Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
29 ม.ค. เวลา 05:25 • ธุรกิจ
💎 Reliability is the New Talent
เมื่อ ‘คนเก่ง’ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ ‘คนที่วางใจได้’ คือผู้ชนะตัวจริงในโลกการทำงานยุคใหม่
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วาทกรรมเรื่อง “สงครามแย่งชิงคนเก่ง” (War for Talent) กลายเป็นภาษากลางของผู้บริหาร แผนก HR และที่ปรึกษาธุรกิจแทบทุกเวที เราเห็นองค์กรจำนวนมากทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อคว้าตัว Top Talent เงินเดือนสูง โบนัสแรง สิทธิประโยชน์จัดเต็ม ด้วยความหวังว่าคนเก่งจะเป็นคำตอบของทุกปัญหา ตั้งแต่ประสิทธิภาพการทำงาน นวัตกรรม ไปจนถึงความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
แต่เมื่อมองลึกลงไปในชีวิตการทำงานจริง “ไม่ใช่ในสไลด์ ไม่ใช่ในรายงาน KPI และไม่ใช่ใน Pitch Deck” สมมติฐานนี้เริ่มสั่นคลอนอย่างเงียบงัน หลายองค์กรพบว่าการได้คนเก่งเข้ามา ไม่ได้แปลว่าองค์กรจะเดินหน้าได้เร็วขึ้นเสมอไป บางครั้งกลับยิ่งเปราะบางกว่าเดิม
ประสบการณ์กว่า 20 ปีในโลกองค์กร ทำให้ผมตกผลึกความเชื่อหนึ่งที่อาจฟังดูขัดกับกระแส แต่ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งพิสูจน์ตัวเองได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในสนามรบของงานจริง เราไม่ได้ต้องการ “คนที่เก่งที่สุด” เสมอไป แต่เราขาดไม่ได้กับ “คนที่วางใจได้”
ความเก่ง (Competency) อาจทำให้ทีมดูดีในระยะสั้น สร้างความตื่นตา และสร้างภาพลักษณ์ที่น่าประทับใจ แต่ความวางใจได้ (Reliability) คือสิ่งที่ทำให้องค์กร “เดินต่อได้จริง” ในระยะยาว โดยเฉพาะในโลกที่ไม่แน่นอน ผันผวน และเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกปี
====
🔍 นิยามใหม่ของคนที่ “วางใจได้” ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบเสมอ?
คำว่า Reliable ไม่ได้หมายถึงคนที่ไม่เคยพลาด ไม่ได้หมายถึง Perfectionist หรือคนที่ทำงานได้สมบูรณ์แบบทุกครั้ง แต่หมายถึงคนที่องค์กรสามารถพึ่งพาได้จริงในวันที่สถานการณ์ไม่เป็นใจ วันที่โจทย์เปลี่ยนกะทันหัน หรือวันที่ทรัพยากรไม่ครบตามแผน
หัวใจของความวางใจได้คือแนวคิดง่ายๆ แต่ทรงพลัง ที่เรียกว่า “Zero Negative Surprise” หรือการไม่สร้างเรื่องไม่คาดคิดในทางลบให้กับทีมและองค์กร
* “รับปากแล้วทำ” ไม่ใช่เพราะกลัวหัวหน้า แต่เพราะเคารพคำพูดของตัวเอง และเข้าใจว่าคำพูดคือสัญญาทางวิชาชีพ
* “มีปัญหาแล้วบอกเร็ว” ไม่ซุกงาน ไม่หายเงียบ ไม่ปล่อยให้ปัญหาลุกลามจนควบคุมไม่ได้ พร้อมเสนอทางเลือกหรือแนวทางแก้ไข
* “บริหารตัวเองได้” หัวหน้าไม่ต้องคอยตามงาน ไม่ต้อง Micromanage เพราะเขาเข้าใจเป้าหมาย บริบท และผลกระทบของงานที่ตนรับผิดชอบ
คนแบบนี้อาจไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุดในห้องประชุม ไม่ใช่คนที่ไอเดียหวือหวาที่สุด หรือโดดเด่นที่สุดในสายตาผู้บริหาร แต่คือคนที่ทีมรู้สึก “สบายใจ” ที่จะฝากงานไว้ และรู้ว่าหากมีปัญหา จะได้รับการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา
ในโลกการทำงานจริง ความสบายใจเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นต้นทุนที่ลดความเสี่ยง ลดความเครียด และเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ
====
⚠️ ต้นทุนแฝงของ ‘คนเก่งที่วางใจไม่ได้’?
องค์กรจำนวนไม่น้อยเคยมีประสบการณ์ร่วมกันอย่างเจ็บปวด: ได้คนเก่งระดับหัวกะทิเข้ามา แต่กลับต้องจ่ายราคาที่แพงกว่าที่คิด ทั้งในรูปของเวลา พลังงาน และบรรยากาศการทำงาน
คนเก่งที่มีอีโก้สูง ไม่รักษาคำพูด หรือขาดความรับผิดชอบ มักมาพร้อม ต้นทุนแฝง (Hidden Cost) ที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในงบประมาณหรือแผนทรัพยากรบุคคล เช่น
* เวลาและพลังงานของหัวหน้าที่ต้องใช้ไปกับการไล่ตามงานและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
* ความไม่แน่นอนของเดดไลน์ ที่กระทบทั้งทีมและลูกค้า
* ความเครียด ความไม่มั่นใจ และความระแวงที่ค่อยๆ แพร่กระจายไปในองค์กร
ในทางกลับกัน คนที่วางใจได้ช่วย “คืนเวลา” ให้ผู้นำ ทำให้ผู้บริหารสามารถโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์ การคิดอนาคต การพัฒนาคน และการสร้างระบบที่ยั่งยืน แทนที่จะหมดแรงไปกับการดับไฟรายวัน
ในยุคที่ AI และเทคโนโลยีสามารถเข้ามารับช่วงงานที่ต้องใช้ความเก่งเชิงเทคนิคได้มากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่องค์กรขาดไม่ได้ยิ่งกว่าเดิม คือมนุษย์ที่ รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่แสดงความสามารถเฉพาะตัว
====
🧠 วิทยาศาสตร์ของความไว้วางใจ “ทำไม Reliability สำคัญกว่าที่คิด?”
แนวคิดเรื่องความวางใจได้ ไม่ได้เป็นเพียงบทเรียนจากประสบการณ์ส่วนตัว แต่มีงานวิจัยและทฤษฎีด้านการบริหารจัดการระดับโลกสนับสนุนอย่างชัดเจน
1️⃣ สมการความไว้วางใจ (The Trust Equation)
* David H. Maister ผู้เขียน The Trusted Advisor เสนอสมการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “Trust = (Credibility + Reliability + Intimacy) / Self-Orientation”
* ต่อให้คุณมีความรู้ ความสามารถ หรือประสบการณ์สูงเพียงใด (Credibility สูง) หากขาด Reliability หรือหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป (Self-Orientation สูง) ความไว้วางใจก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว และยากจะฟื้นคืน
2️⃣ Psychological Safety ไม่เกิดจากแค่พูดดี แต่เกิดจากพฤติกรรมจริง
* Amy Edmondson จาก Harvard ชี้ว่าทีมที่มีประสิทธิภาพสูง ต้องมีพื้นที่ที่คนกล้าพูดความผิดพลาด กล้ายอมรับข้อจำกัด และกล้าขอความช่วยเหลือ
* “คนที่วางใจได้” คือแกนกลางของบรรยากาศนี้ เพราะเมื่อเขากล้าบอกข่าวร้าย กล้ายอมรับความผิด ทีมทั้งทีมจะเรียนรู้ว่าความจริงปลอดภัยกว่าการปกปิด และปัญหาสามารถแก้ได้เร็วกว่าเดิม
3️⃣ Grit ชนะ IQ ในระยะยาว
* งานวิจัยของ Angela Duckworth ยืนยันว่า ความสำเร็จระยะยาวไม่ได้วัดจาก IQ หรือพรสวรรค์ แต่จาก Grit หรือความเพียร ความอึด และความสามารถในการไม่ทิ้งงานกลางทาง
* ซึ่งทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติสำคัญของคนที่วางใจได้ และเป็นสิ่งที่องค์กรต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ
====
🎯 ดังนั้น เลือกคนที่ “เชื่อใจได้” สำคัญไม่แพ้ “ดูเก่ง”
ในโลกการทำงานที่ผันผวน เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง และความคาดหวังที่สูงขึ้น ผู้นำอาจต้องตั้งคำถามใหม่กับตัวเองว่า
* เรากำลังสร้างทีมจากคนที่ “เก่งแต่คุมยาก” หรือ “ธรรมดาแต่วางใจได้”?
* เราให้รางวัลกับคนที่โชว์ผลงานสวย หรือคนที่รับผิดชอบผลลัพธ์จริง?
เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรมักไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดอัจฉริยะ แต่มักล้มเหลวเพราะขาดคนที่รักษาคำพูด กล้ารับผิด และยืนอยู่ข้างทีมในวันที่งานไม่สวย
ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว Reliability ไม่ใช่ Soft Skill แต่คือ Strategic Asset **และคนที่วางใจได้ คือผู้ชนะตัวจริงในเกมระยะยาวของโลกการทำงาน
#วันละเรื่องสองเรื่อง #ReliabilityIsNewTalent #LeadershipMindset #TrustInTeams #WorkCulture #PeopleStrategy
ผู้นำ
คนเก่ง
วัฒนธรรมองค์กร
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย