31 ม.ค. เวลา 12:25 • ท่องเที่ยว
Kings Canyon Rim Walk

Kings Canyon เส้นทางไฮไลต์กลางทะเลทรายออสเตรเลีย

Chapter 89/2: Kings Canyon Rim Walk in Australia's Red Centre
วันนี้จะพาไปเดินเที่ยวบนเส้นทางที่ทั้งสวยและท้าทายมาก โดยเฉพาะกับคนที่ถนัดแต่เดินพื้นราบเรียบอย่างเรา เป็นการเดินที่อยากจะถอยหลังกลับตั้งแต่ก้าวแรกเลยก็ว่าได้ แต่บอกตัวเองให้ฮึบซักตั้ง และสุดท้าย…เราก็ทำได้สำเร็จ กับเส้นทาง Kings Canyon Rim Walk ค่ะ
อ้อ! แต่ก่อนจะเริ่มทริป ขอเล่าถึงอุปกรณ์สำคัญที่เราพกมาในการเดินเที่ยวทะเลทรายทริปนี้ด้วย ซึ่งทุกชิ้นสำคัญและล้วนมีค่ายิ่ง ได้แก่
  • หมวก แบบที่มีปีกที่เรียกว่า Brim Hat หมวกแบบนี้จะช่วยกันแดดได้ดีกว่าหมวกแก๊ปมากๆ เลย เพราะเราต้องอยู่กลางแดดครั้งละไม่ต่ำกว่า 2–3 ชั่วโมง
  • ตาข่ายคลุมหมวก อันนี้สำมะคันมาก เพราะออสเตรเลียมีแมลงวัน Bush Fly ซึ่งน่ารำคาญมากๆ มันจะบินมาตอมหน้าตอมตาเราตลอดเวลา บางทีไม่ระวังมันบินเข้าปากไปเลย อตร. เพราะฉะนั้นหาซื้อเตรียมไว้ค่ะ ซื้อตาม Shopee ก็ได้นะมีให้เลือกเพียบ หรือใครไม่ได้เตรียมตาข่ายมาที่ร้านขายของใน Town Square ก็มีขายค่ะ
  • รองเท้าเดิน เอาแบบคุณภาพดีๆ หน่อย เราไม่ได้ใช้รองเท้าเดินป่าขนาดนั้น แต่ใช้รองเท้า sneaker ที่มีอยู่ซึ่งมันก็ใช้ได้ดีเลย เลือกที่เบาและปิดหัวปิดส้นเท้าเผื่อเดินไปเตะหินเข้า ส่วนตัวไม่แนะนำรองเท้าแบบเปิดเท่าไหร่ (เช่น keen) เพราะทรายมันจะเข้าเท้าอาจจะทำให้รำคาญ แต่ถ้าใครถนัดก็ได้ค่ะ อย่าลืมใส่ถุงเท้าด้วยล่ะเพราะเราต้องเดินเยอะมากๆ
  • เสื้อคลุม เราใช้เสื้อคลุมของ Uniqlo ที่กัน UV ได้ด้วย เราว่ามันกันแดดได้จริงนะ เพราะใส่แล้วไม่รู้สึกว่าแดดเผาจนแสบผิว ที่สำคัญมันบางเบาและก็แห้งง่ายมาก
  • กางเกงขายาว เราก็ใช้ของ Uniqlo เหมือนกัน เลือกที่มันเบาแห้งง่ายเหมือนกัน เดินแล้วสบายตัวมาก
  • กระเป๋าสะพาย (อันนี้ก็บังเอิญ Uniqlo อีกละ) เลือกกระเป๋าที่เบาไว้ก่อนเพราะเราต้องแบกน้ำไปด้วย
  • แว่นตากันแดด อันนี้ก็สำคัญช่วยกันลมกันทรายเข้าตาได้ด้วย เพราะเราอยู่บนผาสูงลมจะแรงมากๆ
  • น้ำดื่ม สำคัญที่สุด อย่างทริปนี้ทัวร์กำหนดไว้เลยว่าต้องเตรียมน้ำไปคนละ 3 ลิตร แล้วทางทัวร์เค้าจะมีกระติกใหญ่ให้เราเติมน้ำก่อนเริ่มทริปด้วย
  • ครีมกันแดด นอกจากจะทาตอนเช้าแล้วเรายังพกไปตอนออกทริปด้วย เอาไว้เติมระหว่างทางเพราะต้องอยู่กลางแดดทีนึง 2-3 ชั่วโมง มันก็ได้ผลนะ กลับมาหน้าไม่ดำเลย
เอาละ เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นละก็ไปกันค่ะ
วันที่สองของทริปเรียกว่าโหดเลย เราต้องตื่นกันตั้งแต่ตี 03.30 เพื่อไปขึ้นรถเวลา 04.15 😴 และออกเดินทางไปยัง Watarrka National Park ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Kings Canyon เพื่อไปเดินเทรลกัน สาเหตุที่ต้องตื่นกันแต่ไก่โห่ขนาดนี้เพราะสถานที่ที่เราจะไปมันอยู่ห่างจากที่พักเราถึง 3.30 ชม. แน่ะ
ทัวร์นี้เราจองผ่านเวปของโรงแรม เป็นทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับของบริษัท AAT Kings ชื่อ Kings Canyon & Outback Panoramas โดยมีไฮไลต์คือการเดินเทรลบนเส้นทาง Kings Canyon Rim Walk ที่เป็นการเดินเลาะหน้าผาหินทรายชมวิวพาโนรามาแบบ 360 องศา และจะมีไกด์พาเราเดินพร้อมทั้งเล่าเรื่องภูมิประเทศให้เราฟังไปด้วย
จริงๆ ทัวร์นี้เค้าจะมีให้เลือก 2 เส้นทาง
  • Creek Walk จะเป็นการเดินเลาะลำธารด้านล่าง ทางเดินค่อนข้างราบเดินสบาย ผู้สูงอายุก็เดินได้ แต่จะไม่ได้เห็นวิวหน้าผาจากมุมสูง
  • Rim Walk จะเป็นการเดินวนบนขอบผา (Loop Trail) ระยะทางประมาณ 6 กม. และจะต้องมีการเดินขึ้นบันไดชันเป็นระยะๆ แต่ข้อดีคือเราจะได้เห็นวิวของ Kings Canyon แบบพาโนรามา และจะได้เข้าไปเห็น Garden of Eden อีกด้วย
และแน่นอนเราเลือกแบบ Creek Walk ...แต่ แต่ แต่ เพื่อนเราบอกว่าไหนๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว เราควรเปิดประสบการณ์การเดินเทรลแบบขั้นสุดไปเลย เพราะฉะนั้นจอง Rim Walk เถอะ 😑 เก๊าะได้ ถือเป็นทัวร์วัดใจ (ที่จองทัวร์ไปทั้งหมด อันนี้คือโหดสุดละ) เป็นไงเป็นกัน เดินเทรลกลางทะเลทรายร้อนๆ ป้าคงไม่ถึงกับน็อคหรอกม้าง
 
โชคดีวันนี้มีผู้ร่วมชะตากรรมแค่ 12 คน รถเลยโล่งมาก พอขึ้นรถมาก็แยกย้ายกันนอนต่อเพราะเราต้องนั่งรถยาวๆ 3.30 ชม.
หลังจากหลับมาซักพัก พอรถใกล้จะถึง Kings Creek Station ที่เราจะแวะกินอาหารเช้ากัน ไกด์ก็เดินเอาเอกสารมาให้คนที่เลือกเดิน Rim Walk เซ็น ห๊ะ…ต้องเซ็นเอกสารด้วยหรอ
ชักเสียวๆ
เป็นการเซ็นเอกสารรับทราบความเสี่ยง เพราะเป็นการเดินริมผาบนเส้นทางที่มีความยากระดับ Grade 4–5 (จัดอยู่ในระดับปานกลางถึงยาก) แดดแรงมากและอาจเกิดฮีตสโตรกได้ พร้อมย้ำว่าคนที่จะเดินเส้นนี้ต้องเตรียมน้ำอย่างน้อยคนละ 3 ลิตร (ใช่ฮะ นอกจากเดินยากละยังต้องแบกน้ำอีกคนละ 3 ลิตร 🥴) แต่เรารู้ละก็เลยเตรียมมาเรียบร้อย
ถึง Kings Creek Station แล้วค่ะ
ที่นี่เป็นจุดแวะพักที่มีปั๊มน้ำมัน ซุปเปอร์เล็กๆ ร้านอาหาร และจุดตั้งแคมป์ครบ และถึงจะอยู่กลางทะเลทรายแต่ก็มีคนแวะเข้ามาเรื่อยๆ
อาหารเช้าปรุงร้อนพร้อมเสริฟให้กับนักท่องเที่ยวที่มาแวะที่นี่
พวกเรารีบกินเอาแรงกันก่อนไปลุยค่ะ
ปั๊มน้ำมัน ซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ และจุดตั้งแคมป์
จาก Kings Creek Station นั่งรถไปอีกแป๊บเดียวก็ถึงจุดหมายค่ะ ตอนนี้ก็เวลาประมาณ 8 โมงกว่าเหมาะกับการเริ่มเดินเลย แดดยังไม่แรงและอากาศยังเย็นๆ อยู่
เราจะเริ่มกันจากตรงนี้ค่ะ
คนที่เลือกเดิน Rim Walk จะไปกับไกด์ส่วนคนที่เดิน Creek Walk จะมีคนขับรถเป็นไกด์ให้ค่ะ
ไกด์ของเราคุณ Michele จะอธิบายก่อนเลยว่าในอุทยานนี้จะมีเครื่องมือสื่อสารหากเกิดเหตุฉุกเฉินแบบนี้อยู่ทั้งหมดกี่จุด ตั้งอยู่ตรงไหนบ้าง และสอนวิธีใช้งานว่าต้องทำยังไง
ทุกคนตั้งใจฟังมาก และหวังว่าจะไม่ต้องใช้มัน
จากนั้นก็พามาที่ผาวัดใจกันก่อนเลย ความโหดของที่นี่คือเริ่มต้นจากการไต่ขึ้นบันไดหินที่ค่อนข้างสูงชันอันนี้ก่อนเลย มีชื่อเรียกจุดนี้ด้วยนะว่า "Heartbreak Hill"
นี่แหละ Heartbreak Hill
มันจะเป็นบันได้หินทั้งหมดประมาณ 600 ขั้นสูงประมาณ 100 เมตร แบ่งเป็นช่วงๆ ช่วงละประมาณ 200 ขั้น ซึ่งหลังจากผ่านด่านหินอันนี้ไปได้แล้วก็จะเป็นทางเดินที่ค่อนข้างราบและเดินง่ายขึ้น
ช่วงที่สอง
ไกด์จะคอยถามตลอดตั้งแต่ช่วง 200 ขั้นแรกว่าไปไหวมั้ย? มีใครอยากเปลี่ยนใจมั้ย? และก็คอยถามอีกทีตอนขึ้นไปถึงช่วงที่ 2 ซึ่งจากตรงนี้ถ้าใครคิดว่าชั้นไม่น่าจะไหวก็ยังสามารถเดินกลับลงไปข้างล่างได้ เพราะไกด์ที่พาเดิน Creek Walk อีกคนจะคอย stand by อยู่ข้างล่างจนกว่าทุกคนจะขึ้นไปถึงข้างบน
ขึ้นไปถึงข้างบนก็เริ่มเห็นวิวหน้าผากันละ
ทางเดินจริงๆ ก็เป็นหินที่ค่อนข้างเดินง่ายนะ ไม่ลื่นเลย
และช่วง 200 ขั้นสุดท้าย ขาสั่นเลยเหนื่อยชะมัด
และวิวด้านบนสุด
เราจะได้เห็นหินทรายรูปร่างหน้าตาประหลาดๆ ดูเป็นชั้นๆ แบบนี้
สาเหตุที่มันเป็นชั้นๆ เกิดจากการทับถมของทรายและตะกอนเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนนั่นเอง ส่วนหินชั้นนอกที่เป็นสีแดงจนถูกเรียกว่า Red Sandstone เพราะในหินมีแร่เหล็กปนอยู่ด้วยซึ่งต่อมาเกิดกระบวนการออกซิเดชัน จนทำให้ชั้นนอกสุดของหินเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ข้างในหินจริงๆ เป็นสีขาวแบบนี้
แต่ละจุดที่เดินผ่านวิวสวยมาก ถึงแดดจะเริ่มแรงขึ้นๆ แต่ก็มีลมอ่อนๆ พัดโชยมาตลอดทางทำให้ไม่เหนื่อยเหมือนที่คิด
และที่สำคัญเรายังไม่เจอ Bush Fly หรือแมลงวันป่า สุดน่ารำคาญให้เห็นเลยด้วย
ป.ล. Bush Fly คือแมลงวันท้องถิ่นที่เป็นไอคอนคู่บ้านคู่เมืองของออสเตรเลียเค้าเลย พบได้ทั่วไปทั้งในเมืองจนถึงพื้นที่แห้งแล้งอย่างทะเลทราย มันจะมาเป็นฝูงแบบนี้เลย
ภาพจาก https://dazzlerplus.wordpress.com
น่ารำคาญมากๆ นั่นคือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องพกหมวกและตาข่ายมาด้วย
ตลอดทางจะมีป้ายแบบนี้ให้เห็น นอกจากจะช่วยบอกทิศทางแล้ว ยังบอกจุดหมายอีกว่าเราเดินมาประมาณไหนแล้ว
รู้สึกจะมีอยู่ประมาณ 100 กว่าป้าย
เดินมาถึงสะพาน Cotterill's Bridge ที่เชื่อมต่อไปยังจุดชมวิวที่เรียกว่า Cotterill's Lookout
สะพานนี้เดิมทีเป็นสะพานไม้ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1962 และได้พังทลายลงในปี 1991 ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยสะพานเหล็กที่มีความแข็งแรงและปลอดภัยมากขึ้น
นี่ถ้ายังเป็นสะพานไม้เราก็ไม่แน่ใจว่าจะกล้าข้ามไปมั้ยเนี่ย 😅
ข้ามมาก็จะเห็นวิวพานอรามาแบบนี้
นั่งอยู่บนนี้ก็มีเสียวนะเพราะลมแรงมากกก
ระหว่างทางจะมีป้ายอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติให้เห็นเป็นระยะ เช่น ป้ายนี้
ที่อธิบายว่าลวดลายคลื่นบนหินที่เห็นคือร่องรอยของคลื่นน้ำจากทะเลสาบตื้นเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน ซึ่งหมายความว่าพื้นที่แถบนี้เคยมีน้ำและไม่ได้เป็นทะเลทรายมาตั้งแต่แรก ก่อนที่น้ำจะค่อยๆ หายไป ชั้นทรายจึงแข็งตัวและกลายเป็นหินอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ไปเดินกันต่อค่ะ ตรงนี้จะต้องมีปีนขึ้นลงบันไดเล็กน้อยพอให้หายใจหอบ ที่รู้สึกเหนื่อยมากเพราะเรากำลังปีนบันไดอยู่บนที่สูงด้วยแหละ
จุดหมายอยู่ฝั่งโน้น
และแล้วเราก็มาถึง Garden of Eden หรือสวนอีเดน อีกหนึ่งในไฮไลต์ของ Kings Canyon มันคือโอเอซิสธรรมชาติที่ซ่อนตัวอยู่กลางแคนยอนนั่นเอง
Garden of Eden เกิดจากการกัดเซาะของน้ำในรอยแตกของหินทราย จนกลายเป็นแอ่งน้ำถาวรที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้เขียวชอุ่มและเกิดพันธ์ุไม้ต่างๆ มากมาย รวมถึงเป็นแหล่งน้ำสำคัญของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ด้วย
ไกด์บอกว่าพื้นที่นี้ไม่อนุญาตให้ลงไปเล่นน้ำเพราะที่นี่เป็นแหล่งน้ำสำคัญของระบบนิเวศและสัตว์ป่าที่อาศัยใน Kings Canyon
เราเดินมาถึงประตูนี้พอดีก่อนเวลา 11 โมงซึ่งเป็นเวลาสุดท้ายที่ยังอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินผ่านได้ และไกด์ต้องปิดประตูตามหลังเนื่องจากพวกเราเป็นกลุ่มสุดท้ายของวันนี้
ถ้ามีนักท่องเที่ยวคนไหนเดินมาถึงจุดนี้หลังจากที่ประตูปิดแล้วจะไม่สามารถเดินต่อได้ และต้องเดินกลับทางเดิมเท่านั้นเพราะเกินเวลาเดินที่ปลอดภัยแล้ว เพราะในช่วงเที่ยงแดดและอุณหภูมิของ Kings Canyon จะสูงมากจนเป็นอันตรายต่อชีวิตได้เลยถ้าหากฝืนเดินต่อ
ดีที่พวกเรารักษาเวลากันดีมาก ใช้เวลาเดินและแวะพักตามจุดต่างๆ ตามที่ไกด์แนะนำเป๊ะๆ ก็เลยมาถึงประตูนี้ก่อนเวลาเล็กน้อย ถ้าช้ากว่านี้เราก็คงต้องเดินย้อนกลับทางเดิม และ mission วันก็จะไม่สำเร็จ
เรามาถึง South Wall หรือกำแพงด้านใต้ของ Kings Canyon แล้วค่ะ
จุดนี้จะเป็นแนวหน้าผาสูงชันที่เผยให้เห็นชั้นหินและความลึกของแคนยอนอย่างชัดเจน เป็นหนึ่งในมุมที่เห็นความยิ่งใหญ่ของ Kings Canyon ได้ดีที่สุดบนเส้นทาง Rim Walk เลย
หน้าผาฝั่งตรงข้ามคือ North Wall
จากจุดนี้เราก็ใกล้จบเส้นทางเดิน Rim Walk แล้วค่ะ
เย้…เดินจบแล้ว
เดินลงมาถึงข้างล่างก็เกือบเที่ยงพอดี แดดกำลังเปรี้ยงมากๆ หลังจากพักจนหายเหนื่อย พวกเราก็ขึ้นรถและเดินทางกลับไปยัง Kings Creek Station กันอีกครั้งเพื่อกินมื้อเที่ยง ซึ่งมื้อเที่ยงนี้จะไม่ได้รวมอยู่ในทริปเหมือนอาหารเช้า ต้องเตรียมไปเองหรือซื้อที่ร้านอาหารได้ค่ะ
หลังจากเสร็จมื้อเที่ยงเราก็มุ่งหน้ากลับที่พักกัน แต่ระหว่างทางไกด์จะพาเราแวะบริเวณที่เรียกว่า Salt Lake ที่อยู่บน Lake Amadeus (ทะเลสาบอามาดีอุส) กันก่อน
Salt Lake ก็ตรงตามชื่อเลยคือเป็นทะเลสาบเกลือขนาดใหญ่ที่เกิดจากการระเหยของน้ำในทะเลทราย
Salt Lake กินพื้นที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาเลย
น้ำฝนที่ไหลจากเทือกเขา Petermann จะไหลมารวมตัวกันที่นี่ในช่วงฤดูฝน หลังจากนั้นความร้อนจะทำให้น้ำระเหยออกจนเหลือแต่เปลือกเกลือสีขาวอย่างที่เราเห็น สีขาวของ Salt Lake ตัดกับสีแดงของทรายมันเลยดูสวยแปลกตาจนกลายเป็นจุดถ่ายรูปของนักท่องเที่ยวไปเลย
ฝั่งตรงข้ามของ Salt Lake คือ Mount Conner ที่คนมักจะเข้าใจว่านี่คือ Uluru
นี่ Mount Conner นะ ไม่ใช่ Uluru
ความแตกต่างคือ Mount Conner จะเป็นภูเขายอดแบนราบเหมือนโต๊ะ ในขณะที่ Uluru จะมีลักษณะโค้งมน และตอนแดดจัดที่นี่จะเป็นสีม่วงน้ำตาล ไม่แดงสดแบบ Uluru
นักท่องเที่ยวมักจะเข้าใจผิดว่านี่คือ Uluru กว่าจะรู้ก็หลงขับรถเข้าไปถ่ายรูปกันแล้ว ก็เลยเรียกที่นี่กันเล่นๆ ว่า Fooluru (มาจาก Fool + Uluru)
จาก Salt Lake เราจะแวะที่สุดท้ายคือปั๊มน้ำมันแห่งเดียวของที่นี่ ซึ่งมีประวัติน่าสนใจเหมือนกัน มันคือ Curtin Springs Roadhouse ค่ะ
ป.ล. Roadhouse ก็คือจุดแวะพักระหว่างทางที่ให้บริการทั้งปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร ร้านขายของ และที่พัก
Curtin Springs Roadhouse
มีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำบริการฟรีด้วย
Curtin Springs Roadhouse พัฒนาขึ้นโดย Peter Severin และครอบครัว ซึ่งแรกเริ่มเขาได้เช่าที่ดินที่นี่ในปี 1956 เพื่อทำฟาร์มปศุสัตว์ แต่ต่อมาเค้าเห็นศักยภาพของภูมิภาคนี้ว่าการท่องเที่ยวในออสเตรเลียตอนกลางจะได้รับความนิยมในอนาคต จึงได้ขยายกิจการเป็นจุดแวะพักระหว่างเส้นทาง Alice Springs–Uluru
นับถือใจเจ้าของคนที่มาตั้งรกรากที่นี่จริงๆ นะ ขนาดเรามาในยุคนี้ยังรู้สึกว่าที่นี่มันช่างเป็นดินแดนที่อ้างว้างห่างไกลความเจริญมากๆ แต่คุณ Peter ก็ยังคงยืนหยัดพัฒนาที่ดินบริเวณนี้จนกลายเป็นอีก 1 จุดท่องเที่ยวที่ผู้คนมักจะแวะมาเยือนเสมอ
จาก Curtin Springs เราก็มุ่งหน้ากลับ Ayers Rock Resort กันแล้วค่ะ เป็นวันที่เหนื่อยเหมือนกัน เหนื่อยเดินและก็เหนื่อยแดดแต่ได้ความประทับใจมากเพราะเป็นการเดินเทรลครั้งแรกของเราเลย และที่ Kings Canyon ก็สวยมาก เป็นทัศนียภาพที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ก่อนจบ Blog นี้ขอพาไปกินมื้อเย็นที่ห้องอาหารอีกที่ในรีสอร์ตกันค่ะ ชื่อห้อง Arnguli
อาหารอร่อยมาก เนื้อดีย์มาก เราจัดคนเดียวหมดเรียบเลย
สำหรับ Blog นี้ลากันไปก่อนนะคะ
เจอกัน Blog หน้า บอกเลยว่าสวยมากกกก ห้ามพลาดตอนต่อไปนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ 😊
โฆษณา