Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
26 ม.ค. เวลา 11:30 • ประวัติศาสตร์
ตำนานกระบี่บินแห่งทัพฟ้าไทย
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ช่วงนี้เรื่องการเมืองก็น่าติดตามเพราะอีกไม่กี่วันประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้ง การทหารก็น่าก็ติดตามไม่แพ้กัน เรื่องราวที่ผู้เขียนจะนำเสนอในวันนี้บังเอิญมันมาตรงกับช่วงที่กองทัพไทย สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรอีก 30 ชาติกำลังจะจัดการฝึกผสมทางการทหาร Cobra Gold 2026 ซึ่งครั้งนี้จะจัดอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกปี
หากย้อนกลับไปก่อนที่จะมีการฝึกผสมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียเช่นนี้เป็นเวลาล่วงเลยมาหลายปีที่สหรัฐอเมริกาได้มีความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพไทย มีหลายครั้งที่เรามีประจำการด้วยอาวุธคุณภาพเยี่ยมจากชาตินี้ แล้วก็มีบางครั้งที่เรามีการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์มือสองจากชาตินี้ด้วยเช่นกัน วันนี้จะเป็นเรื่องราวของเครื่องบินขับไล่ในอดีตที่กองทัพอากาศไทยได้รับเข้าประจำการแบบมือสองจากสหรัฐฯ นั่นคือ F-86 Sabre
ในสมัยสงครามเย็นเครื่องบินขับไล่ F-86 Sabre ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรสงครามเหินเวหาที่โดดเด่นในกองทัพอากาศไทยเท่านั้น มันคือสัญลักษณ์แห่งการสู้รบทางอากาศที่นำกองทัพอากาศไทยเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีเพื่อให้ทันการทำสงครามกับภัยคุกคามทางอากาศรูปแบบใหม่อย่างเต็มตัวในภูมิภาคนี้
ก่อนที่นวัตกรรมอากาศยานสุดมหัศจรรย์เช่นนี้จะมาเป็นตำนานในกองทัพอากาศไทย เครื่องบินขับไล่ F-86 Sabre มีจุดเริ่มต้นจากความท้าทายของบริษัท North American Aviation (NAA) บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินขับไล่ P-51 Mustang ที่ต้องการก้าวเข้าสู่มิติทางการทำสงครามเวหาด้วยแนวคิดที่แปลกใหม่จึงอาศัยการสร้างเครื่องบินขับไล่ไอพ่นเพื่อต่อกรกับเทคโนโลยีของกองทัพอากาศนาซีเยอรมนี
เดิมที F-86 เกือบจะไม่ได้มีปีกที่ทุกท่านคุ้นเคยกันทุกวันนี้ หากทุกท่านจำความได้เครื่องบินต้นแบบ XP-86 ถูกออกแบบให้มีปีกตรงตามแบบ P-47 Thunderbolt และ P-51 Mustang แต่สมรรถนะกลับไม่เป็นที่น่าพอใจการบินทดสอบด้วยปีกดังกล่าว
จนกระทั่งในเวลาต่อมาทีมวิศวกรด้านการบินได้ศึกษาเอกสารลับและเทคโนโลยีปีกลู่หลัง 35 องศาจากเครื่องบินขับไล่ไอพ่น Me-262 ของ Luftwaffe เยอรมนี ซึ่งช่วยลดแรงต้านอากาศในความเร็วสูงได้มหาศาลขณะทำการรบในอากาศ เพื่อแก้ปัญหาเสถียรภาพในความเร็วต่ำ
ทีมงานได้นำระบบแผ่นแฟล็บหน้าปีกอัตโนมัติจากเยอรมนีมาพัฒนาต่อยอด ช่วยให้เครื่องบินทรงตัวได้ดีขณะนำเครื่องลงจอด จนกระทั่งเมื่อสงครามเกาหลีเริ่มขึ้นปีกดังกล่าวจึงได้ใช้ประโยชน์เพราะมีความคล่องสูงและช่วยให้นักบินควบคุมเครื่องได้ทันใจ
นวัตกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของ Sabre คือ แพนหางขยับได้ทั้งชิ้น นักบิน Sabre รุ่นแรกๆ พบปัญหาควบคุมเครื่องไม่ได้เมื่อบินใกล้ความเร็วเสียง เพราะแรงกดอากาศมหาศาลทำให้แผ่นบังคับไม่ขยับ วิศวกรบริษัท North American จึงออกแบบให้แพนหางแนวนอนทั้งชิ้นขยับไปพร้อมกับอีเลเวเตอร์ด้วยระบบไฮดรอลิก ทำให้เครื่องมีความคล่องตัวสูงกว่าคู่แข่งอย่าง MiG-15 อย่างมาก
เครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวใช้เครื่องยนต์ General Electric J47-GE-27 เป็นเครื่องยนต์ Turbo Jet ที่ให้ความเร็วสูงสุดประมาณ 1,106 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ติดตั้ง ปืนกลขนาด .50 นิ้ว จำนวน 6 กระบอก ฝั่งซ้าย 3 ขวา 3 ที่บริเวณห้องนักบิน พร้อมเรดาร์สำหรับช่วยกะระยะยิงปืน (Gun Ranging Radar) ที่ส่วนจมูก แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีเรดาร์สำหรับค้นหาเป้าหมาย ในส่วนการรบทางอากาศ F-86 Sabre สามารถติดตั้ง AIM-9 Sidewinder
ส่วนการทิ้งระเบิดแน่นอนว่าในยุคนั้นจะเป็นระเบิดไม่นำวิถีล้วนๆ เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย การใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์จึงไม่เกิด
"หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี 1945 สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกันในช่วงสงคราม ได้เกิดความขัดแย้งและแตกคอกัน เนื่องจากความแตกต่างทางด้านอุดมการณ์ทางการเมือง ก่อให้เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน วิกฤตการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวรู้จักกันในชื่อ 'สงครามเย็น' "
Histofun Deluxe
ต่อมาเมื่อทางการไทยทราบว่าอิทธิพลคอมมิวนิสต์ได้ขยายเข้ามาถึงภูมิภาคเอเชียราวกับการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของเชื้อโรคที่ตั้งตัวไม่ทัน นี่คือความร้ายแรงที่แท้จริงของสงครามเย็นทำให้กองทัพไทยต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถทางการทหารให้ดียิ่งขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว สหรัฐอเมริกาจึงส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-86F Sabre ให้กองทัพอากาศไทยได้เข้าประจำการในปี พ.ศ. 2504 ตามโครงการช่วยเหลือทางทหาร
ซึ่ง F-86F ถือเป็นเครื่องบินขับไล่ไอพ่นแบบปีกลู่แบบแรกของไทย เนื่องจากในสมัยนั้นเครื่องบินไอพ่นที่กองทัพอากาศไทยใช้เช่น เครื่องบินขับไล่ F-84G หรือเครื่องบินฝึก T-33 ยังเป็นรุ่นปีกตรง ดังนั้นการมีเครื่องบินขับไล่ปีกลู่ 35 องศาเข้ามาทำให้กลายเป็นเรื่องแปลกใหม่ในกองทัพอากาศไทย
การเข้าประจำการในกองทัพอากาศไทยกำหนดชื่อในทางราชการไทยว่าเครื่องบินขับไล่แบบที่ 17 (บ.ข.17) โดยมีประจำการจำนวนที่ได้รับคือ 45 ลำสังกัดฝูงบิน 12 และฝูง 13 กองบิน 1 ซึ่งในขณะนั้นตั้งอยู่ที่ดอนเมือง ในฐานะฐานบินขับไล่ที่ทันสมัยที่สุดของกองทัพอากาศไทย ต่อมามีการจัดหาเข้าประจำการเพิ่มเติมในฝูงบิน 43 กองบิน 4 ตาคลีโดยมีพลอากาศเอกเปรื่องวิทย์ หงสนันท์ ซึ่งในขณะนั้นท่านมียศนาวาอากาศโท เป็นผู้บังคับฝูงบิน 43 คนแรกและท่านยังเป็นผู้บังคับฝูงบินผาดแผลง F-86F คนแรกของกองทัพอากาศไทยด้วย
ไม่ใช่แค่การทำหน้าที่บินขับไล่สกัดกั้นเท่านั้น F-86F ยังสามารถทำการทิ้งระเบิดได้แม่นยำในการรบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ นอกจากการรบแล้วยังมีการจัดตั้งฝูงบินผาดแผลงโดยใช้เครื่องบินขับไล่ F-86F จำนวน 9 ลำใน 1 ฝูงบินไม่ว่าจะเป็นฝูงบิน 12, 13 และ 43 สำหรับทำการบินแสดงสมรรถนะในงานวันเด็กและงานสำคัญของกองทัพอากาศ และยังนำไปใช้ทำการบินคุ้มกัน VIP ทั้งเครื่องบินพระที่นั่งและเครื่องบินของผู้นำประเทศด้วย
ต่อมาในปีพ.ศ. 2506 กองทัพอากาศไทยได้รับ F-86L หรือที่นิยมเรียกว่า Sabre Dog เข้าประจำการเพิ่มเติมกำลังฝูงบินขับไล่ F-86F ที่ได้มาในช่วงแรกๆ F-86L กำหนดชื่อว่า เครื่องบินขับไล่แบบที่ 17ก หรือบ.ข.17 ก เป็นเครื่องบินขับไล่แบบแรกของไทยที่มีเรดาร์ค้นหาเป้าหมายติดตั้งที่จมูกสีดำขนาดใหญ่ ทำให้สามารถปฏิบัติการได้ทุกกาลอากาศทั้งกลางวัน กลางคืน และในสภาพอากาศปิด
มีติดตั้งเครื่องยนต์ที่มีพลัง Afterburner ซึ่งให้แรงขับสูงถึง 7,500 ปอนด์ และทำความเร็วได้ 1 เท่าความเร็วเสียง แม้ F-86L จะประจำการในกองทัพอากาศไทยได้เพียงช่วงสั้นๆนับตั้งแต่พ.ศ. 2506 -พ.ศ.2509 เนื่องจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ในสมัยนั้นไม่ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย แต่ F-86F ยังคงทำหน้าที่เป็นกำลังหลักในการปกป้องประเทศไทยอยู่หลายปี
จนกระทั่งพ.ศ.2515 ในขณะที่คอมมิวนิสต์กำลังรบอย่างดุเดือดในประเทศไทย F-86 กลับเสียเปรียบให้กับโครงสร้างที่อ่อนล้าเร็วขึ้น เพราะก่อนหน้าเคยไปเป็นนักฆ่า MiG ในสงครามเกาหลี ทำให้กองทัพอากาศตัดสินใจปลดประจำการ F-86 ฝูงสุดท้ายที่ตาคลี โดยมันได้ถูกทดแทนด้วยเครื่องบินโจมตี A-37B ก่อนที่จะเปลี่ยนหมายเลขฝูงบินจาก 43 มาเป็น 403 จนถึงปัจจุบันในปีพ.ศ.2520
การเข้ามาของ Sabre คือจุดเริ่มต้นของการใช้ขีปนาวุธนำวิถีและระบบเรดาร์ในกองทัพอากาศไทย ก่อนจะส่งไม้ต่อให้กับเครื่องบินรบในยุคใหม่ในสมัยนั้นอย่าง F-5 และ A-37 ต่อไป
ข้อมูลจำเพาะ F-86F กองทัพอากาศไทย
ประเภท : เครื่องบินขับไล่ไอพ่นความเร็วใกล้เสียง
ผู้ผลิต : บริษัท North American
นักบิน: 1 นาย
ความยาว: 11.43 ม.
ความกว้างปีก: 11.31 ม.
ความสูง: 4.49 ม.
พื้นที่ปีก: 29.11 ตร.ม.
น้ำหนักตัวเปล่า: 5,280 กก.
น้ำหนักพร้อมรบ: 7,670 กก.
น้ำหนักสูงสุดในการขึ้นบิน: 9,030 กก.
เครื่องยนต์: เทอร์โบเจ็ต General Electric J47-GE-27 จำนวนหนึ่งเครื่อง
แรงขับสูงสุด: 26.5 กิโลนิวตัน
ความเร็วสูงสุด: 1,106 กม/ชม. ที่ระดับความสูง 3,810 ม. (12,500 ฟุต)
ความเร็วปฏิบัติการ: 880 กม/ชม. พิสัยปฏิบัติการ: 1,525 กม.
เพดานบินใช้งาน: 15,000 ม. อัตราไต่: 46 ม/วินาที อาวุธ ปืนกล M3 Browning ขนาด .50 นิ้ว จำนวน 6 กระบอก จรวด HVAR (5 นิ้ว) จำนวน 16 ลูก หรือ AIM-9 Sidewinder จำนวน 2 ลูก ระเบิด สูงสุด 2,000 กก.
ประจำการที่ : ฝูงบิน 12 และ 13 กองบิน 1 ดอนเมืองและฝูงบิน 43 กองบิน 4 ตาคลี
ปีที่ประจำการในกองทัพอากาศไทย : พ.ศ.2506-2515
สถานะ : ปลดประจำการ
ทั้ง F-86F และ F-86L ถือเป็นตำนานที่เรียกว่าลืมไม่ลงสำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ทางทหาร แม้จะประจำการเพียงช่วงสั้นๆด้วยความที่เป็นเครื่องบินขับไล่มือสองจากสหรัฐฯแต่ก็สร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนรุ่นหลังๆได้จากการรบกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในประเทศ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Google AI Studio
Thai Weapon Channel
ชมรมจงอาง ชมรมจงอาง
วิกิพีเดีย
เรียบเรียงโดย : นักรบดาวแดง
ประวัติศาสตร์
สงคราม
ทหาร
บันทึก
1
3
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย