลก
เมื่อทุกอย่างผิดแผน
หนังบีบคั้นหัวใจมากเมื่อพวกเขาไปถึงฐานทัพอากาศ แต่ Nathan ลืม อินซูลิน ไว้ในรถ John กลับไปเอา แต่ Allison และ Nathan ถูกปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่องเพราะลูกชายมีโรคประจำตัว (ซึ่งขัดต่อเกณฑ์การคัดเลือกผู้รอดชีวิตที่ต้องสุขภาพแข็งแรง)
• พลัดพราก: ครอบครัวต้องแยกจากกันท่ามกลางจลาจล John คิดว่าลูกเมียขึ้นเครื่องไปแล้ว ส่วน Allison ต้องพาลูกหนีตายจากคนที่พยายามจะชิง "สายรัดข้อมือ" สิทธิพิเศษนี้ไป
• การเดินทางที่โหดร้าย: เราได้เห็นด้านมืดของมนุษย์ ทั้งการลักพาตัว การฆ่าฟันเพื่อเอาตัวรอด และความสิ้นหวังที่คนทั่วไปต้องเจอเมื่อรู้ว่าตนเอง "ไม่ได้ถูกเลือก"
บทสรุปภาคแรก
ในที่สุดทั้งสามคนก็กลับมาเจอกันและตัดสินใจขับเครื่องบินเล็กหนีตายไปกรีนแลนด์ด้วยตัวเอง พวกเขาเข้าหลุมหลบภัยได้ทันเวลาเพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่เศษดาวหางยักษ์จะกระแทกโลกจนเกิด Extinction Level Event > หนังจบลงที่ 9 เดือนต่อมา ประตูหลุมหลบภัยเปิดออก เผยให้เห็นโลกที่กลายเป็นเถ้าถ่านแต่ยังมีสัญญาณวิทยุจากผู้รอดชีวิตที่อื่น
Greenland: Migration (2026): การเดินทางครั้งใหม่ในโลกที่ตายแล้ว
ถ้าภาคแรกคือการ "หนีตาย" ภาคนี้คือการ "เอาชีวิตรอดและสร้างใหม่" ครับ
โลกหลังวันสิ้นโลก
เหตุการณ์ผ่านไปหลายปีหลังจากภาคแรก ครอบครัว Garrity และผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ จำเป็นต้องออกจากหลุมหลบภัยที่กรีนแลนด์ เนื่องจากทรัพยากรกำลังจะหมดและสภาพอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง
• ภารกิจ: พวกเขาต้องออกเดินทางข้ามทวีปยุโรปที่กลายเป็นดินแดนน้ำแข็งและซากปรักหักพัง (Wasteland) เพื่อหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ปลอดภัยกว่าเดิม
• ศัตรูใหม่: ไม่ใช่ดาวหางจากฟ้า แต่คือ สภาพอากาศที่โหดร้าย และ กลุ่มมนุษย์ ที่สร้างกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาในโลกที่ไร้กฎหมาย
ประเด็นสำคัญในภาค Migration
• การปรับตัว: John ต้องใช้ทักษะวิศวกรของเขาอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อสร้างตึก แต่เพื่อสร้างระบบพื้นฐานให้คนรอดตาย
• ความหวัง vs ความจริง: หนังตั้งคำถามว่า ในโลกที่พังทลายไปแล้ว เรายังจะรักษา "ความเป็นมนุษย์" ไว้ได้แค่ไหน หรือเราต้องกลายเป็นสัตว์ป่าเพื่ออยู่รอด?
• Visual ที่เปลี่ยนไป: จากภาพไฟลุกโชนในภาคแรก สู่ภาพโลกสีขาวโพลนที่หนาวเหน็บและเงียบสงัดจนน่ากลัว
สรุปสั้นๆ: ถ้าภาคแรกทำคุณลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้เพราะความโกลาหล ภาคต่ออย่าง Migration จะทำให้คุณรู้สึกหนาวสั่นและตั้งคำถามว่า "ถ้าโลกพังไปแล้ว เราจะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร?" เป็นคู่ดูโอ้หนังภัยพิบัติที่สมจริงและเน้นความสัมพันธ์ครอบครัวได้ดีที่สุดในรอบหลายปีเลยครับ
โฆษณา