5 ก.พ. เวลา 08:35 • ธุรกิจ

🛑 “แค่ลองไปคุยดูคงไม่เสียหาย?”

เมื่อการสัมภาษณ์งานแบบเผื่อเลือก อาจกลายเป็นการเผา “ทรัพยากรชีวิต” ที่แพงกว่าที่คุณคิด และทำลายโอกาสในอนาคตโดยไม่รู้ตัว
ในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน หนึ่งในคำแนะนำที่คนทำงาน/หางานได้ยินบ่อยที่สุดคือ
“ลองไปสัมภาษณ์ดูบ้างก็ดี เผื่อได้ข้อเสนอดี ๆ”
“อย่างน้อยก็ได้เช็กเรตราคาตัวเองในตลาด”
“ไปลองสนามจริง เผื่อมีอะไรดีกว่าที่คิด”
ฟังเผินๆ มันดูเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาด เพราะใค ๆ ก็อยากรู้ว่าตัวเองมีมูลค่าแค่ไหนในตลาดแรงงาน ยิ่งเมื่อมี Headhunter โทรมา หรือบริษัทใหญ่ติดต่อเข้ามา แม้เนื้องานยังไม่ตรง หรือใจเรายังไม่ได้อยากเปลี่ยนงานจริงๆ หลายคนก็มักตอบรับด้วยความคิดว่า
“ลองไปดูหน่อยก็ไม่เสียหาย ถ้าไม่ชอบก็ไม่เอา?”
แต่ในความเป็นจริง การไปสัมภาษณ์งานทั้งที่ใจไม่ได้อยากได้งานนั้น อาจไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่เราคิด เพราะการสัมภาษณ์ไม่ใช่แค่การไปนั่งคุยหนึ่งชั่วโมงแล้วจบ แต่มันคือกระบวนการที่มีต้นทุน เวลา และความคาดหวังของหลายฝ่ายเกี่ยวข้องอยู่ และบ่อยครั้ง การสัมภาษณ์แบบเผื่อเลือก กลับกลายเป็นการเสียเวลา เสียพลังงาน และเสียโอกาสในระยะยาว โดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว
บทความนี้จึงอยากชวนมามองเบื้องหลังของการสัมภาษณ์งานในมุมที่คนทำงานจำนวนมากอาจไม่เคยคิดมาก่อน ว่าทำไมการไปสัมภาษณ์ทั้งที่ใจไม่ได้อยากได้งานจริง อาจให้ผลเสียมากกว่าผลดี
📉 “กับดักความมั่นใจ” = เมื่อคนที่ “ไม่ได้อยากได้” กลายเป็นคนที่ “ไม่น่าทำงานด้วย” โดยไม่รู้ตัว
ลองนึกภาพผู้สมัครที่เดินเข้าห้องสัมภาษณ์ด้วยความคิดว่า
“ฉันไม่ได้จำเป็นต้องได้งานนี้ ถ้าเขาอยากได้ฉัน เขาต้องให้ข้อเสนอที่ดีพอ”
Mindset แบบนี้อาจทำให้เรารู้สึกสบาย ไม่กดดัน และดูมั่นใจ แต่สิ่งที่ตามมาโดยธรรมชาติ มักเป็น ความมั่นใจที่เกินพอดี ซึ่งเจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวเลย เช่น
* เตรียมตัวน้อยลง เพราะคิดว่าไม่ได้จำเป็นต้องพยายามมาก
* ไม่ได้ศึกษาบริษัทหรือบทบาทงานอย่างจริงจัง
* ตอบคำถามแบบผ่านๆ ไม่ได้แสดงความสนใจจริง
* ไม่ได้ตั้งคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับงานหรือทีม
* สีหน้าและแววตาไม่สะท้อนความกระตือรือร้น
Hiring Manager หรือ Recruiter ที่ผ่านการสัมภาษณ์คนมานับไม่ถ้วน มักจับสัญญาณเหล่านี้ได้แทบจะทันที แทนที่จะรู้สึกว่า “นี่คือ Talent ที่ต้องแย่งตัว” เขาอาจรู้สึกว่า
* ผู้สมัครไม่ได้อยากทำงานที่นี่จริง
* หรือมีทัศนคติที่อาจทำงานร่วมกับทีมได้ยาก
ผลลัพธ์จึงมักจบลงด้วยการ “ไม่ผ่านสัมภาษณ์” แม้คุณจะปลอบใจตัวเองว่า “ก็ไม่ได้อยากได้อยู่แล้ว” แต่ในระดับจิตใต้สำนึก การถูกปฏิเสธซ้ำๆ ย่อมกระทบความมั่นใจไม่มากก็น้อย และหากสะสมประสบการณ์ลักษณะนี้บ่อยๆ เราอาจเริ่มมองการสัมภาษณ์งานในแง่ลบ จนทำให้โอกาสที่ใช่ในอนาคตได้รับผลกระทบไปด้วย
⏳ การสัมภาษณ์หนึ่งครั้ง มี “ต้นทุน” มากกว่าที่คิด
หลายคนคิดว่าการสัมภาษณ์ก็แค่สละเวลา 1–2 ชั่วโมง แต่ในความจริง ต้นทุนที่เกิดขึ้นสูงกว่านั้นมาก
1) ต้นทุนของตัวผู้สมัครเอง
นอกจากเวลาเดินทางหรือเวลาประชุมออนไลน์แล้ว ยังรวมถึง
* การลางานหรือลาพักร้อน
* เวลาเตรียมตัว
* ความเครียดก่อนสัมภาษณ์
* พลังงานทางอารมณ์ที่ต้องใช้
* และโฟกัสที่หลุดจากงานหลัก
เวลาที่ใช้ไปกับโอกาสที่ไม่ได้ตั้งใจจริง อาจเป็นเวลาที่คุณควรใช้พัฒนาทักษะใหม่ หรือสร้างผลงานในงานปัจจุบันให้โดดเด่นกว่าเดิม
บางครั้ง การใช้เวลา 3–4 ชั่วโมงกับการสัมภาษณ์ที่ไม่ได้อยากได้งาน อาจทำให้ผลงานสำคัญในงานหลักสะดุดโดยไม่รู้ตัว
2) ต้นทุนขององค์กร
ในอีกด้านหนึ่ง การนัดสัมภาษณ์หนึ่งครั้ง ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่หมายถึง
* HR ต้องคัดกรองและประสานงาน
* Hiring Manager ต้องกันเวลาจากงานหลัก
* ผู้บริหารบางคนต้องเลื่อนประชุมสำคัญเพื่อมาพูดคุยกับคุณ
หลายบริษัทลงทุนสัมภาษณ์หลายรอบ และเตรียมข้อเสนอแข่งขันเต็มที่ แต่สุดท้ายผู้สมัครปฏิเสธ เพราะไม่ได้อยากเปลี่ยนงานตั้งแต่แรก สิ่งนี้ทำให้ผู้สมัครบางคนถูกจดจำว่า “ไม่จริงจัง” และอาจกระทบโอกาสในอนาคต เมื่อวันหนึ่งเขาอยากร่วมงานกับองค์กรนั้นจริงๆ
🔄 คลื่นกระทบที่คนมักไม่เห็น คือ โอกาสที่หายไปเงียบๆ
อีกผลกระทบที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง คือโอกาสที่หายไปโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งมักไม่ได้เกิดแบบฉับพลัน แต่ค่อยๆ สะสมผลกระทบทีละน้อย เช่น
* คุณอาจปฏิเสธหรือตอบรับงานสำคัญในงานปัจจุบันช้าลง เพราะต้องแบ่งเวลาไปเตรียมสัมภาษณ์หรือเดินทางไปคุยกับบริษัทอื่น
* พลาดโอกาสได้เป็นเจ้าของโปรเจกต์ใหม่ เพราะหัวหน้ามองว่าคุณอาจกำลังจะย้ายงาน เลยเลือกมอบหมายงานให้คนที่ดูพร้อมทุ่มเทมากกว่า
* หรือเสียความไว้วางใจจากหัวหน้าและทีม เพราะลางานบ่อยผิดปกติ ประชุมสำคัญไม่อยู่ หรือดูไม่โฟกัสกับงานหลักเหมือนเดิม
ลองนึกภาพสถานการณ์เหล่านี้ดูครับ
บางคนกำลังจะได้โปรโมต หรือได้รับมอบหมายโปรเจกต์สำคัญ แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน เขากลับใช้เวลาไปกับการสัมภาษณ์หลายที่แบบ “เผื่อเลือก” จนผลงานสะดุด หรือหัวหน้ารู้สึกว่าเขาไม่ได้ตั้งใจอยู่กับทีมแล้ว สุดท้ายโอกาสในองค์กรเดิมหลุดลอยไป ทั้งที่ถ้าโฟกัสให้เต็มที่ อาจได้เติบโตโดยไม่ต้องย้ายงานเลย
หรือในอีกกรณีหนึ่ง ผู้จัดการอาจกำลังมองหาคนขึ้นมาช่วยดูแลทีมใหม่ แต่เมื่อเห็นว่าลูกทีมคนหนึ่ง แอบลางานเพื่อสัมภาษณ์บ่อยครั้ง เขาอาจตัดสินใจเลือกคนอื่นที่ดูมั่นคงกว่า ทั้งที่ความสามารถอาจไม่ได้ต่างกันมาก
ทั้งหมดนี้คือ “ต้นทุนเงียบ” ที่เราไม่ค่อยคิดถึง เพราะมันไม่ได้เกิดทันที แต่ผลลัพธ์จะสะท้อนออกมาในอีกหลายเดือนหรือหลายปีถัดไป
บางครั้ง โอกาสในการเติบโตไม่ได้อยู่ที่บริษัทใหม่ แต่อยู่ที่งานปัจจุบันที่เรายังไม่ได้ทำให้เต็มศักยภาพ และการแบ่งพลังชีวิตไปกับทางเลือกที่ไม่ได้ตั้งใจจริง อาจทำให้เราเดินช้าลงโดยไม่รู้ตัว
⚖️ กฎ 50% คือ เช็กหัวใจก่อนตอบรับสัมภาษณ์
เพื่อให้แฟร์กับทุกฝ่าย และรักษาความเป็นมืออาชีพของตัวเอง ลองใช้หลักคิดง่ายๆ ก่อนตอบรับนัดสัมภาษณ์
“ถ้าความอยากได้งานนั้น น้อยกว่า 50% = ให้ปฏิเสธอย่างสุภาพจะดีกว่า”
ขั้นตอนง่ายๆ คือ
* ขอข้อมูลเบื้องต้นก่อน เช่น ลักษณะงาน ขอบเขตหน้าที่ และช่วงเงินเดือน
* ประเมินว่างานนั้นสอดคล้องกับเส้นทางอาชีพของเราหรือไม่?
* ถามตัวเองว่า หากได้งานนี้จริง เราจะอยากย้ายไหม? เป็นต้น
หากคำตอบคือ “ยังไม่ใช่” การปฏิเสธอย่างมืออาชีพ ย่อมดีกว่าการไปสัมภาษณ์แบบไม่เต็มใจ
การพูดว่า “ขอบคุณที่ติดต่อมา ตอนนี้บทบาทอาจยังไม่ตรงกับสิ่งที่กำลังมองหา แต่ยินดีคุยกันอีกครั้งในอนาคต” ช่วยรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว มากกว่าการไปสัมภาษณ์แบบขอไปที
✨ “ความเป็นมืออาชีพ” เริ่มจากความชัดเจนในเจตนา
การสัมภาษณ์งานที่ดี ไม่ใช่แค่การพิสูจน์ความสามารถ แต่คือการพิสูจน์ “ความตั้งใจ” ว่าเราอยากร่วมสร้างอนาคตกับองค์กรนั้นจริงหรือไม่?
ถ้าใจเราไม่มา การสัมภาษณ์ก็เหมือนการเล่นละครที่รู้ตอนจบอยู่แล้ว บางครั้ง การปฏิเสธโอกาสที่ยังไม่ใช่ อาจช่วยให้เรามีพื้นที่เตรียมตัวสำหรับโอกาสที่เหมาะสมกว่าในอนาคต
ครั้งหน้าก่อนตอบรับนัดสัมภาษณ์ ลองถามตัวเองสั้นๆ ว่า “เรากำลังไปเพราะเห็นอนาคต…หรือแค่ไปเช็กราคาตัวเอง?”
เพราะในโลกของการทำงาน ทรัพยากรที่แพงที่สุดไม่ใช่เงิน แต่คือ “เวลาและพลังงานชีวิต” ของเราเอง
”อย่าปล่อยให้มันหมดไปกับสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการจริงๆ เพราะสุดท้ายแล้ว โอกาสที่ใช่ มักมาพร้อมความตั้งใจที่ชัดเจนเสมอ”
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#InterviewTips
#CareerGrowth
#ProfessionalMindset
#HRInsight
โฆษณา