8 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์

ชายผู้ปฏิเสธการแสดงความเคารพฮิตเลอร์: การตบหน้าเผด็จการด้วย ‘ความเงียบ’ ที่ดังที่สุดในประวัติศาสตร์

บทนำ: 13 มิถุนายน 1936
ลองเพ่งมองไปที่ภาพถ่ายเก่าคร่ำคร่าจากปี 1936 ภาพหนึ่ง มันคือภาพบรรยากาศในอู่ต่อเรือ Blohm + Voss ณ เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ในวันที่นาซีเรืองอำนาจถึงขีดสุด
ท่ามกลางฝูงชนนับร้อยนับพันที่ยืนเบียดเสียดกัน ทุกคนต่างชูมือขวาขึ้นสุดแขน ทำความเคารพแบบ "ซิก ไฮล์" (Sieg Heil) เพื่อสดุดีอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่เดินทางมาทำพิธีปล่อยเรือรบใหม่ลงสู่ลำน้ำ นี่คือภาพที่แสดงถึงความพร้อมเพรียงที่น่าหวาดหวั่น แต่หากลองกวาดสายตาไปที่ใจกลางของกลุ่มฝูงชนเหล่านั้น คุณจะพบกับความผิดปกติบางอย่าง ที่ทำให้ความกลมกลืนของภาพต้องสะดุด
ชายคนหนึ่งยืนเด่นตระหง่าน สังเกตได้ชัดเจน เขาไม่ได้ชูมือขึ้นเหมือนคนข้าง ๆ ไม่ได้ตะโกนสรรเสริญจอมเผด็จการเหมือนคนอื่น สิ่งที่เขาทำมีเพียงอย่างเดียว คือการ “กอดอก” และมองไปข้างหน้าด้วยสายตาที่เย็นชาและแน่วแน่
สิ่งที่อยู่ในหัวของเขาตอนนั้นคงมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ดีกว่าใคร มันอาจเป็นไปได้ว่า เขาอาจจะรู้สึกไม่พอใจ แม้กระทั่ง รังเกียจเดียดฉันท์ ผู้นำที่เป็นต้นเหตุที่ทำลายชีวิตรักและครอบครัวของเขาจนพังพินาศด้วยอุดมการสุดโต่ง
ชายคนนั้นมีชื่อว่า “ออกัสต์ แลนด์เมสเซอร์” (August Landmesser) และนี่คือเรื่องราวของเขา ผู้ที่ใช้สองแขนที่กอดอกยืนหยัดในจุดยืนของตัวเอง ซึ่งมันเป็นเหมือนกับการตบหน้าเผด็จการที่แรงที่สุด โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำพูดหรือแสดงความรุนแรงใด ๆ
แม้รู้ดีว่าการไม่ยกมือในวันนั้นมีค่าเท่ากับการเซ็นใบมรณบัตรให้ตัวเอง แต่เขาก็เลือกที่จะทำ เหตุผลเบื้องหลังไม่ใช่เรื่องของอุดมการ์การเมือง แต่มันคือเรื่องของ "ความรัก"
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 1: หน้ากากของความภักดี และตลกร้ายของโชคชะตา
ออกัสต์ แลนด์เมสเซอร์ ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นวีรบุรุษ แต่เขาคือชนชั้นแรงงานธรรมดา ๆ ที่พยายามเอาตัวรอดในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ในปี 1931 เขาตัดสินใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคนาซี เหตุผลนั้นเรียบง่ายเหมือนคนทั่วไปในยุคนั้น... เพราะเขาต้องการ “งาน” และ “ความมั่นคง” เขาไม่ได้เลือกเพราะอุดมการณ์ตั้งแต่แรกเริ่ม แต่เขาเป็นเหมือนกับคนอีกจำนวนมากที่พยายามหาทางเอาตัวรอด
การสวมหน้ากากแห่งความภักดีเพื่อแลกกับปากท้องจึงกลายเป็นหนทาง ไม่ว่าเขาจะเคยเชื่อในระบบหรือไม่ก็ตาม
แต่โชคชะตากลับเล่นตลกอย่างขำขื่น ในปี 1934 ออกัสต์ได้พบกับหญิงสาวที่ชื่อว่า “เออร์มา เอคล่าร์” (Irma Eckler) เขาตกหลุมรักเธออย่างหมดหัวใจ ความรักครั้งนี้มันควรจะเป็นเรื่องน่ายินดีเหมือนกับความรักของหนุ่มสาวทั่วไป แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย เพราะเออร์มานั้นเป็น “ชาวยิว”
ในสายตาของนาซี แน่นอนว่าความรักในครั้งนี้ของออกัสต์มันไม่ใช่เรื่องที่น่าแสดงความยินดี แต่มันเป็นเหมือนกับ “อาชญากรรมทางสายเลือด” ที่ทำให้เผ่าพันธุ์อารยันอันบริสุทธิ์ของพวกเขาต้องแปดเปื้อน ชายผู้ไร้ทางเลือกเลยถูกบีบให้เลือก ระหว่างพรรคกับอุดมการณ์แบ่งแยกเชื้อชาติที่มอบความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับเขา กับผู้หญิงที่เป็นโลกทั้งใบของเขาแต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มันขัดกับอุดมการณ์เหล่านั้น
ในที่สุด...ออกัสต์เลยตัดสินใจเลือกอย่างหลัง
ในเวลาต่อมาเขาเลยถูกขับออกจากพรรคนาซีทันทีในปี 1935 หลังความลับเรื่องการหมั้นหมายของเขารั่วไหลออกมา จากนั้นเขาก็ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏต่อเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ แต่เขาก็ไม่สน เขาเลือกที่จะสร้างครอบครัวกับเออร์มา และมีลูกสาวตัวน้อยด้วยกันถึงสองคน ท่ามกลางกฎหมายนูเรมเบิร์กที่ค่อย ๆ รัดคอชาวยิวให้ตายทั้งเป็นขึ้นทุกวัน
ตุลาคม 1935 คือตอนที่ลูกสาวคนแรกของออกัสต์ที่ชื่อ "อิงกริด" (Ingrid) ลืมตาดูโลก จากนั้นในปีต่อมา เหตุการณ์ในภาพถ่ายก็เกิดขึ้น
13 มิถุนายน 1936... วันที่ภาพถ่ายประวัติศาสตร์นั้นถูกบันทึกไว้
ขณะนั้นออกัสต์ทำงานอยู่ที่อู่ต่อเรือ เป็นชนชั้นแรงงานหาเช้ากินค่ำไม่ต่างจากผู้คนอีกมากมาย จนกระทั่งวันนั้นมีพิธีปล่อยเรือรบ Horst Wessel ในเมืองฮัมบูร์ก พลเมืองทุกคนถูกสั่งให้ทำความเคารพผู้นำจอมเผด็จการอย่างพร้อมเพรียง เสียงตะโกนดังกึกก้องราวกับฟ้าถล่ม ประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยแสดงความภักดีด้วยการยกมือขึ้นเป็นระนาบเดียวกัน ประหนึ่งหุ่นเชิดที่ถูกดึงสายป่าน
แต่ออกัสต์ แลนด์เมสเซอร์ เป็นคนเดียวที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น เขากอดอกแน่น ไม่ใช่ด้วยความไม่รู้ แต่มันคือความตั้งใจปฏิเสธ เพราะเขาคงไม่ได้รู้สึกเคารพจริง ๆ หลังจากที่ได้เผชิญหน้ากับชายผู้เป็นต้นเหตุของการตราหน้าว่าลูกเมียของเขาคือ "ขยะของเผ่าพันธุ์"
ชายผู้เป็นต้นเหตุให้ชีวิตของเขาและครอบครัวหลังจากนั้นต้องพบกับโศกนาฏกรรมที่โลกไม่มีวันลืม
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 2: โศกนาฏกรรม
เมื่อความรักถูกยัดเยียดให้กลายเป็นอาชญากรรม หนทางรอดเพียงหนึ่งเดียวก็คือการหลบหนี
ในปี 1937 ออกัสต์พยายามพาครอบครัวของเขาหนีไปยังเดนมาร์ก ด้วยความหวังว่าจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่แม้ว่าความกังวลต่อความไม่มั่นคงจะเข้ามาท้าทาย ทว่าการมีอิสรภาพในชีวิตย่อมดีกว่าการถูกกดขี่อยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกซ้ำสอง พระเจ้าดูเหมือนจะไม่เป็นใจช่วยเขาและครอบครัวเลย ...เพราะในท้ายที่สุดพวกเขาถูกจับได้ที่ชายแดน
หลังจากนั้นออกัสต์ก็ถูกลากขึ้นศาลในข้อหาทำให้เชื้อชาติอารยันแปดเปื้อน ในชั้นศาลนั้น เขาและเออร์มาพยายามสู้สุดใจเพื่อยืนหยัดให้ครอบครัว โดยอ้างว่า "ไม่รู้ว่าเออร์มาเป็นยิวเต็มตัว" เพราะเธอได้รับศีลล้างบาปเป็นโปรเตสแตนต์แล้ว ซึ่งนั่นไม่ใช่เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นในสายตานาซี อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤษภาคม 1938 ศาลก็ได้ยกฟ้องพวกเขา เพราะมีหลักฐานไม่เพียงพอ
แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นอิสระและไม่ถูกจับจ้องแล้ว เพราะศาลปล่อยทั้งคู่ออกมาพร้อมคำเตือนที่ฟังดูเยือกเย็นว่า "อย่าให้มีครั้งที่สอง"
และแน่นอน ความรักห้ามกันไม่ได้ โดยเฉพาะอย่ายิ่ง เมื่อสองหนุ่มสาวได้ร่วมสร้างครอบครัวด้วยกันแล้ว เพียงหนึ่งเดือนต่อมา ออกัสต์ก็ถูกจับอีกครั้งในข้อหาเดิม... แต่คราวนี้ไม่มีความปรานีใด ๆ จากทางการ เขาจึงถูกตัดสินจำคุกถึง 30 เดือน พร้อมถูกส่งไปใช้แรงงานหนักในค่ายกักกัน
นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้เห็นหน้าผู้หญิงที่เขารักและครอบครัว
ในขณะที่ออกัสต์ถูกกักขัง กฎหมายวิปริตฉบับใหม่ก็ถูกผ่านออกมาอย่างเงียบ ๆ และนั่นก็ทำให้ภรรยาชาวยิวของเขาถูกจับกุมไปด้วย ในข้อหา "ทำลายเกียรติของเชื้อชาติ" เออร์มาถูกเกสตาโป (Gestapo) อุ้มหายไปขังคุกขณะที่เธอกำลังตั้งครรภ์อยู่ และเมื่อเวลาผ่านไป ในความมืดมิดของกรงขังแห่งการกดขี่นั้น เธอก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวคนที่สองที่ชื่อ "ไอรีน" (Irene)
ในตอนนั้น ชะตากรรมของครอบครัวแลนด์เมสเซอร์แตกสลายกระจัดกระจายไม่มีชิ้นดี หลังจากนั้นเออร์มาก็ถูกส่งตัวเวียนไปตามค่ายกักกันต่าง ๆ จนกระทั่งปี 1942 เธอถูกส่งไปยังศูนย์การุณยฆาตที่ Bernburg และถูกรมแก๊สเสียชีวิต
เธอจากโลกนี้ไปอย่างน่าเศร้า เพียงเพราะเธอรักกับผู้ชายเยอรมันคนหนึ่ง ...และเพียงเพราะว่าเธอเป็นชาวยิว
ส่วนอิงกริด (ลูกคนโต) โชคดีที่เธอสามารถรอดชีวิตมาได้ เพราะสถานะ "ลูกครึ่ง" ทำให้เธอถูกส่งไปอยู่กับปู่ย่าที่เป็นชาวเยอรมัน แต่ไอรีน (ลูกคนเล็ก) เธอต้องเผชิญหน้ากับการถูกส่งไปตามสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และเกือบถูกส่งตัวต่อไปยังค่ายมรณะ แต่ก็ยังโชคดีที่มีคนรู้จักแอบพาหนูน้อยหนีไปออสเตรียทัน
และต่อมา เธอต้องซ่อนตัวอยู่ในโรงพยาบาลโดยแกล้งทำเป็นว่าบัตรประจำตัวหาย เพื่อลบตัวตนความเป็นยิวทิ้งจนสามารถรอดสงครามมาได้ในที่สุด
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 3: ชัยชนะบนซากปรักหักพัง
หลังจากพ้นโทษจำคุกในปี 1941 ออกัสต์ได้ออกมาทำงานเป็นหัวหน้าคนงานอยู่ได้ไม่นาน ในตอนนั้นสงครามก็เข้าสู่สภาะวะเข้าตาจน ในปี 1944 กองทัพเยอรมันที่กำลังจะพ่ายแพ้ต้องการกำลังพลจำนวนมากเพื่อไปถมแนวหน้า ออกัสต์เลยถูกเกณฑ์เข้ากองพันทหารราบที่ 999 (999th Fort Infantry Battalion) ซึ่งเป็นกองพันนักโทษ พูดง่าย ๆ ก็คือ เขาถูกส่งไปตายแทนทหารอาชีพนั่นแหละ
นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่มีคนพบเห็นและรับรู้ความเคลื่อนไหวของชายผู้โชคร้าย
เพราะเขาได้หายสาบสูญไประหว่างการรบที่โครเอเชีย ซึ่งคาดว่าเขาเสียชีวิตก่อนที่เยอรมนีจะยอมแพ้ในสงครามเพียง 6 เดือนเท่านั้น
เขาอาจตายโดยไม่รู้เลยว่า ภรรยาของเขาและลูก ๆ ของเขาต้องประสบพบเจอกับเรื่องราวอะไรบ้าง และต่างคนต่างก็กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง
ต่อมาในปี 1951... หกปีหลังจากฮิตเลอร์ยิงตัวตาย วุฒิสภาแห่งฮัมบูร์กก็ได้ประกาศรับรองการแต่งงานของ ออกัสต์ แลนด์เมสเซอร์ และ เออร์มา เอคล่าร์ ย้อนหลัง เพื่อสดุดีและรำลึกถึงพวกเขา
แม้ว่าในที่สุดแล้วจอมเผด็จการจะพ่ายแพ้ และฝั่งต่อต้านจะชนะ แต่มันกลับเป็นชัยชนะที่น่าขมขื่นในเวลาเดียวกัน เพราะกฎหมายยอมรับความรักของสองหนุ่มสาวในวันที่พวกเขาเหลือเพียงเถ้าถ่านแล้ว และยังมีอีกหลายชีวิตบริสุทธิ์ที่ถูกสังเวยให้กับความบ้าคลั่งสุดโต่งในสงครามที่ไม่เคยไม่ใครได้ประโยชน์จากมันจริง ๆ
ส่วนภาพถ่ายของชายกอดอกที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ถูกระบุตัวตนได้ก็เพราะไอรีนลูกสาวของเขาเอง เธอเป็นคนไปเห็นรูปนี้ในหนังสือพิมพ์ปี 1991 และเธอสามารถจำพ่อของเธอได้ทันที...
พ่อผู้ที่ยืนหยัดต้านทานกระแสความเกลียดชังของจอมเผด็จการด้วยความรักที่มีต่อแม่
— — — — — — — — — — — — — — — —
ภาพของออกัสต์ไม่ได้มีค่าแค่การระบุตัวบุคคล แต่มันกลายเป็นสัญลักษณ์สากลของการ "ดื้อแพ่งต่ออำนาจรัฐ" เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ในยุคที่มืดมิดที่สุด ในยุคที่มนุษย์ส่วนใหญ่เลือกที่จะหลับตาและทำตามคำสั่งเพื่อให้รอดชีวิต มันยังคงมีพื้นที่เหลืออยู่เสมอสำหรับการแสดงจุดยืน
พื้นที่ที่รัฐบาลไหน อำนาจใด หรือกฎหมายหน้าไหน ก็ไม่มีสิทธิ์ก้าวล่วงเข้าไป... นั่นคือพื้นที่ของ "หัวใจ"
และแม้ร่างกายเขาจะแหลกสลายไปในสงครามแล้ว แต่ท่ากอดอกนั้น จะยังคงตบหน้าเผด็จการทุกยุคทุกสมัย... ตลอดไป
-Josman-
โฆษณา