4 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

สรุปวิธีใช้ค่าลดหย่อน ให้เสียภาษีน้อยที่สุด พร้อมตัวอย่าง ครบจบในรูปเดียว

1. เริ่มต้นด้วยการคิดรายได้ทั้งปีของเราเป็นเท่าไร และนำไปหักค่าใช้จ่ายจะเหลือเท่าไร
ตัวอย่างเช่น เรามีเงินเดือน 50,000 บาท ได้โบนัสปลายปี 100,000 บาท เราจะมีรายได้ต่อปี = (50,000 x 12) + 100,000 = 700,000 บาท
หักค่าใช้จ่าย 50% ของรายได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท จะเหลือ 700,000 - 100,000 = 600,000 บาท
2. จำไว้ว่า วิธีเสียภาษีให้ใกล้ 0 มากที่สุดคือ ทำให้เงินได้สุทธิต่อปีไม่เกิน 150,000 บาท
เพราะเงินได้สุทธิที่อยู่ช่วง 0 - 150,000 บาทจะได้รับการยกเว้นภาษี
ดังนั้นจากตัวอย่างที่แล้ว ถ้าเราต้องการยกเว้นภาษี จะต้องหาค่าลดหย่อนอีก = 600,000 - 150,000 = 450,000 บาท
3. หยิบค่าลดหย่อนต่าง ๆ มาดู โดยเริ่มจากค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม เพียงแค่เช็กว่า จะเอาลดหย่อนแต่ละอย่าง ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
เช่น เลี้ยงดูบิดามารดา ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีเงินได้พึงประเมิน ไม่เกิน 30,000 บาท
ถ้าเราเลี้ยงดูทั้งพ่อและแม่ และใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวด้วย ก็จะได้ลดหย่อนทั้งหมด 30,000 + 30,000 + 60,000 = 120,000 บาท
ดังนั้นต้องหาค่าลดหย่อนอีก 450,000 - 120,000 = 330,000 บาท
4. เมื่อเลือกลดหย่อนส่วนนี้เรียบร้อยแล้ว ก็มาใช้ลดหย่อนในส่วนอื่น ๆ ต่อ โดยเน้นสิ่งที่เราทำไปแล้วหรือมีแล้วเช่นกัน
เช่น หลายบริษัทมีการหักเงินเดือนพนักงานส่วนหนึ่ง เพื่อลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตรงนี้เอามาลดหย่อนภาษีได้
หรือทำประกันไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ รวมถึงประกันสุขภาพบิดามารดาก็ตาม ใช้ลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด
หรือ Easy E-Receipt 2568 ตอนต้นปี และเที่ยวดีมีคืน ช่วงปลายปี ถ้าเราใช้เงินกับสิ่งเหล่านี้ ก็นำมาใช้ลดหย่อนด้วย
ถ้าเราให้บริษัทหักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปีนั้น ๆ ไปแล้ว 60,000 บาท และใช้ Easy E-Receipt 20,000 บาท
ค่าลดหย่อนที่จะต้องหาก็เหลือ 330,000 - 60,000 - 20,000 = 250,000 บาท
5. ทีนี้ถ้าเรายังหักลดหย่อนไม่หมด แต่ต้องการลดหย่อนเยอะ ๆ ก็จำเป็นต้องมีตัวลดหย่อนเพิ่ม เช่นกองทุนลดหย่อนภาษี อย่างกองทุน RMF และกองทุน Thai ESG ซึ่งช่วยลดหย่อนภาษีได้ไม่น้อยเลย
โดยถ้าใครที่ชอบหุ้นสหรัฐฯ ก็สามารถลงทุนในกองทุน RMF ที่ลงทุนใน S&P 500 อย่างเช่น TLUS500RMF เพื่อให้ได้ผลตอบแทนล้อตามดัชนี S&P 500 และได้ลดหย่อนสูงสุดถึง 500,000 บาทด้วย
แต่อย่าลืมเงื่อนไขกองทุนลดหย่อนภาษีด้วย
- กองทุน RMF ต้องลงทุนทุกปี เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี และถือยาวจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ แต่มีนโยบายลงทุนหลากหลาย ทั้งทองคำ, หุ้นต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งอสังหาฯ
- กองทุน Thai ESG มีระยะเวลาถือขั้นต่ำเพียง 5 ปี และไม่ต้องซื้อเพิ่มทุกปี แต่ก็เน้นลงทุนในสินทรัพย์ไทยทั้งภาครัฐและเอกชนเท่านั้น
เพียงเท่านี้ ก็จะลดหย่อนภาษีได้ตามความต้องการของแต่ละคนแล้ว
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัทอาจมีความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องกับผู้ออกหรือผู้จัดการกองทุนที่ปรากฏในเนื้อหานี้ และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน RMF และกองทุน Thai ESG
กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษี ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา นอกจากนี้จะต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร
ผลการดำเนินงานในอดีต/ ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
โฆษณา