วันนี้ เวลา 03:00 • การตลาด

สรุปไอเดีย เขียนคำโฆษณาคม ๆ แบบ “มาม่า” ในรูปนี้ ต้องรู้เทคนิคอะไรบ้าง ?

“น้ำร้อนประเทศไหน… ก็อร่อย” ป้ายโฆษณาของ มาม่า ที่ติดอยู่หน้าทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ คือเคสที่กำลังเป็นกระแสและถูกพูดถึงอย่างมากก่อนหน้านี้
เรื่องนี้ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มสนใจหรือสงสัยเกี่ยวกับการเขียนคำโฆษณาคม ๆ เท่ ๆ แบบนี้บ้าง
ในโลกการตลาด คนที่รับหน้าที่คิดคำโฆษณาแบบนี้ จะถูกเรียกว่า “Copywriter”
1
ถือเป็นงานที่มีความสำคัญมาก เพราะถ้าคิดคำโฆษณาตรงนี้ได้ดี จะช่วยสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ได้แบบมหาศาล ดีไม่ดีอาจถึงขั้นใช้เพิ่มยอดขายได้เลย
แล้วถ้าอยากเขียนคำโฆษณาคม ๆ แบบนี้บ้าง ต้องทำอย่างไร ? MarketThink จะยกทฤษฎีที่น่าสนใจ มาให้อ่านกัน
ปกติแล้วศาสตร์ในการเขียน Copywriting จะมีหลายแบบมาก ๆ ขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละคน
- บางคนเน้นที่หัวข้อให้โดดเด่น
- บางคนเน้นเขียนภาษาบ้าน ๆ
- บางคนใช้อินไซต์ลูกค้าในการเขียน
แต่จะมีอีกหนึ่งท่าที่คนนิยมใช้เขียน Copywriting กันก็คือ การเรียบเรียงจากเครื่องมือที่ชื่อว่า “Value Proposition”
โดย Value Proposition จะเป็นเครื่องมือที่บอกว่า ลูกค้าจะได้รับ “คุณค่า” อะไรบ้างจากสินค้าและบริการของแบรนด์เรา
ซึ่งจะประกอบไปด้วย ชุดคำถาม 3 ข้อ ที่เจ้าของแบรนด์ควรต้องตอบให้ได้ตั้งแต่วันแรกของการสร้างแบรนด์ ได้แก่
1
1. สินค้าของแบรนด์แก้ปัญหาของลูกค้าได้อย่างไร ?
แบรนด์ควรจะต้องรู้ก่อนว่า ลูกค้าของแบรนด์คือใคร และต้องบอกให้ได้ด้วยว่าสินค้าหรือบริการของตัวเอง สามารถแก้ปัญหาอะไรให้กับคนกลุ่มนี้ได้บ้าง
ยกตัวอย่างเช่น
Grab แพลตฟอร์มฟูดดิลิเวอรีมีกลุ่มเป้าหมายคือ คนเมือง และคนทำงาน
ซึ่งคนเหล่านี้มี Pain Point คือเดินทางลำบาก และไม่มีเวลาออกไปซื้ออาหารเอง
ดังนั้นบริการของ Grab ที่ให้คนสามารถสั่งซื้ออาหารได้เลยผ่านแอปพลิเคชัน จะเข้ามาช่วยแก้ Pain Point ให้คนกลุ่มนี้ได้
2. คุณค่าที่ลูกค้าจับต้องได้ จากสินค้าและบริการของแบรนด์ คืออะไร ?
แบรนด์ต้องบอกให้ได้ว่า ลูกค้าจะได้ Benefit อะไรบ้างจากสินค้าและบริการของแบรนด์
และที่สำคัญคือ Benefit จะต้องดูจับต้องได้ ไม่ใช่คิดขึ้นมาลอย ๆ
ยกตัวอย่างเช่น SuperRich ธุรกิจรับแลกสกุลเงินที่มักจะเสนอเรตในการแลกเงินที่ “คุ้มค่า” กว่าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาด
หมายความว่า Benefit ของลูกค้าก็คือ “เรตแลกเงินที่คุ้มค่า”
3. ทำไมลูกค้าถึงเลือกแบรนด์เรา ?
แบรนด์ต้องบอกให้ได้ว่า ทำไมลูกค้าต้องซื้อสินค้าของแบรนด์ไม่ใช่คู่แข่ง ซึ่งอาจจะเป็นจุดเด่นที่มีแค่เราเท่านั้นที่ทำได้ หรือจุดที่เราทำได้ดีกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
ยกตัวอย่างเช่น Apple มี Ecosystem ที่เชื่อมทุกอุปกรณ์เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น iPhone, Mac, iPad,
AirPods และ iCloud ซึ่งทุกอย่างสามารถเชื่อมต่อกันได้แบบไร้รอยต่อในแบบที่แบรนด์คู่แข่งทำไม่ได้
พอเราได้ 3 ข้อนี้แล้ว เราจะเริ่มเห็นภาพแล้วว่าแบรนด์ของเราทำมาขายใคร, เด่นตรงไหน และดีกว่าคู่แข่งอย่างไร ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็น Value Proposition ของแบรนด์เรานั่นเอง
ทำให้ในมุมของการคิดโฆษณา รวมถึงการคิดคำ Copywriting ถ้าเราเอา Value Proposition ของแบรนด์มาเป็นจุดตั้งต้น จะช่วยให้งานง่ายขึ้นมาก ๆ
เพราะเราจะสามารถเรียบเรียงคำโฆษณาได้โดยที่รู้แล้วว่ากำลังพูดกับใคร และจะแก้ปัญหาของพวกเขาได้อย่างไร
สมมติว่า เราทำแบรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ แล้ววางให้ Value Proposition เป็นรสชาติที่อร่อย, แคลอรีน้อย ต่างจากอาหารสุขภาพทั่ว ๆ ไปที่จืด ๆ แห้ง ๆ
คำ Copywriting ตาม Value Proposition ของเราก็อาจจะเป็น “แคลน้อย อร่อยแน่”
โดยที่ผ่านมา ก็มีหลายเคสเลยที่แบรนด์เอาส่วนใดส่วนหนึ่งของ Value Proposition มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของคำโฆษณา ไม่ว่าจะเป็น
“Watch anywhere, Cancel anytime” หรือ “ดูได้ทุกที่ ยกเลิกได้ทุกเวลา” ของ Netflix
สื่อให้เห็นถึง Value Proposition ของ Netflix ที่เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่ให้ลูกค้าสามารถดูได้จากหลายอุปกรณ์ แถมยังยกเลิกได้ทุกเมื่อ โดยไม่มีข้อผูกมัด
หรือจะเป็น
“น้ำร้อนประเทศไหน… ก็อร่อย” สื่อให้เห็นว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่ามี Value Proposition เป็นสินค้าที่ลูกค้าจะได้รสชาติที่คุ้นเคย
และยังช่วยแก้ Pain Point ของคนที่ไปต่างประเทศแล้วอาหารไม่ถูกปากได้นั่นเอง
สุดท้ายนี้การใช้ Value Proposition เป็นเพียงไอเดียหนึ่งสำหรับการเขียน Copywriting เท่านั้น
ในโลกการตลาดยังมีนัก Copywriter เก่ง ๆ ที่แต่ละคนก็มีเทคนิคและวิธีการเขียนที่แตกต่างกันออกไป
โฆษณา