29 ม.ค. เวลา 07:25 • หนังสือ

📌18 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือ “ก้าวต่อไปแม้ไม่สมบูรณ์แบบ”

🖋️Progress over Perfection Strategy
คุณเบส (กิตติศักดิ์ คงคา, ลงทุนศาสตร์) เมื่อคุณผู้อ่านเบี่ยงสายตามองชื่อเสียงเรียงนามอันคุ้นตาของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้แล้วก็คงไม่ต้องเกริ่นประวัติกันให้ยืดยาว ไม่ว่าเขาจะหลงใหลกระทำสิ่งใดก็มักไปสุดทางเสมอ ไม่ว่าจะในบทบาทนักเขียน นักธุรกิจ หรือนักลงทุน ฯลฯ เราคงอยากรู้อยู่บ้างล่ะว่าเขามีวิธีคิดอย่างไรต่อเป้าหมายชีวิต และการทำงาน เราในฐานะผู้อ่านจะสามารถนำข้อคิดใดท่ามกลางตัวอักษรมากมายในหนังสือเล่มนี้มาประยุกต์ใช้ได้บ้าง?
...
เขาเป็นคนละเมียดละไมกับการเขียน พอๆกับที่เขาละเมียดละไมกับชีวิต ดูเป็นคนเข้าถึงยากและหลงรักในความสมบูรณ์แบบ ขัดแย้งกับชื่อหนังสืออย่างสิ้นเชิง ลองมาดูกันครับว่าคนที่สมบูรณ์แบบในสายตาของผมหรือของคุณจะกล่าวถึงความไม่สมบูรณ์แบบว่าอย่างไร ผ่านวิธีคิดต่อชีวิตและหน้าที่การงานของผู้เขียนที่ดูไร้ที่ติคนนี้ 😊
✴️เป้าหมายชีวิตต้องชัดเจน ไม่เลื่อนลอย พร่าเลือน
.
เราทุกคนมีความฝันที่ต้องการก้าวเดินไปให้ถึง แต่แค่ตั้งเป้าหมายเฉยๆยังไม่พอ ต้องรู้ด้วยว่าทำไมถึงอยากประสบความสำเร็จ ความสำเร็จนั้นให้อะไร และสำคัญต่อชีวิตอย่างไร การตั้งเป้าหมายที่ดีต้องวัดผลได้ นำไปสู่การกำหนดพฤติกรรมของตัวเราเองเพื่อเดินทางสู่เป้าหมาย (SMART) ชัดเจนจับต้องได้ วัดผลเป็นตัวเลขได้ เป็นไปได้จริงในเชิงปฏิบัติ มีเป้าหมายย่อยที่สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ มีกำหนดเวลาชัดเจน เพื่อนำไปสู่การวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ
(เปลี่ยนจากฉันอยากรวย เป็น ฉันอยากมีเงิน 5 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนในตลาดหุ้นและรับเงินปันผลเฉลี่ย 5% ต่อปี หรือ 2 หมื่นบาทต่อเดือน ในอีก 15 ปีข้างหน้า) เป้าหมายคือหัวใจของความสำเร็จ
.
เราจะศึกษาความสำเร็จของคนอื่นเพื่อเรียนรู้ก็ได้ และพยายามผลักดันตัวเองไปให้ถึงในสักวันหนึ่ง เราต้องรู้ว่าหน้าตาความสำเร็จของตัวเองเป็นอย่างไร วัดผลได้อย่างไร และใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้มันมา
✴️ความสม่ำเสมอคือหัวใจของความสำเร็จ
.
ความสำเร็จเกิดจากการทำทีละน้อยอย่างสม่ำเสมอด้วยใจหลงใหลและทรหด จากหนังสือ ‘GRIT : The Power of Passion & Perseverance’ กล่าวไว้ว่าความหลงใหลและความทรหดช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้มากกว่าระดับสติปัญญา ทุกอย่างต้องใช้เวลา เราต้องรู้ว่าความอึดช่วยนำพาไปสู่เป้าหมายได้ อย่าหลงระเริงออกนอกเส้นทาง ต้องรู้ว่าเส้นทางของตนเองคืออะไรและไปให้สุดทาง
.
ความสำเร็จมากมายบนโลกใบนี้มักใช้เวลายาวนาน หากมัวหมกมุ่นแต่ความสำเร็จเราคงทดท้อใจ เพราะหลายครั้งก็มองแทบไม่เห็นปลายทาง สิ่งเดียวที่เราควรยึดมั่นคือ “เชื่อในกระบวนการ” เชื่อว่าเส้นทางที่เลือกแล้วนั้นถูกต้อง เราควบคุมเรื่องมากมายบนโลกไม่ได้ แต่เราควบคุมตัวเองได้ มองให้ออกว่าเส้นทางไหนนำพาไปสู่ความสำเร็จ มุ่งมั่นยืนอยู่บนเส้นทางนั้น ปล่อยให้เวลาได้ทำงานบ้าง
✴️เป็นคนช่างเลือก
.
เลือกทำงานใดๆเมื่องานนั้นตอบโจทย์ 3 ข้อ นั่นคือ “เงิน ความหลงใหล หรือคุณค่าในตัวเอง” จะตอบโจทย์เพียงข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งหมดก็ได้ แต่สิ่งที่ได้รับสักข้อนั้นต้องมีน้ำหนักมากพอ หากงานที่ทำนั้นไม่ได้เงิน ก็ควรมอบความหลงใหลสุดโต่ง หรือเปิดโอกาสให้เราได้พัฒนาตนเอง งานในอุดมคติคืองานที่ตอบโจทย์พร้อมกันทั้ง 3 ข้อ เช่นนั้นแล้ว ‘การเลือก’ คือหัวใจของความสำเร็จ ถามตนเองก่อนว่างานที่กำลังทำอยู่นั้นสามารถพาเราไปสู่เป้าหมายได้ไหม หัวใจของความสำเร็จของเราคืออะไร
.
งานอดิเรกพอจะเปลี่ยนเป็นอาชีพอะไรได้บ้าง ไม่ต้องคิดถึงผลกำไรเยอะ ขอแค่สนุกที่ได้ทำ การจดจ่ออยู่กับมันได้ยาวนานพอคือแต้มต่อในการสร้างเงิน มันเป็นแค่เรื่องความชอบ เยียวยาหัวใจ แน่นอนว่าเราต้องมีงานหลักที่สร้างรายได้มั่นคงก่อน ส่วนงานอดิเรกเป็นงานที่ไม่จำเป็นต้องไปกดดัน จะไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ ไม่ต้องมีเป้าหมายอะไร คุณอาจค้นพบธุรกิจจากงานอดิเรกก็ได้
.
ไม่ว่าเราจะทำงานอะไร ต้องมีใครสักคนพร้อมจ่ายเงินให้คุณเสมอ (แน่ล่ะ) หาลูกค้าของตัวเองให้เจอ มองให้ออกว่าลูกค้ากำลังคิดอะไรอยู่ เขาต้องการอะไร ปัญหาของเขาคืออะไร แก้ปัญหาให้ตรงโจทย์คนจ่ายเงินมากที่สุด อะไรที่ทำได้ก็ทำให้สุด ทำเท่าที่ไม่สูญเสียตัวตนจนเกินไป การทำงานที่ตอบโจทย์คนจ่ายเงิน ไม่สูญเสียตัวตน และได้ทำในสิ่งที่รัก คือโจทย์สำคัญของชีวิตการทำงาน
✴️ค้นหาคุณค่าในตัวเอง
.
งานที่เราทำอยู่มีคุณค่าไหม อย่างน้อยที่สุดต้องมีคุณค่าพื้นฐาน คือเป็นงานที่แก้ปัญหาสักอย่างให้ใครสักคน งานที่ทำอยู่เป็นของหายากไหม หากเราไม่แตกต่าง ความสามารถของเราคือทักษะที่หาง่าย ไม่เฉพาะทาง นายจ้างก็จะเลือกจากคนที่ค่าแรงต่ำที่สุด อำนาจต่อรองต่ำ หากงานของเรามีคุณค่าพื้นฐาน แตกต่างจากคนอื่น และลอกเลียนแบบได้ยาก ก็มีแนวโน้มที่เราจะแข่งขันในตลาดแรงงานได้ในระยะยาว
.
กระจายคุณค่าในตัวเองอย่างรอบคอบ เตรียมตัวรับมือกับความผิดหวังของชีวิต ลองคิดดูว่าคุณค่าชีวิตของเราผูกอยู่กับสิ่งใด หากมุ่งมั่นกับงานจนลืมทุกอย่างก็ลองมีงานอดิเรก สิ่งที่ทำแล้วสุข มีคุณค่า ไม่เรียกร้องอะไรมากมายจากชีวิต เราไม่ควรสูญเสียคุณค่าในตัวเอง หาคุณค่าในตัวเองให้เจอแล้วกระจายความเสี่ยงเสีย ยอมถึงเป้าหมายช้าลงบ้าง แต่ช่วยเยียวยาหัวใจ
✴️สร้างตัวตน ขายตัวเองให้เป็น
.
‘Personal Branding’ มองให้ออกว่าเราต้องสร้างตัวตนอย่างไรในเหมาะสมกับงานที่ทำอยู่ เมื่อจะขายตัวเอง ต้องตอบให้ได้ว่าทำไมงานนี้ต้องเป็นเราเท่านั้น ทำไมไม่จ้างคนอื่น ทำไมเราต้องได้ผลตอบแทนมากกว่าค่าเฉลี่ย
✴️ทักษะการสื่อสารคือสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จ
.
เราห้ามคนเข้ามาตัดสินเราจากภายนอกไม่ได้ สิ่งสำคัญคือความสามารถในการสื่อสาร ไม่มีใครรู้และเข้าใจความสามารถของเราอย่างถ่องแท้ได้ในทันที ผู้คนจะตัดสินเราจากการสื่อสารก่อน พัฒนาทักษะการสื่อสารพื้นฐานให้แข็งแรง คนตัดสินเราจากภายนอกเสมอ การเป็นคนเก่งอย่างเดียวคงไม่พอ เราต้องแสดงความเก่งออกมาด้วย มันเป็นเรื่องพื้นฐานของการนำเสนอคุณค่าที่มีในตัวเองออกไปผ่านการพูด การเขียน การอ่าน และการฟัง
.
📌ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังพยายามเป็นคนอื่น แค่เป็นตัวเราเอง แต่การสื่อสารความเป็นตัวเองออกมาต้องอาศัยทักษะการพูดและเขียน จงพัฒนาสิ่งนี้ทุกวัน ทีละเล็กละน้อย
✴️รู้เรื่องการเงินส่วนบุคคล
.
ต้องมีความพร้อมเรื่องเงิน ความหลงใหลและทรหดต่องานข้างต้นมักไม่เกิด หากคุณมีปัญหาเรื่องเงิน ทุกอย่างจะกดดันไปหมด เราจะกลายเป็นคนที่แค่ทำงาน รับเงิน แล้วปล่อยชีวิตให้ผ่านไปอีกวัน ก่อนมองเรื่องความสำเร็จเราต้องปูพื้นฐานเรื่องเงินให้แน่นก่อน เช่น ลดหนี้ที่มีดอกเบี้ยและไม่สร้างรายได้ให้เหลือน้อยที่สุด อาจเลือกงานที่รายได้สูงก่อนงานที่หลงใหล อาจเติบโตช้าหน่อย แต่ไม่ก้าวพลาดลำบากในอนาคต เราควรรู้ว่าสถานะด้านการเงินของเราในปัจจุบันเป็นอย่างไร เช่น สินทรัพย์ หนี้สิน รายรับ และรายจ่าย
.
📌ไม่ได้บอกว่าต้องรวยก่อนจึงจะทำในสิ่งที่หลงใหลได้ แต่สิ่งที่ควรมีเป็นพื้นฐานคือ รู้เรื่องการบริหารเงิน เงินสำรองฉุกเฉิน 6-12 เดือน งานหลักที่มั่นคงพอสมควร
✴️สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ
.
นอนหลับให้เพียงพอ (6-8 ชม.) สม่ำเสมอและเป็นกิจวัตร อย่าหลงต่อมายาคติว่านอนให้น้อย ทำงานให้มาก มันจะทำให้แย่ในระยะยาว ดูแลสุขภาพจิตให้ดี หลักสำคัญคือเรื่องของคุณค่าในตัวเอง เราผูกคุณค่าในชีวิตไว้กับเรื่องอะไร มองให้ออก จะได้เข้าใจและรับมือความเปลี่ยนแปลงในอนาคต หากทำไม่ได้ก็เป็นเรื่องธรรมดา จงมอบหน้าที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ (จิตแพทย์ นักจิตบำบัด)
วางแผนดูแลสุขภาพในระยะยาว เรากำลังวางแผนเพื่อประสบความสำเร็จในระยะยาว แต่ถ้าอายุไม่ยืน สิ่งที่สร้างมาก็เปล่าประโยชน์ กินดี ออกกำลังกายเหมาะสม นอนให้พอ ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
✴️มุ่งเน้นที่จุดแข็ง
.
มุ่งเน้นไปยังจุดแข็งของเรา ไม่ได้หมายความว่าให้เลิกล้มการแก้ไขจุดอ่อนที่มี แต่ให้ลองทบทวนดูว่าจุดอ่อนนั้นส่งผลต่อการทำงานและการเติบโตมากน้อยแค่ไหน หาคนมาเสริมจุดอ่อนได้ไหม วิเคราะห์ตัวเองว่าจุดอ่อนของเราคืออะไร หาคนที่มีจุดแข็งตรงประเภทมาช่วยแก้ได้ไหม การเติบโตและสร้างตัวตนที่ดีคือการยอดเยี่ยมในเรื่องใดสักเรื่องหนึ่ง มองหาจุดแข็งก่อน หาทักษะความสามารถที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้ หาความแตกต่างและเลียนแบบได้ยาก
เมื่อเจอแล้วก็นำมาขัดเกลาด้วยความหลงใหลและทรหดเพื่อมุ่งไปสู่จุดหมาย ส่วนสิ่งที่ไม่ถนัด ไม่ใช่เป้าหมาย หรือสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำด้วยตนเอง ก็ให้คนอื่นทำ จบ
.
📌(ในหนังสือกล่าวถึงแบบทดสอบค้นหาจุดแข็งที่ชื่อว่า ‘SliftonStrengths’ ด้วย น่าสนใจ ผมลองตามไปทำดูแล้ว ไว้จะกลับมาแชร์ในโพสต์ถัดไปนะครับ)
✴️TO-DO-LIST
.
เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ด้วย ‘To do list’ เขียนตารางงานที่คั่งค้างไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ออกมาให้หมด ชีวิตการทำงานจะเป็นระบบมากขึ้นผ่านการเขียนสิ่งที่ต้องทำออกมาอย่างเป็นระบบ คนทั่วไปมีแนวโน้มวิตกกังวลต่อปัญหาเมื่อไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร การเขียนทุกอย่างเป็นตัวอักษรจะช่วยตีกรอบความคิด ความวิตกกังวลจะลดลงเมื่อเรามองเห็นว่ามีอะไรต้องสะสางบ้าง ทำอะไรเสร็จไปแล้วบ้าง คืบหน้าถึงไหนแล้ว ช่วยลดความจดจ่อต่อสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ และรู้ว่าควรวางแผนการทำงานต่อไปอย่างไร
.
แบ่งงานเป็น 3 ระดับ [A: สำคัญ เร่งด่วน], [B สำคัญ ด่วนรองลงมา], [C สำคัญ ด่วนน้อยที่สุด] พยายามทำงาน A ให้เสร็จก่อน แต่ถ้างานเยอะมากก็ทำ A สลับ B / ส่วน C ให้คนอื่นทำหรือดองไว้ก่อน พยายามออกแบบวิธีการทำงานของเราเองต่อจาก To do list กระจายงานใหญ่ให้กลายเป็นงานย่อย เราจะเห็นภาพขั้นตอนการทำงานละเอียดขึ้น ลดภาระสมองในการบริหารจัดการงาน เสพความสำเร็จในแต่ละขั้นตอนได้มากขึ้น การเขียนตารางงานเป็นก้อนใหญ่เกินไปมักไม่ช่วยลดความวิตกกังวลเท่าที่ควร เพราะมันดูยาก ไม่สามารถปิดจบได้ง่ายๆเลย
✴️คิดให้มากขึ้น ทำให้น้อยลง
.
ความสามารถในการจินตนาการเป็นทักษะราคาแพง ลองแยกเวลาคิดและเวลาทำออกจากกัน ใช้เวลาคิดงานให้เต็มที่ แต่ยังไม่ต้องลงมือทำ มากสุดคือจดบันทึกไว้ จากนั้นก็ไปใช้ชีวิต แล้วเมื่อเจอแง่มุมที่ต่อยอดงานได้ก็เก็บมาต่อยอด งานที่มีมูลค่าสูงส่วนใหญ่มักเร่งไม่ได้และไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะถ้ามีมันจะเลียนแบบได้ง่ายและมูลค่าต่ำ ลองปล่อยจินตนาการไปเรื่อยๆ เรียบเรียงทุกอย่างในหัวเสมือนมันกำลังเกิดขึ้นจริง ไม่เร่งรีบ ค่อยๆแต่งเติมอย่างเชื่องช้า การที่คนส่วนใหญ่ทำงานไม่ทัน มักมีเหตุผลจากใช้เวลา “คิด” ไม่มากพอ
✴️มองหารูปแบบ ที่ทำซ้ำได้
.
มองหารูปแบบจะช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น เหมือนเราค้นพบทางลัดในการทำงาน ไม่ต้องคลำหาทางเดินใหม่ตลอดเวลา การค้นพบรูปแบบคือการสะสมองค์ความรู้จากการทำงานครั้งเก่าและนำมาใช้ในการทำงานใหม่ ช่วยย่นย่อเวลาการทำงานใหม่ได้ ลองพิจารณาดูว่างานที่ทำอยู่มีรูปแบบอะไรที่ซ้ำซ้อนและสามารถนำมาปรับใช้ได้ในอนาคตไหม
.
📌แต่อย่าลืมว่าคุณค่าในเนื้องานนั้นสำคัญกว่ารูปแบบ
✴️สภาวะลื่นไหล (Flow State)
.
สภาวะลื่นไหล ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจะนำตัวเองเข้าสู่สถานะดังกล่าวมีเงื่อนไขเพียงไม่กี่ข้อคือ ร่างกายต้องเหมาะสม (สุขภาพกายพร้อม จิตพร้อม) กำจัดสิ่งรบกวนรอบตัวที่ทำให้อารมณ์ไม่ปกติ ปัญหาความกังวลใจต่างๆ งานยิบย่อยรอบตัว ค่อยๆกำหนดเป้าหมายย่อยๆ และบรรลุไปทีละขั้นตอนตาม To do list อีกข้อคือเลือกงานที่เหมาะสมกับตนเอง ทั้งด้านความหลงใหล ทักษะ และมีความท้าทายที่เหมาะสม จะส่งผลให้ทำงานได้เร็วขึ้น
เมื่อหา Flow State ของตัวเองเจอแล้วต้องถอดความสำเร็จออกมาเป็นรูปแบบให้ได้ ว่าเราจะสร้างสภาวะลื่นไหลแบบนั้นขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร “ความสำเร็จที่ถอดรูปแบบได้ ย่อมทำซ้ำได้”
.
📌หลักการคือจงทำงานที่เราหลงใหล วางเป้าหมายให้ชัดเจน สภาพร่างกายและจิตใจพร้อม มองหารูปแบบเสมอ ไปจนถึงทำ To do list
✴️เวลาของเรา ต้องเป็นของเรา
.
เรามีพลังงานจำกัด ตั้งใจเลือกให้ดีว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร เวลามีค่ามหาศาล ไม่ควรเอาเวลาไปใช้กับสิ่งที่ไม่คุ้มค่าหรือไม่อยากทำ การที่เราไม่ต้องตัดสินใจเรื่องเล็กๆน้อยๆบ่อยครั้ง จะช่วยลดความเหนื่อยล้า ลองดูตารางชีวิตของตนเองว่าอะไรไม่มีประโยชน์ ไม่ควรทำ บางสิ่งที่ลดปริมาณลงได้ และอะไรที่อยากทำมากขึ้น สิ่งใดที่ทำแล้วนำทางไปสู่เป้าหมาย ทุกครั้งที่มีคนจะมาเอาเวลาของคุณไปใช้ ต้องตั้งคำถามเสมอว่าทำไม เราจะได้ประโยชน์อะไร เขาจะได้ประโยชน์อะไร มีรูปแบบการใช้เวลาที่มีประโยชน์กว่านี้ไหม
.
ปฏิเสธความคาดหวังเล็กน้อยของผู้อื่น เพื่อให้ความสำคัญกับตัวเอง ถือเป็นการเคารพตนเองประเภทหนึ่ง หากใครจะลาจากชีวิตเราเพียงเพราะไม่เข้าใจเหตุผลอันเรียบง่ายนี้ ก็คงไม่น่าเศร้าเท่ากับเราไม่ได้กลับมารักตัวเองเลย
.
เราต้องมีคนช่วยทำอะไรสักอย่าง ลองตั้งคำถามว่าอะไรที่เราต้องทำเองเท่านั้น และอะไรที่ไม่จำเป็นต้องทำเองก็ได้ พยายามรักงานที่เราต้องทำเองเท่านั้นมากกว่า การแบ่งงานเป็นรากฐานของความสำเร็จ หากคิดจะเติบโตเราก็ปฏิเสธการหาคนมาช่วยงานไม่ได้ คุณไม่สามารถทำทุกอย่างได้เองเพียงลำพัง
.
เราต้องเป็นเจ้าของเวลาของตัวเอง ปฏิเสธให้เป็น สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือการเลือกที่จะทำ หรือไม่ทำอะไร ลองทบทวนว่าเวลาที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับมาหรือเปล่า พยายามทำให้คนอื่นเคารพเวลาของเรา แต่ก่อนอื่นเราต้องเคารพเวลาของคนอื่นก่อน เวลานัดหมายใครต้องตรงต่อเวลาเสมอ ขอเวลาจากเขาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำให้งานนั้นสำเร็จได้ ไม่ขอไปเรื่อยเปื่อย สิ่งใดที่ทำล่วงหน้าได้ ต่างคนต่างทำได้ ก็แยกกันทำ อะไรที่ติดต่อผ่านตัวอักษรได้ก็ใช้ให้มากกว่าการนัดประชุมหรือโทรศัพท์
✴️รักษาความสัมพันธ์ที่ดี
.
บางครั้ง ‘ทุนทางสังคม’ ส่งผลต่อความสำเร็จในอาชีพ เพราะต่างฝ่ายต่างมี ในสิ่งที่อีกฝ่ายไม่มี บางอาชีพนั้นความเห็นของผู้คนส่งผลต่องาน เราต้องถอดองค์ประกอบความสำเร็จที่ต้องการก่อน ถ้างานที่เราทำนั้นอาศัยสายสัมพันธ์ของผู้คน เราอาจเริ่มต้นด้วยการมองภาพตัวเองว่าอยากถูกมองเห็นในวงการนั้นๆอย่างไรโดยไม่สูญเสียตัวตนจนเกินไป
.
ถ้างานที่ทำอยู่นั้นอาศัยความเห็นคนอื่นมาก เรายิ่งต้องทำ ถ้าเราเป็นคนมีของหรือมีคุณค่าในตัวเองสักอย่าง ก็สร้างสายสัมพันธ์ได้ไม่ยาก สายสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้คุณไปได้ไกลกว่าในเส้นทาง สายสัมพันธ์ที่ดีมักมาจากคนรู้จัก เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมวงการ ซึ่งต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือกันโดยไม่คิดอะไร ส่วนคนที่เริ่มต้นรู้จักด้วยการแปะป้ายว่าจะมาสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กัน มักไม่ค่อยได้อะไรนัก
✴️อย่ายึดติด
.
เรามักยึดติดกับต้นทุนจม (Sunk Cost) ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจ ทุกครั้งที่เจอปัญหาลองถามตัวเองว่าความผิดพลาดครั้งนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในอนาคตไหม ถ้าไม่ ก็ปล่อยไป เพราะหากเราก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ไม่ได้ เราจะติดหล่มอยู่กับความรู้สึกผิดบาป วิตกกังวลไม่จบสิ้น ถามตัวเองว่าเครียดแล้วแก้ไขอะไรได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็ปล่อยไป
.
“หลายครั้งชีวิตทำได้แค่ ทำใจ” เราเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่เรียนรู้จากมันได้ เราต้องยอมรับความจริงก่อน ผิดพลาดคือผิดพลาด ถ้าแก้ได้ก็แก้ แก้ไม่ได้ก็ยอมรับแล้วไปต่อ สิ่งสำคัญคือเราเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดบ้าง จะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร อย่ากลัวความพ่ายแพ้ เพราะถ้ากลัวเราจะไม่ได้ทำอะไรเลยซึ่งนั่นเท่ากับการถอยหลัง
✴️โชคชะตาเล่นตลก
.
โชคชะตาเป็นเพียงตั๋วเข้างาน หากเข้าไปแล้วทำอะไรไม่ได้ก็เท่านั้น เส้นทางแห่งความสำเร็จไม่ได้ใช้แค่ดวง โชคชะตาอาจทำให้ทางเดินของเราง่ายขึ้น แต่ไม่ทั้งหมด เราต้องมีความสามารถด้วย หากประสบความสำเร็จครั้งแรกแต่ต่อยอดไม่ได้ เราก็แค่โชคดี ความสำเร็จที่ทำซ้ำไม่ได้ก็เป็นเพียงโชคชะตาชั่วครั้งคราว
✴️ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ
.
มนุษย์มักก่นด่าตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล การยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเราเองให้ได้จะทำให้รู้สึกเบาสบาย แค่ทำให้ดีที่สุด ถ้าผิดพลาดก็เรียนรู้และก้าวต่อไป สิ่งนี้จะทำให้เรารักษาความหลงใหลใฝ่ฝันต่อเป้าหมายเอาไว้ได้ การยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบนั้นสำคัญต่อผู้โหยหาความสำเร็จ
คนที่ตั้งใจจะไปให้ถึงฝั่งฝันมักมีแนวโน้มหลงใหลความสมบูรณ์แบบ แต่เราจำเป็นต้องรู้ว่าต่อให้ประสบความสำเร็จมากมายแค่ไหน ก็ไม่มีวันก้าวไปถึงไอ้ความสมบูรณ์แบบที่ว่านั่นหรอก การทำความเข้าใจตนเอง เข้าใจข้อจำกัดของตนเอง คือเครื่องรางรักษาสภาพจิตใจให้อยู่รอดได้ในระยะยาว
.
ชีวิตที่ไม่ล้มเหลวนั้นไม่มีหรอก ชีวิตคือการทำตามเป้าหมายที่อยากทำไปทีละอย่าง ทำไปเรื่อยๆ ทำเท่าที่อยากทำ เท่าที่มีแรง ความรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำต่างหากล่ะที่ทรงพลังยาวนาน เราจะเสียใจซ้ำไปซ้ำมาเมื่อมองย้อนอดีต เสียใจมากกว่าการลงมือทำแล้วผิดพลาด ไม่ว่าเรื่องใดในชีวิตเราต้องล้มเหลวสักครั้งหรือหลายครั้ง มากบ้างน้อยบ้าง อยากทำอะไรก็ทำไปเถิด อาการเจ็บปวดจากความผิดหวังอยู่เพียงชั่วคราว แต่ความเสียดายที่ไม่ได้ทำนั้นช่างตราตรึงยาวนานเหลือเกิน
...
📌“ความไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้บ่งบอกว่าชีวิตเหล่านั้นไม่มีคุณค่า”
🙏ขอบคุณบางส่วนจากหนังสือ "POPS: ก้าวต่อไปแม้ไม่สมบูรณ์แบบ"
.
ผู้เขียน: กิตติศักดิ์ คงคา (ลงทุนศาสตร์)
สำนักพิมพ์: 13357, 2025
.
ขอให้มีความสุขกับการอ่าน ในทุกๆวันนะครับ 😊
โฆษณา