Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Side Stories
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 13:02 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
"Wonder Man: มิตรภาพ บทบาท การแสดง"
แม้ซีรีส์ “Wonder Man” จะไม่ใช่แนวบู๊
แทบไม่มีฉากแอคชันซัดกันให้ดู
ตามแบบฉบับมาร์เวลที่เราคุ้นเคย
เป็นรสชาติอันแปลกใหม่ สไตล์เน้นปรัชญา
เคล้าดราม่ารวมกัน ภายใต้พลังที่ยังไม่เข้าใจ
และโลกแห่งวงการภาพยนตร์ที่ยังไม่อนุญาตให้
ผู้มีความสามารถเหนือมนุษย์ใดๆ มาโลดแล่น
สร้างอันตรายให้บรรดาเพื่อนร่วมงาน
ซึ่งว่ากันตามตรง
เรื่องนี้ไม่ได้ตรงจริตผมเลย
ตั้งแต่ตัวอย่างเผยแพร่ออกมา
ลองดูไปทีละตอนก็ยังไม่เห็นว่า
จะมีอะไรมาสะกิดให้ตรึงใจ
หรือกระตุกสายตาไม่ให้หย่อนลง
กระนั้นหลังจากได้ดูรอบสอง
และตามเก็บรายละเอียดเบื้องลึกต่างๆ
ก็คงต้องยอมรับเช่นกันว่าผลงานล่าสุดนี้
ได้หยอดแก่นประเด็นสำคัญ
ที่น่าสนใจไว้มากมายทีเดียว
คือมันไม่ได้เล่าเรื่องซูเปอร์ฮีโร่จ๋าๆ
แต่เล่าเรื่อง “คนธรรมดา”
ที่อินอะไรบางอย่างมากเกินไป
และต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับโลกจริง
หลายคนอาจดูแล้วคิดว่าเป็น
ซีรีส์เบื้องหลังวงการแสดงผสมพลังพิเศษ
แต่ความจริงคือ มันพูดถึงชีวิตมาก ๆ
ชีวิตของคนที่อยากมีตัวตน อยากสำคัญ
และอยากได้รับการยอมรับจากโลกทั้งใบ
เลยอยากจะเขียนบทความเก็บไว้
เป็นความทรงจำถึงเราทุกคน
ที่ต่างก็เป็นนักแสดงเล่นบทชีวิตของตัวเอง
สำหรับใครที่ดูจบแล้วเท่านั้นนะครับ
ว่าแล้วก็ไปดื่มด่ำกันเลย ดิ๊งด่อง!
.
.
.
1. นิยามที่ดีของเด็กเนิร์ด
- อย่างที่เราเห็นกันตั้งแต่ Ep.1 ว่าตัวเอก “Simon Williams” เป็นนักแสดงที่เก่งมาก ขณะเดียวกันก็เป็นคนที่เรื่องเยอะมากเพียงใด ในความใส่ใจรายละเอียดไปหมดเลย เบรคทุกจุด หยุดทุกกระบวนการทำงานให้ทุกคนฟังไอเดียเขาก่อน
คือการเป็นเนิร์ดในสิ่งที่รักมันดีมันดีแหละครับ แต่ต้องรู้จักคำว่า “พอดี” ให้ดีพอ ไม่งั้นจะเป็นแบบไซม่อนที่อินกับสิ่งที่รักแบบสุดทาง รักการแสดง รักบท รักรายละเอียด อยากให้ทุกอย่าง “ถูกต้อง” ในแบบที่ตัวเองเชื่อ จนลืมไปว่าโลกไม่ได้หมุนรอบความถูกต้องของเขาคนเดียว
อินน้อยไป งานย่อมไม่มีหัวใจ ส่วนอินมากไป คนร่วมงานก็อึดอัด โดนก้าวก่าย งานไม่ต้องเดินไปไหนกันพอดี เห็นได้ว่าแพสชันที่ไม่เผื่อพื้นที่ให้คนอื่น สุดท้ายจะเหลือแค่เราที่ยืนอินอยู่คนเดียว โดยไม่มีใครอยากร่วมงานด้วยเลย
นี่คือภาพสะท้อนว่าแพสชันที่ปราศจากความยืดหยุ่น สุดท้ายจะเหลือเพียงเราที่ยืนภูมิใจอยู่ลำพังบนกองซากปรักหักพังของความสัมพันธ์ การรู้จักคำว่า "พอดี" จึงไม่ใช่การลดทอนคุณค่าในสิ่งที่รัก แต่คือการเหลือพื้นที่ให้คนอื่นได้ร่วมเดินทางไปกับเราด้วยจริงๆ (ซึ่งปัญหาโลกหมุนรอบตัวที่ว่านี้ ไซม่อนก็เป็นกับแฟนสาว จนเธอย้ายของ บอกลาไปแบบไม่ไหวจะทน)
2. ศาสตร์และศิลป์ที่แท้จริงของ “การแสดง”
- เพราะนี่คืออาชีพที่เป็นศิลปะแขนงหนึ่ง และทำงานกับความรู้สึกของคนด้วยกัน ถ้าคิดน้อยไปก็เข้าไม่ถึงบท คิดมากไปก็พัง เกร็งไปอีก แบบไซม่อนที่พยายามเล่นให้ “ถูก” คิดแทนบท คิดแทนผู้กำกับ คิดแทนคนดูจนลืมสิ่งสำคัญที่สุดไปคือ “ความรู้สึกของตัวเอง”
พอเพื่อนซี้ต่างวัยอย่าง “Trevor Slattery” มาช่วยเตือนสติ เขาจึงฉุกคิดและหยุดพยายามที่จะสมบูรณ์แบบแล้วเริ่มใช้หัวใจนำทาง ทุกอย่างจึงเริ่มเข้าที่ขึ้นมา ทำให้เห็นว่าบางครั้งความผิดพลาดที่ดูเป็นธรรมชาติกลับมีเสน่ห์กว่าความเนี้ยบที่ไร้ชีวิตจิตใจ
รวมถึงความซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตรงหน้าคือเทคนิคที่ดีที่สุดทั้งในการแสดงและในการดำเนินชีวิตเรา อย่าให้ความคาดหวังของคนอื่นมากลบเสียงหัวใจจนคุณกลายเป็นหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึก นั่นแหละคือจุดเด่นที่ไม่ว่าจะมี AI เก่งขึ้นอีกกี่รุ่น ก็ยังแทนที่มนุษย์ไม่ได้ทั้งหมด
3. “โอกาส” ไม่เคยรอใคร
- โดยเฉพาะในวงการภาพยนตร์ระดับโลก ที่โอกาสไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะเจอและไม่ได้ตกใส่หัวคนเก่งเสมอไป บางทีมันก็ต้องถูกสร้างขึ้นมาเอง แบบไซม่อนที่วิ่งหางาน แอบส่งอีเมลใส่ชื่อในลิสต์แคสติ้งเนียนๆพาตัวเองไปอยู่ใกล้คนในวงการ สร้างเครือข่าย ทำทุกทางที่ทำได้เพื่อให้ได้รับการมองเห็น
เหมือนคนเราที่สิ่งเหล่านี้อาจไม่เห็นผลทันที เมื่อวันหนึ่งเส้นทางเหล่านี้อาจจะบรรจบกันเอง เกิดเป็นโมเมนต์ "Call Back" แห่งชีวิตที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากการเตรียมพร้อมและความพยายามที่ไม่เคยยอมแพ้ง่ายๆ
4. “ภาพลบ” ฝั่งแน่นง่ายและลึกยิ่ง
- เจ็บแต่จริงที่ต้องยอมรับว่าในโลกนี้ คนเรามักถูกจดจำจากภาพลบได้ง่าย ไว และนานกว่าเรื่องดีเสมอ เฉกเช่นเทรเวอร์ที่เป็นตัวอย่างชัดมากจากบท “แมนดาริน” ผู้ก่อการร้ายเทนริงกำมะลอในหนัง Ironman 3 ซึ่งอาจเป็นงานที่เขาเคยรับเพื่อเอาตัวรอด
แต่ภาพนั้น กลับกลายเป็น “ตัวตน” ที่โลกจำเขาไปแล้ว และเป็นตราบาปที่ฝังติดตามมา ต่อให้เขาเปลี่ยน ต่อให้เขาอยากเริ่มใหม่ เดินเข้าหาบทบาทใหม่ๆ ภาพจำก็ยังตามหลอกหลอนอยู่ ยังถูกทักว่าแมนดารินวนไปอีก
ซีรีส์เตือนให้เรารู้ว่าโลกอาจไม่แฟร์ที่ตัดสินเราจาก "ช็อตที่แย่ที่สุด" หรือภาพจำเพียงภาพเดียว นั่นคือเหตุผลที่เราต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกบทบาท เพราะภาพจำที่เราสร้างขึ้นในวันนี้ อาจกลายเป็นเงาที่ตามหลอกหลอนหรือส่งเสริมเราไปตลอดชีวิตก็เป็นได้
5. การทำงานเอาหน้าในองค์กร
- กับคนข้างล่างที่ต้องกลืนไม่เข้า คายไม่ออกแบบ “Agent P. Cleary” เจ้าหน้าที่ใน “DODC (Department of Damage Control)” หรือหน่วยควบคุมความเสียหาย พร้อมหน้าที่สืบสวนและจับกุมผู้มีพลังพิเศษ, ยึดครองเทคโนโลยีและวัตถุอันตราย, เฝ้าระวังและจัดเก็บฐานข้อมูลใครหรืออะไรที่อาจเป็นภัยคุกคาม, บริหารจัดการคุกสำหรับผู้มีพลังพิเศษ, บังคับใช้กฎหมายและสนธิสัญญา และต้องมาตามเก็บความเสียหายต่างๆ หลังเกิดเหตุไปแล้ว ซึ่งเขาเคยปรากฎตัวในหนัง Spider-man: No Way Home และซีรีส์ Ms.Marvel มาก่อน
มาในเรื่องนี้ที่ Cleary ถูกผู้ใหญ่กดดัน องค์กรกำลังมีการไล่ตัดงบประมาณ จนต้องเร่งสร้างผลงานบางอย่างมาเป็นคานงัดพิสูจน์คุณค่าตน นี่คือภาพสะท้อนระบบที่หลายคนคุ้นเคย ทั้งพนักงานที่อยากโชว์ผลงานให้ผู้ใหญ่เห็น จนสุดท้ายต้องหา “แพะ” มารับผิดแทนระบบ
เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการรู้ดีว่าอะไรไม่ถูก แต่ก็ไม่มีอำนาจจะเปลี่ยน ต้องเลือกระหว่างทำตามคำสั่ง หรือยืนหยัดแล้วโดนบดทับ ซึ่ง Wonder Man ไม่ได้เหน็บตรงๆ แต่กำลังชวนตั้งคำถามว่าเรากำลังสร้างผลงาน หรือกำลังสร้างคนผิดให้ตัวเองดูดี?
(แม้เทรเวอร์จะผิดจริงที่ยังติดคุกไม่ครบก็ตาม เขาไม่ได้แหกคุกเอง แต่ก็ไม่ได้สารภาพและกลับไปรับผิดให้จบจริงๆ เป็นเหตุให้ถูกเพ่งเล็งได้ง่ายเช่นกัน มันก็เทาๆ กันไปมา)
6. อิทธิพลมาพร้อมความ “รับผิดชอบ”
- อินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่แค่คนรีวิว แต่คือคนที่ต้อง “รับผล” จากคำพูดตัวเอง อย่างกรณีของ “DeMarr Davis (Doorman)” ใน Ep.4 คือภาพเตือนชัดมาก เมื่อเป็นอินฟลูคนดังแล้วรับงานรีวิวรัวๆ เพื่อหวังโกยชื่อเสียงต่อไป โดยไม่ตรวจสอบเนื้อในของสินค้าให้ละเอียดมากพอ
อาจดูเป็นเรื่องเล็กในวันที่ยอดเอนเกจดี เงินเข้าไว แต่ผลลัพธ์ที่ตามมา ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจนบาดเจ็บ กระทบชีวิต แต่ชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และตัวตนของเขาเองก็พังไปพร้อมกัน
ซีรีส์กำลังบอกเราว่ายิ่งมีอิทธิพลมาก ยิ่งต้องรู้ว่ากำลังทำอะไร และส่งผลต่อใครๆ มากแค่ไหน เพราะคำพูดเพียง 1 คำอาจไม่ใช่แค่คอนเทนต์ แต่เป็นการตัดสินใจของใครอีกหลายคน ส่งผลตามกันมา
7. การเล่นกับสิ่งที่ไม่รู้ มักมีราคาที่ต้องจ่าย
- เหมือนกับเดอมาร์ที่จับพลัดจับผลูจากคนเฝ้าประตูไนท์คลับ มาจับสสารมืด “Darkforce” ที่พลังลึกลับบางอย่างตกอยู่ ทำให้กลายเป็นผู้มีพลังพิเศษ เปลี่ยนร่างกายตัวเองเป็นประตูมิติให้คนและสิ่งของลอดทะลุผ่าน
ก่อนจะเกิดปัญหาสะสม เมื่อร่างกายเขาเริ่มปฏิเสธตัวเอง เกิดปฏิกิริยาดีซิงค์ระหว่างโลกจริงกับมิติที่สสารนี้อยู่ สิ่งของหรือใครที่ผ่านเข้าไปกลายเป็นไม่ผ่านออกมา และตลกร้ายนั้นคือเพื่อนรักในวงการที่มอบโอกาส มอบชีวิตอันหรูหราให้เขาเอง ฉากที่อ้วกมาพรวดใหญ่แบบคุมไม่ได้ นั่นคือคำตอบชั้นดีว่าร่างกายเกินจะทน
ทั้งหมดคือคำเตือนว่าอย่าลองเล่นกับสิ่งที่ไม่รู้เพียงเพราะคิดว่า "นิดเดียวคงไม่เป็นไร" ก่อนจะก้าวข้ามเส้นแบ่งทางศีลธรรมหรือรับผลประโยชน์ที่ดูดีเกินจริง ลองถามตัวเองก่อนว่าพร้อมจะรับผิดชอบผลลัพธ์ที่อาจไหลทะลักออกมาจนเกินควบคุมหรือไม่ เพราะประตูบางบานเมื่อเปิดแล้ว การจะปิดลงนั้นอาจต้องใช้ราคาที่สูงเกินกว่าจะคาดคิดจริงๆ
มันไม่ใช่แค่พังคนเดียว บางทีกลายเป็น “ประตู” ให้หายนะไหลทะลักออกมา
ดิ๊งด่องเลยเป็นไง ตัวเองถูก DODC ควบคุม พร้อมออกกฎ Doorman ห้ามผู้มีพลังเป็นนักแสดงส่งผลมาถึงไซม่อนในปัจจุบัน
8. “ครอบครัว” คือพลังที่แรงกว่าไอออนทุกอณู
- ไซม่อนเป็นคนเรื่องเยอะ โลกหมุนรอบตัวเองก็จริง แต่สิ่งที่ทำให้ชีวิตเขาทุกส่วนยังไม่พังทลาย ก็คือคือครอบครัว ทั้งคุณพ่อผู้จากไป แต่เป็นคนแรกที่มองเห็นพรสวรรค์การแสดงข้างในตัวลูกชาย และเชื่อมั่นในตัวเขาจากใจจริง ทั้งแม่ที่พร้อมรับสาย ฟัง และเข้าใจเขาแบบไม่ตัดสิน มีแต่ความห่วงใย หรือพี่ชายที่เคยไม่ถูกกัน พอถึงวันที่เขาได้ดีก็มาร่วมยินดีด้วยใจ
ชื่อเสียงหรือพลังไอออนิกอาจดูน่าเกรงขาม ไม่เคยมีค่าเท่านิยามรักจากคนที่ “เชื่อในตัวเรา” ตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย และการรักษาพลังงานจากความสัมพันธ์นี้ไว้คือรากฐานที่จะทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้ในโลกที่พร้อมจะตัดสินกันตลอดเวลา
9. นิยามแห่ง “มิตรแท้”
- เพราะชีวิตจริงของคนเรา เพื่อนไม่ต้องมีเยอะ แค่มีคนที่อยู่กับเราในวันที่เราไม่น่ารัก มองเห็นข้อดียอมรับข้อเสีย และช่วยปรับพัฒนา เติบโตไปด้วยกัน นั่นแหละยิ่งกว่ากำไร แบบมิตรภาพต่างวัยระหว่างไซม่อนกับเทรเวอร์ ที่แม้จะไม่ใช่เพื่อนที่เข้าใจกันทุกอย่าง แต่ก็สังเกต เห็นใจ รับรู้ความรู้สึกกันได้ แม้ไม่พูดออกมา
หรือแม้ว่าจะเคยผิดใจกัน จากการที่เทรเวอร์ต้องรับบทสายสืบจำเป็นให้ DODC เพื่อให้ตัวเองรอดโทษคุกแบบขังลืม ก็ต้องเก็บหลักฐานว่าไซม่อนมีพลังพิเศษและเป็นภัยอันตราย จนอีกฝ่ายรู้ความจริงกลายเป็นปมร้าวระหว่างกัน พอถึงวันที่ต้องแยกทาง อยู่ห่าง และต่างเห็นว่าเพื่อนกำลังลำบาก พวกเขาก็ไม่คิดจะทิ้งกัน ยอมกระทั่งเสียผลประโยชน์ตัวเองเพื่อให้เพื่อนไปต่อได้ดีกว่า
ความสัมพันธ์พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นว่าปริมาณเพื่อนไม่สำคัญเท่า "คุณภาพของความจริงใจ" ในโลกที่ทุกคนสวมหน้ากากและเอ่ยคำเยินยอ การมีเพื่อนที่กล้าพูดความจริงในวันที่เราหลงทาง และยอมรับเราในวันที่เราพังพินาศ ไม่น่ารักเอาเสียเลย นั่นคือสมบัติที่ล้ำค่ากว่ายอดผู้ติดตามในโซเชียลใดๆ เมื่อเพื่อนแท้คือกระจกที่ส่องให้เราเห็นความจริง และภาพที่เราควรจะปรับให้เข้ารอย ในโลกที่ทุกคนอยากถูกใจคนอื่นตลอดเวลา การมีเพื่อนแท้แม้เพียงคนเดียว ก็ถือว่าโชคดีมากแล้วจริงๆ
“ใช้ชีวิตเผื่อฉันด้วยนะไซม่อน”
เทรเวอร์
“ผมจะไม่ทิ้งให้ลุงเน่าอยู่ที่นี่ เรื่องจะถูกจับ นั่นมันปัญหาผมเอง”
ไซม่อน
10. เราต่างเป็น “นักแสดง” ในชีวิตจริง
- อย่างในซีรีส์จะเห็นว่าทุกคนมีบทบาทที่ต้องเล่นเพื่อความอยู่รอด ตั้งแต่ไซม่อนที่ต้องสวมบทดาราฮีโร่ให้ตัวเอง สวมบทลูกของแม่ บทเพื่อนแท้ของเทรเวอร์ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำตามบทบาทในองค์กร การรู้เท่าทัน "หัวโขน" ของตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างแท้จริง
เพราะหากเราอินกับบทบาทที่โลกมอบให้จนเกินไป ก็จะหลงลืม "ตัวตนจริง" ที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาชีพแห่งชีวิตนั้นอย่างน่าเสียดาย การรักษาเนื้อแท้ของตัวเองไว้ท่ามกลางแสงไฟที่จ้องจะกลืนกินเรา คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ในชีวิตจริง แบบที่ไซม่อนและเทรเวอร์ได้ค้นพบสัจธรรมแห่งการแสดงที่ไม่เคยถูกเขียนไว้ในบทสคริปต์ใดๆ
เพราะสุดท้ายการที่ใครจะเป็น “Wonder Man” นั้นไม่ได้อยู่ที่พลังพิเศษ หรือพรสวรรค์ชั้นครู แต่อยู่ที่ว่าเรารู้ในคุณค่าแห่งตัวเอง การอยู่ร่วมกับผู้คน การทำงานกับทีม และขีดเขียนบทที่เป็นเราได้ พร้อมพาคนอื่นก้าวไปด้วยกัน
ขณะที่อีกมุมเราก็อาจสลับโหมดมาเป็น ผกก. เสียเอง เพื่อถอยออกมาสำรวจความคิด อารมณ์ และแอคชันต่างๆ ที่ได้แสดงออกไป ว่ามันดีไม่ดีแค่ไหน แล้วไกด์ตัวเองใหม่ พร้อมก้าวไปเล่นบทชีวิตต่อให้ดีกว่าเดิม,,,🍿🎬🎥
ภาพยนตร์
บันเทิง
หนัง
บันทึก
1
2
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย