4 ก.พ. เวลา 11:26 • การเมือง

ช่องอานม้ากลับคืนสู่สันติสุข

ชื่อกลอน : ช่องอานม้ากลับคืนสู่สันติสุข
เรียบเรียงโดย : จ่าหวาน เกรียงไกร
ปี 68 ศึกใหญ่ที่ ช่องอานม้า
ประจัญหน้า สู้ศึกใหญ่ กับเขมร
ทหารไทย มีเป้าหมาย ที่ชัดเจน
คืนบริเวณ ณ ถิ่นนี้ สู่ชาติเรา
ช่องอานม้า จารึกไว้ ในกมล
อุทิศตน พลีชีพไป ด้วยเกียรติแกร่ง
ใจหวงแหน อธิปไตย เต็มสุดแรง
พร้อมสำแดง อำนาจรบ ป้องแผ่นดิน
กาสิโน มันสร้างมา บ่อนทำลาย
สิ้นสลาย ด้วยไข่เหล็ก จากท้องฟ้า
เจอ F-16 สั่งสอนมัน สิ้นฤทธา
ทัพฟ้าไทย เข้าทำลาย กล่องดวงใจ
สดุดี นักรบกล้า ช่องอานม้า
เผชิญหน้า สู้สุดใจ ไร้กังขา
รบสู้ศึก มิเสียดาย ชีพชีวา
ใจบ้าบิ่น บุกบั่นไป ฝ่าควันปืน
สมรภูมิ ช่องอานม้า สุดท้าทาย
ใจมุ่งหมาย องอาง ยึดให้ได้
ปฐพี ที่มันยึด อยู่ในไทย
ผลักไสไล่ โจรทหาร กัมพูชา
เนิน 677 จุดสูงข่ม เราต้องการ
ทหารไทย ปีนบันได ไต่หน้าผา
ฝ่าเสียงปืน เสียงระเบิด ที่ยิงมา
ใจกล้าแกร่ง บุกบั่นไป รักษาไทย
ทหารพราน นักรบดำ บุกฟันฝ่า
จิตท้าทาย รบรุกไป ถวายหัว
ต่อให้ตาย มิเสียดาย สูญสิ้นตัว
มิเคยกลัว ความสูญเสีย จากลูกปืน
ช่องอานม้า ทัพภาค 2 แลทัพฟ้า
ยึดกลับมา สำเร็จได้ สมใจหมาย
สิ้นสุดแล้ว ศึกสงคราม ที่ท้าทาย
ด้วยแรงกาย แรงใจเรา ทหารไทย
ในสมรภูมิช่องอานม้า F-16 โจมตีกาสิโนเป็นครั้งแรก
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เดิมทีผู้เขียนตั้งใจจะนำเสนอบทความนี้เนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก วันที่ 3 กุมภาพันธ์พ.ศ.2569 แต่ต้องขอเลื่อนมาเขียนวันนี้ เนื่องจากช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีให้ติดตามกันทุกวัน แม้จะผ่านการหยุดยิงมาเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว สมรภูมินี้ก็ยังคงเป็นความทรงจำที่ใครๆย่กจะลืมเลือน
ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องเล่าสุดตื่นเต้นเร้าใจ ขอเล่าที่มาสำหรับกลอนที่ทุกท่านเห็นตอนเริ่มต้นบทความมีที่มาจากในช่วงที่มีสงครามไทย-กัมพูชาในเดือนธันวาคมพ.ศ.2568 ช่องอานม้าถือว่าหนึ่งในสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุด กองทัพบกไทยและกองทัพอากาศไทยต่างมุ่งมั่นใช้กำลังผลักดันกองทัพกัมพูชาออกจากอธิปไตยในช่วงวันวันที่ 8-11 เดือนธันวาคมปีดังกล่าว จนทำให้กลายเป็นความภูมิใจของชาวไทยทั้งประเทศ ทำให้ผู้เขียนเลยตั้งใจรังสรรค์กลอนนี้ขึ้นมาเพื่อสดุดีวีรกรรมทหารไทยในพื้นที่ดังกล่าว
ยุทธการทวงคืนอธิปไตยที่ช่องอานม้า คือการปฏิบัติการทางทหารที่ผสมผสานทั้งกำลังทางอากาศและกำลังภาคพื้นดินอย่างดุเดือด เพื่อผลักดันกองกำลังทหากัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในเขตไทย ไม่เพียงกรปะทะบนพื้นราบ แต่ยังรวมถึงบนภูเขาอย่างเนิน 677 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ความสำเร็จนี้แลกมาด้วยความเสียสละของทหารกล้า จนสามารถปักธงไตรรงค์เหนือยอดเนินได้สำเร็จในวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568
ในส่วนของเนิน 677 เป็นจุดสูงข่มที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 677 เมตร หากใครยึดครองจุดนี้ได้จะสามารถตรวจการณ์และใช้เป็นฐานยิงอาวุธหนักกดดันฝ่ายตรงข้ามได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนอีกเนินนั้นคือเนิน 500 ถืออีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์ที่อยู่คู่กับเนิน 677 ซึ่งฝ่ายไทยต้องยึดคืนเพื่อความมั่นคงโดยรอบ ต่ำลงมาจะมีตลาดช่องอานม้า เป็นพื้นที่ราบที่เคยมีการรุกล้ำของชุมชนและทหารกัมพูชา รวมถึงการสร้างอนุสาวรีย์ตาอม เพื่อแสดงสัญลักษณ์ทางทหารและเป็นขวัญกำลังใจแก่ทหารกัมพูชา แต่กลับถูกทำลายด้วยฝีมือปืนใหญ่พวกเดียวกัน
ในการรบที่ช่องอานม้าเอฟ-16 ทำหนาสนับสนุนทางอากาศแก่ทหารราบและทหารพราน
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้ามืดวันที่ 8 ธันวาคมเมื่อฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่าย เปิดฉากยิงก่อน โดยใช้เครื่องยิงลูกระเบิดยิงถล่มเข้าใส่ฐานทหารไทยบริเวณช่องอานม้า ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยปืนใหญ่ในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 เพื่อหยุดยั้งข้าศึก
ในวันเดียวกันนี้ กองทัพบกไทยตรวจพบการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักของกัมพูชา เช่น รถถัง T-55 และจรวดหลายลำกล้องรุ่น RM-70, BM-21 และ Type 90B เข้าประชิดชายแดนแดนไทย-กัมพูชา ที่น่ากังวลที่สุดคือหน่วยข่าวกรองพบว่ากัมพูชามีเป้าหมายยิงถล่มพื้นที่พลเรือนของไทย แต่โชคดีที่ไม่มีพลเรือนได้รับผลกระทบ เพราะพลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งให้ทหารอพยพชาวบ้านออกไปนานแล้ว
ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี หมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีชาวบ้านอาศัยอยู่แม้แต่คนเดียว จากผลของคำสั่งอพยพโดยกองทัพภาคที่ 2
"ไอ้ตี๋ เอ็งว่ามันจะยิงมาถูกพวกเราไหม" ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) ทั้ง 2 คุยกัน "ข้าว่าน่าจะไปตกแถวชายแดนล่ะมั้ง คงไม่มาโดยแถวนี้หรอก" ชรบ.อีกคนตอบ "ระวังบีเอ็ม ระวังบีเอ็ม!" เสียงวิทยุจากชรบ.อีกคนเข้ามา
"ก็ไหนเอ็งบอกว่าไม่มีไง" "ข้าว่าเรานี้ก็ดีกว่าว่ะ BM-21 มา" "แฟ้ดดดดดด! บึ้มมมมมมม!" เสียง BM-21 ตกใส่ฝั่งไทย "เอ็งถามมาแบบนี้ไม่นึกเลยว่ามันจะมาไว"
"แฟ้ดดดดดดด! บึ้มมมมมมมม!" จากนั้นทั้งชรบ.และผู้สื่อข่าวที่ลงพื้นพื้นต่างพากันหลุมหลบภัยตามสัญชาตญาณ แม้นักข่าวที่ลงพื้นที่ภาคสนามจะไม่ได้ข้อมูลที่นำไปสื่อสารแก่ประชาชน แต่ก็มีประสบการณ์สุดระทึกติดตัวกลับไป วันนี้ไม่ใครคิดเลยว่าการปะทะรอบ 2 จะมาเยือนอุบลฯอีกครั้ง
"มันหยุดยิงแล้ว แต่โอ้โห้ควันดำลอยขึ้นมาเลย" หลังจากชรบ.และนักข่าวหลบ BM-21 ที่ยิงเข้ามาก็ได้ยินเสียงไอพ่นต่ำๆ มองไปบนฟ้าก็ไม่เห็นว่าเป็นเครื่องบินแบบใด "ฟ้าร้องหรือ F-5 ไอ้มิ่ง" ชรบ.อีกคนตอบ "ไม่ใช่เสียง F-5 ไอ้ตี๋ ข้าเคยได้ยินมาแล้ว มันคือเสียง F-16"
รมว.กลาโหมไทยขณะตรวจไข่เหล็กของเอฟ-16
ขณะนี้จุดเปลี่ยนสำคัญของสมรภูมิอันดุเดือดคือการที่กองทัพอากาศส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 จากโคราชขึ้นบินปฏิบัติการหย่อนไข่เหล็กใส่กาสิโนและศูนย์บัญชาการลึกเข้าไปในดินแดนข้าศึกเพื่อคุ้มครองอธิปไตยไทย ในขณะที่ทหารไทยบนภาคพื้นดินก็มีการระดมกำลังต่อสู้อย่างหนักในพื้นที่ช่องอานม้ากับกัมพูชา
ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นบริเวณชายแดนช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี กาสิโนร้าง ที่เคยเป็นแหล่งรวมนักเสี่ยงโชคกลับกลายเป็นสถานที่อันตราย เพราะถูกทหารกัมพูชาใช้เป็นฐานบัญชาการรบ และ แหล่งกบดานของเครือข่ายสแกมเมอร์ รวมถึงเป็นที่เก็บโดรนสำหรับโจมตีไทย
เสียงคำรามของเครื่องยนต์เทอร์โบแฟน Pratt and Whitney F100 พัดผ่านม่านเมฆหนาเหนือสมรภูมิช่องอานม้า F-16 ฝูงบินขับไล่ของไทยพุ่งทะยานผ่านน่านฟ้าด้วยความเร็วเหนือเสียง เป้าหมายในศูนย์เล็งไม่ใช่ป้อมปราการบนยอดเขา แต่เป็นอาคารกาสิโนร้างขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมตะเข็บชายแดน
กาสิโนในพื้นที่ช่องอานม้านั้นไม่ใช่เพียงสถานที่สำหรับพนันและนายทุนอีกต่อไป แต่มันคือ ฐานบัญชาการลับ ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์สื่อสารและโดรนสอดแนมที่รอเวลาโจมตีไทย,
"อนุญาตปฏิบัติการ นักบินกดปุ่มปลดพันธนาการระเบิดที่มีความแม่นยำสูง หรือที่เหล่าทหารเรียกติดปากว่า "ไข่เหล็ก" พุ่งดิ่งลงจากใต้ปีกเครื่องบิน F-16 มันแหวกอากาศลงมาด้วยวิถีที่แม่นยำราวกับจับวาง
ตำแหน่งอนุสาวรีย์ตาอม
"ฟ้าวววววววว! บู้มมมมมมมมมมม!"
เสียง F-16 ทิ้งระเบิด
แรงระเบิดมหาศาลเปลี่ยนอาคารคอนกรีตให้กลายเป็นกองเพลิงในพริบตา เศษซากของฐานบัญชาการสแกมเมอร์และโดรนรบกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ, เปลวเพลิงสีส้มลุกโชนตัดกับท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเขม่าควัน ปิดฉากฐานที่มั่นสำคัญของฝ่ายตรงข้ามไปอย่างเด็ดขาด ก่อนที่ F-16 จะเปลี่ยนทิศทางกลับฐานและหายลับไปในหมู่เมฆ ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังของกาสิโนที่ล่มสลายลงพร้อมกับแผนการรุกราน
ต่อจากสมรภูมิช่องอานม้าในเวลาเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงการปะทะขยายตัวเป็น 12 แนวรบ ตลอดแนวชายแดน ตั้งแต่อีสานใต้ไปจนถึงภาคตะวันออก ในขณะเดียวกันเมื่อย้อนกลับมาดู ณ พื้นที่ช่องอานม้า ทหารไทยเริ่มปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อยึดคืน เนิน 677 ซึ่งเป็นจุดสูงข่มที่สำคัญที่สุด ทหารกัมพูชายังคงยึดจุดๆนี้ได้และสามารถตั้งฐานยิงอาวุธหนักกดดันฝ่ายไทย
ความท้าทายในการยึดเนินนี้คือภูมิประเทศที่เป็น หน้าผาชันเกือบ 90 องศา หน่วยรบพิเศษของไทยต้องใช้บันไดลิง มัดต่อกันเพื่อปีนขึ้นสู่ยอดเนินภายใต้ห่ากระสุน ขณะที่ภาคพื้นดิน ทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 บุกเข้าเคลียร์คูเรตหรือสนามเพลาะ และบังเกอร์ของทหารกัมพูชาทีละจุดเพื่อกดดันให้ข้าศึกถอยร่น
นอกจากนี้ ทหารไทยยังสามารถการยิงปืนใหญ่ทำลายถนน เพื่อตัดวงจรการส่งกำลังบำรุงของข้าศึกมายังช่องอานม้า
"กระสุนพร้อม!" "พร้อมมม!!!" "ยิง!" "ตู้มมมมมมม!" เสียงปืนใหญ่ทหารไทยยิงดังสนั่น ทำให้พื้นที่ชุมชนที่เคยมีเสียงชาวกัมพูชาคุยกันหายไป "ยิงอีก! บรรรจุกระสุน!" ทหารนายหนึ่งสั่งจากนั้นลูกปืนใหญ่ถูกบรรจุเรียบร้อย นัดต่อไปพร้อมซัดใส่เป้าหมายแล้ว "ตู้มมมมมมมม!"
"หลบเร็ว! โจรเสียมยิงปืนใหญ่มา!" "วี๊ดดดดดด! บึ้มมมมมมมม!"
ช่องอานม้าก่อนถูกทหารไทยยึด
ทหารกัมพูชาได้รับผลกระทบจากการยิงที่แม่นยำของทหารไทย จากที่เป็นฝ่ายเปิดฉากยิงท้าทหารไทย กลับต้องมาโดนปืนใหญ่ตกใส่ฐาน บ้างก็มีเสียชีวิต บ้างก็ร่างกายพิการจากแรงกระสุนปืนใหญ่ "มันยิงมาเราก็ยิงกลับ ไป! พวกเอ็งไปเตรียมกระสุนปืนใหญ่มา" และแล้วทหารกัมพูชาก็บรรจุตามนายสั่ง เป้าหมายพร้อมแล้วที่จะถูกจัดการนั่นคือทหารพรานไทยที่กำลังรบกับพี่น้องชาติเดียวเดียวกันที่ช่องอานม้า "พวกมึงเสร็จแน่! ทหารเสียม!" "ตู้มมมมมมมม!" เมื่อยิงปืนใหญ่ออกไปแล้ว ทหารพรานทุกนายที่จับปืนอยู่ในคราวนั้นเอง
"ตู้มมมมมมมม!" ทหารพรานนายหนึ่งถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ขา " ไปสิวะ! มันเก่งกับไทยพวกแกจะยอมได้ยังไง" ทหารพรานไทยที่เป็นลูกน้องพูด "แล้วจ่าล่ะครับ จ่าจะตายอย่างงี้ได้เหรอครับ พวกเรายังต้องพึ่งจ่าอยู่" "ใช่สิ จ่าถอยไม่ได้ ถ้าจ่าถอยพวกแกก็สิ้นกำลังใจ" พอทหารหารพรานผู้เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการณ์พูดจบ จึงจับปืนสู้ต่อกับทหารกัมพูชา แม้ร่างกายจะได้รับบาดเจ็บแต่ก็ไม่หวั่นไหวให้ลูกปืน
11 ธันวาคม ไม่มีใครรู้ว่าวันแห่งชัยชนะที่สมรภูมิช่องอานม้าจะเป็นวันนี้ ขณะนี้ที่กำลังรบอย่างดุเดือดอยู่นี้คือที่เนิน 677 "ทหารเสียมมันช่างกล้ามาลองดี กูจะสำแดงให้ท่านฮุน มาเน็ตให้ว่าฤทธิ์ทหารเขมรมันเป็นยังไง" จากนั้นทหารกัมพูชานายนี้ก็โผล่ออกมาบังเกอร์ วิ่งฝ่าระเบิดและกระสุนปืนจากทหารไทย
และแล้วเขาก็ถูกสลักระเบิดออกแล้วขว้างออกไปสุดเเรงเกิด แต่โชคดีที่ทหารไทยหลบทัน ทันใดนั้นเองกระสุนก็เจาะเข้าร่างตามมา 2-3 นัดโดยปืน M16 ทหารไทยนายหนึ่งจนเสียชีวิต "ปัดโธ่! นายเราแย่ซะแล้ว เราลุยเถอะวะ" ทหารกัมพูชาที่เหลือวิ่งออกมาสู้กับทหารไทย "ปังงงงงงงงง!" "บึ้มมมมมมมม!"
ทหารช่างเข้าเคลียร์พื้นที่ช่องอานม้า
"กระรอกเรียก Falcon ขอการสนับสนุนทางอากาศด่วน!" "Roger! Falcon ถึงกระรอกเราเห็นเป้าหมายแล้ว" เสียงวิทยุคุยกันระหว่างทหารบกและนักบินรบกองทัพอากาศไทยบินมาช่วย "รอบนี้ F-16 จบให้" เสียงพูดในใจจบลง ของหัวหน้าหมู่บิน เสียงนี้ไม่ได้พูดออกมาผ่านหมวกนักบินที่สวมใส่ แต่เตือนเขาแล้วว่าถึงเวลาที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่ทหารบกไทย "ฟ้าววววววววว!" "บู้มมมมมมมมม!" เสียง F-16 หย่อนไข่
จังหวะที่ทหารหนวยรบพิเศษของไทยยิงปะทะบนเนิน 677 เมื่อนั้นเวลา 11:00 น. เครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทยขึ้นปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีที่มั่นข้าศึกบนเนิน 677 อย่างหนักหน่วงจนปรากฏกลุ่มควันพวยพุ่งเหนือยอดเขา จากนั้นหน่วยรบพิเศษคนหนึ่งพูดอีสานกับเพื่อนที่มาจากภูมิภาคเดียวกัน
"รบเทื่อนี่ มันย่านเฮาอีหลี" แปลว่ารบรอบนี้ มันแพ้เราแล้ว จากนั้นหน่วยรบพิเศษอีสานด้วยกันนายหนึ่งก็พูดว่า "ถ้ามีเทื่อหน้า เฮาสิบ่ยอมถอยให้พวกมันเด็ดขาด" "สู่มื่อนี่ เฮาถืกมันเฮ็ดให้เฮาเจ็บซ้ำ เฮาก็ต้องใซ้กำลังรบอย่างสาสม" เขาหมายความว่าทุกวันนี้เราถูกทหารกัมพูชาทำร้าย เราจึงต้องตอบโต้กลับ "เบิ่งผลงานไข่เอฟหน่อยเด้ สุดยอดคักๆ" เขาชี้จุดที่ F-16 ทิ้งไข่เมื่อกี้ให้ดู "เทื่อหน้าหากไปเว่าแล้วบ่ออก เฮาก็ต้องรบให้มันสิ้นสภาพเพื่อประเทศเฮา"
สภาพช่องอานม้าขณะทหารช่างเข้าเคลียร์พื้นที่ต่อจาก F
หลังจากการรบที่ดุเดือดนาน 4 วัน การโจมตีทางอากาศจาก F-16 ทำให้ทหารไทยรอดจากการรบมาได้ปลอดภัย และแล้วทหารไทยก็สามารถยึดพื้นที่คืนได้ 100% ในเวลา 18:00 น. มีการประกาศชัยชนะและเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสาบนจุดสูงข่มนี้เพื่อประกาศว่าพื้นที่นี้คืออธิปไตยของไทยอย่างสมบูรณ์ หลังจากยึดเนิน 677 ได้แล้ว กองทัพไทยเดินหน้ายึด เนิน 500 ต่อเนื่องด้วยการใช้ยานเกราะและกำลังทหารม้าบุกเข้ากดดัน
ในบริเวณนี้ ทหารไทยยังพบอาวุธที่ทันสมัยอย่างขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102 สัญชาติจีนที่ข้าศึกทิ้งไว้ ซึ่งแสดงถึงความพร้อมในการรบของฝ่ายตรงข้ามที่ไทยสามารถเอาชนะมาได้ หลังยึดพื้นที่ได้เบ็ดเสร็จในวันที่ 16 ธันวาคม กองทัพไทยได้ใช้รถแบ็กโฮเข้าทำลาย อนุสาวรีย์เทพเจ้า 8 กร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การรุกล้ำและเป็นขวัญกำลังใจเช่นเดียวกับอนุสาวรีย์ตาอม จนราบพนาสูร ไม่เหลือเค้าโครงเดิม
หลังจากที่ยึดครองพื้นช่องอานม้าได้แล้ว ทหารไทยร่วมกันเชิญธงชาติไทยปักเหนือพื้นที่ตลาดและ ร้องเพลงชาติไทย ร่วมกันอย่างภาคภูมิใจท่ามกลางสมรภูมิที่เพิ่งสงบลง
หลังจบสงครามกองทัพได้มีมติในการตั้งชื่อ ฐานปฏิบัติการ ในพื้นที่ช่องอานม้าตามชื่อของ ร้อยเอก ต่อพงษ์ พันดวง เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและสดุดีความกล้าหาญของนายทหารผู้นี้ที่เสียสละชีวิตในฐานะนักรบแนวหน้า การตั้งชื่อฐานตามชื่อบุคคลถือเป็นสัญลักษณ์สูงสุดในการยกย่องวีรกรรม เพื่อให้ชื่อของท่านคงอยู่คู่กับผืนแผ่นดินที่ท่านได้ปกป้องไว้จนวินาทีสุดท้าย
ร้อยเอก ต่อพงษ์ พันดวง เป็นนายทหารสังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา จังหวัดยโสธร ท่านได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจในสมรภูมิ ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปะทะอย่างรุนแรง ก่อนหน้าที่ท่านจะพลีชีพเพียง 4 วัน ท่านได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัว ซึ่งกลายเป็นคำสัตย์ปฏิญาณ ที่สะเทือนใจคนทั้งประเทศว่า "ข้าพเจ้าขอกระทำสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะยอมตายเพื่ออิสรภาพและความสงบสุขแห่งประเทศชาติและประชาชน"
ช่องอานม้าหลังทหารไทยยึดได้ในการปะทะรอบ 2 ของปี 68 ภาพแสดงให้เห็นว่าเรายึดจุดสูงข่มได้แล้วทั้งเนิน 500 และ เนิน 677
ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นทหารแนวหน้าอย่างเข้มแข็งจนกระทั่งถูกฝั่งกัมพูชาโจมตีจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งตรงกับวันสุดท้ายของการปะทะในรอบแรก หลังเหตุการณ์สิ้นสุดลงกองทัพบกไทยจึงได้ปูนบำเหน็จเลื่อนชั้นยศจากสิบโทขึ้นมาเป็นร้อยเอก ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ทำหน้าที่จนลมหายใจสุดท้ายตามที่ได้ปฏิญาณไว้จริงๆ
นอกจากการตั้งชื่อฐานเพื่อสดุดีร้อยเอกต่อพงษ์แล้ว กองทัพยังได้ตั้งชื่อฐานปฏิบัติการใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เช่น ฐานกฤตฏิกร ตามชื่อพลทหารกฤตฏิกร สร้อยระย้า และ ฐานพัชร ตั้งตามชื่อสิบเอกพัชร แย้มแตงอ่อน ซึ่งเป็นทหารกล้าที่เสียสละชีวิตในการบุกยึดเนิน 677 เช่นกัน
ในขณะที่ทหารไทยสูญเสียกำลังพลในสมรภูมิช่องอานม้า หนึ่งในความสูญเสียที่ชัดเจนที่สุดคือการที่เครื่องบินขับไล่ F-16 ทิ้งระเบิดทำลายอาคารสูง 3 ชั้นหลังคาสีแดง ซึ่งเป็นบ้านพักรับรองของฮุน มาเน็ต ที่สร้างไว้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ที่นี่ใช้เป็นสถานที่ประชุมระดับสูง อาคารหลังนี้ประกอบด้วยห้องรับรอง ห้องประชุม และห้องสังสรรค์ ซึ่งในอดีตเคยใช้เป็นที่ประชุมระหว่างทางการกัมพูชากับตัวแทนจากประเทศไทย
ทหารในพื้นที่ช่องอานม้าระบุว่าบ้านพักและกาสิโนแห่งนี้ถือเป็น ฐานที่มั่นและจุดวางแผนสำคัญ ของฝ่ายกัมพูชาในการปฏิบัติการรบ ไม่เพียงเท่านี้อาคารหลังนี้และกาสิโนถูกสร้าง ล้ำเข้ามาในดินแดนไทย อย่างชัดเจน การทำลายสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้จึงเป็นการขจัดสัญลักษณ์ของการละเมิดอธิปไตยที่ยืดเยื้อมานาน
หลังจากที่ช่องอานม้าถูกทหารไทยยึดคืน กัมพูชาส่งโดรนขึ้นบินป่วนจนเครื่องบินโดยสารขึ้นลงไม่ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 19 ธันวาคมพ.ศ.2568
สาเหตุสำคัญที่กองทัพอากาศไทยต้องตัดสินใจใช้ F-16 โจมตีอาคารกาสิโนขนาดใหญ่ที่ช่องอานม้า เนื่องจากการประเมินทางทหารพบว่า ทหารกัมพูชาได้เปลี่ยนอาคารกาสิโนให้กลายเป็นพื้นที่ ซุกซ่อนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ เพื่อใช้สำหรับตอบโต้และโจมตีเชิงรุกใส่ฝ่ายไทย มีการใช้พื้นที่กาสิโนสนับสนุนการปล่อยอาวุธวิถีไกลเข้ามายังฝั่งไทย ทำให้กองทัพไทยจำเป็นต้องใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อหยุดการกระทำของข้าศึก
การส่ง F-16 ไปหย่อนไข่ใส่เป้าหมายเหล่านี้ ส่งผลให้ฐานแตกยับเยิน โดยมีคลิปวิดีโอจากฝั่งกัมพูชาเองที่แสดงให้เห็นสภาพฐานที่มั่นที่ถูกทำลายจนพังทลาย ทำให้ทหารกัมพูชาต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างชุลมุน ในขณะเดียวกันการทำลายกาสิโนที่ใช้เป็นคลังอาวุธและตึกร้างที่ใช้ซ่องสุมเครือข่ายต่าง ๆ รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำให้ฝ่ายกัมพูชาสูญเสียแต้มต่อในการรบ
การทำสงครามแม้จะไม่ได้ส่งผลดีต่อทั้ง 2 ฝ่าย แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพื่อรักษาพี่น้องประชาชนไว้ บทความกึ่งนิยายเรื่องนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อสดุดีวีรกรรมของทหารไทยทุกท่าน หากไม่มีบทความนี้ก็ไม่มีการบันทึกเนื้อหาประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังๆได้รับรู้กัน สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอแสดงความเสียใจแก่ทหารไทยทุกท่านที่เสียสละในสมรภูมินี้และสมรภูมิอื่นๆ เราจะจารึกวีรกรรมของทุกท่านสืบไปตราบนานเท่านาน สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
xuanaviation
LugmanAlif
Royal Thai Air Force
อส.แฟนเพจ
แอ๊ด เทวดา
PPTV HD 36
Love Airplanes
AMARIN TV
Thairath TV
ปิยะชาติ คงถิ่น
เรียบเรียงโดย : จ่าหวาน เกรียงไกร
โฆษณา