7 ก.พ. เวลา 09:24 • ไลฟ์สไตล์

10 สัญญาณที่ดี ที่สามารถบอกได้ว่าคน ๆ นั้นแอบชอบหรือรักคุณ

ถ้ายิ่งเจอสัญญาณเหล่านี้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งชัดเจนว่าคน ๆ นั้นกำลังแอบชอบคุณ หรือแม้กระทั่งรักคุณจริง ๆ มากขึ้นเท่านั้น
ถ้าหากยังไม่ได้รู้ 9 สัญญาณผิด ๆ มาก่อน ถ้าเป็นไปได้ แนะนำให้อ่านก่อนเพื่อช่วยให้การประเมินว่า คน ๆ นั้นกำลังแอบชอบหรือเปล่า มีความแม่นยำมากขึ้น
สัญญาณที่ดี ข้อที่ 1 "การระบุเจตนาที่ชัดเจนว่าชอบ"
สัญญาณนี้ อาทิ การบอกชอบจากปากของเขาหรือเธอตรง ๆ จะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนมากที่สุดว่าคน ๆ นั้นได้ชอบคุณ
นั่นก็เป็นเพราะมนุษย์มีความสามารถต่ำในการแยกแยะว่าการกระทำของคน ๆ หนึ่ง เป็นการจีบหรือเป็นเพียงการแสดงมิตรภาพทั่ว ๆ ไป ส่งผลให้ไม่ควรใช้สัญญาณจากการจีบมาพิจารณา
กล่าวคือ ในการทดลองหนึ่ง (Hall et al. 2015) ที่ได้ให้คนแปลกหน้าชายหญิง มาจับคู่เพื่อพูดคุยกันอย่างเป็นส่วนตัวประมาณ 10-12 นาที แล้วให้ทั้งสองฝ่ายคาดเดาว่า ฝ่ายตรงข้ามนั้น ได้จีบหรือไม่ได้จีบอยู่ในขณะนั้น ทั้งสองเพศสามารถตอบได้แม่นยำมากกว่า 80% เมื่อฝ่ายตรงข้ามไม่ได้จีบ แต่เมื่อใดที่ฝ่ายตรงข้ามกลับได้จีบจริง ๆ ผู้ชายจะทายถูกต้องเพียง 36% ในขณะที่ผู้หญิงจะทายได้ถูกต้องเพียง 18%
สัญญาณที่ดี ข้อที่ 2 "การชวนทำกิจกรรมร่วมกันแค่สองต่อสอง"
ยกตัวอย่างเช่น การชวนไปกินข้าว หรือดูภาพยนตร์ด้วยกันเพียงแค่สองต่อสอง เพราะการทำบางอย่างด้วยกันเพียงแค่สองต่อสองเป็นสิ่งที่ไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ เหมือนกับแค่การพูดคุย และการทำสิ่งนั้นเพียงแค่สองคน จะสามารถสร้างโอกาสให้เกิดบรรยากาศแบบโรแมนติกได้
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง (Asendorpf et al. 2011) ได้ใช้กิจกรรมการเดทด่วน (Speed dating) เพื่อติดตามผลที่เกิดขึ้นตั้งแต่ความประทับใจแรกพบจนถึงผลลัพธ์สุดท้าย โดยจะให้คนโสดแต่ละคนมาจับคู่เดทกันคนละ 3 นาที แล้วให้ตอบว่าสนใจหรือไม่สนใจฝ่ายตรงข้าม ถ้าหากทั้งคู่ต่างตอบว่าสนใจเหมือนกัน ทั้งคู่ก็จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลการติดต่อ
เมื่อเวลาผ่านไปภายใน 6 สัปดาห์แรก มีคู่ที่ได้เคยตอบว่าสนใจเหมือนกันลดลงไปที่ 68.4% จากทั้งหมด ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อความ โทร หรือคุยผ่านกล้อง
หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์อีก มีคู่ที่ได้เคยตอบว่าสนใจเหมือนกันลงลงไปอีกที่ 38.6% จากทั้งหมด ที่นัดพบเจอกันแบบตัวต่อตัว
และสุดท้าย หลังจากนั้นผ่านไประหว่าง 6 สัปดาห์จนถึง 12 เดือน สุดท้ายจะมีคู่ที่ได้เคยตอบว่าสนใจเหมือนกันเหลือเพียงแค่ 13.4% ที่ได้มีการพัฒนาความสัมพันธ์กันเกิดขึ้น
จากผลการทดลองดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า การกระทำที่ทำได้ง่ายมาก ๆ อย่างการตอบเพียงแค่ว่าสนใจหรือไม่สนใจฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ได้ข้อมูลติดต่อนั้น ไม่สามารถที่จะรับประกันได้ว่า คน ๆ นั้นมีความสนใจที่สร้างความสัมพันธ์กับฝ่ายตรงข้ามอย่างจริงจัง
ในขณะที่ถ้าหากฝ่ายตรงข้าม เลือกที่จะยอมทำในสิ่งที่ยุ่งยากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น การเริ่มติดต่อพูดคุยผ่านข้อความ การโทร จนถึงเริ่มวางแผนเพื่อนัดพบเจอกันแบบตัวต่อตัว การกระทำดังกล่าวนั้น ๆ จะมีแนวโน้มสูงขึ้นที่บอกได้ว่า ฝ่ายตรงข้ามมีความจริงจังในการต้องการความสัมพันธ์
สัญญาณที่ดี ข้อที่ 3 "การชวนให้ทำกิจกรรมร่วมกันบ่อย ๆ และต่อเนื่อง"
ต่อเนื่องจากสัญญาณที่แล้ว การที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามให้มีโอกาสได้ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ฝ่ายตรงข้ามมีชัดเจนที่จะสร้างความสัมพันธ์
ในการวิเคราะห์อภิมานชิ้นหนึ่งอีก (Baxter et al. 2022) ได้วิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับการนัดเดทด่วนหลาย ๆ ชิ้น โดยมีการติดตามผลในระยะยาว และค้นพบว่า พฤติกรรมที่บ่งบอกได้ดีที่สุดว่าฝ่ายตรงข้ามจริงจังกับความสัมพันธ์หรือไม่ จะเกิดในช่วงหลัง ๆ เทียบกับความประทับใจแรกพบที่มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้มากกว่า
สัญญาณที่ดี ข้อที่ 4 "การยอมเสียแรง เวลา หรือเงิน เพื่อให้ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน"
การที่คน ๆ หนึ่งยอมออกแรง จัดหาเวลา หรือแม้กระทั่งใช้จ่ายให้ได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน คือสัญญาณความมุ่งมั่นทุ่มเท ที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพียงแค่ความสุภาพทั่ว ๆ ไปได้
มีคน ๆ หนึ่งได้เคยกล่าวถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทจาก "โมเดลการลงทุน" ว่า...
ความมุ่งมั่นทุ่มเท = ความพึงพอใจ - ทางเลือกอื่น + การลงทุน
Rusbult (1983)
การที่คน ๆ หนึ่งจะสร้างความมุ่งมั่นทุ่มเทให้กับคุณได้ เขาหรือเธอจะพยายามตัดทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณทิ้งออกไป และพยายามลงทุนด้วยแรง เวลา หรือแม้กระทั่งเงิน เพื่อให้สิ่งที่ได้มีโอกาสทำกับคุณนั้น เป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึกดีมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มาถึงจุดนี้ก็ค่อนข้างชัดเจนว่า เขาหรือเธอคนนั้นเลือกคุณแล้ว
สัญญาณที่ดี ข้อที่ 5 "การยอมเสียสละบางสิ่งเพื่อความสัมพันธ์"
การที่ใครคนหนึ่งยอมเสียสละบางสิ่ง เช่น การปรับนิสัย การเปลี่ยนคำพูด การหยุดทำกิจกรรมบางอย่างที่เคยทำเป็นประจำ ฯลฯ เพื่อให้การมีปฏิสัมพันธ์หรือทำกิจกรรมร่วมกับคน ๆ หนึ่งเกิดความราบรื่นขึ้น คือสัญญาณที่หนักแน่นว่า คน ๆ นั้น ต้องการใช้ชีวิตกับคุณ
ในงานวิจัยหนึ่ง (Van Lange et al. 1997) พวกเขาได้ทำการศึกษาทั้งหมด 6 ครั้ง ได้แก่ การสำรวจภาคตัดขวาง 3 ครั้ง (การสำรวจภาคตัดขวาง หรือ Cross-sectional survey คือการสำรวจเพียงแค่จุดเดียวของเวลา) การทดลองแบบจำลอง 1 ครั้ง และการศึกษาแบบระยะยาว 2 ครั้ง โดยให้ผู้เข้าร่วมทดสอบประเมินตนเองว่าได้เสียสละไปมากน้อยเพียงใด พร้อมกับมีการวัดพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมการทดสอบด้วยในทุกการศึกษาทั้ง 6 ครั้ง
นอกจากนี้ ในการศึกษาที่ 4 นักวิจัยก็ยังได้ตรวจสอบความถูกต้องของการประเมินตนเองโดยเทียบความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์กันระหว่างการเสียสละเชิงพฤติกรรม กับผลการรายงานของคู่ครองเกี่ยวกับความเต็มใจที่จะเสียสละให้กับฝ่ายตรงข้าม
สิ่งที่นักวิจัยได้ค้นพบหลัก ๆ คือ ความเต็มใจที่จะเสียสละจะยิ่งสูงขึ้นเมื่อคน ๆ นั้นมีความมุ่งมั่นทุ่มเทมากขึ้น มีความพึงพอใจมากขึ้น มองว่าทางเลือกอื่นด้อยกว่า และได้ลงทุนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ "โมเดลการลงทุน" ของสัญญาณที่ได้กล่าวไปข้างต้นอันที่แล้ว
นอกจากนี้ ยิ่งการเสียสละระหว่างคู่รักทั้งสองคนมีมากขึ้นเท่าใด โอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะเลิกรากันก็จะยิ่งลดน้อยลงไปเท่านั้น
สัญญาณที่ดี ข้อที่ 6 "การพยายามกระทำแบบเสริมสร้างเมื่อเกิดความขัดแย้ง"
เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นแต่คน ๆ นั้นเลือกที่จะฝืนตนเอง พยายามแก้ไขอย่างประนีประนอม คือสัญญาณหนึ่งที่บอกได้ว่า คน ๆ นั้น ให้ความสำคัญกับความรู้สึกและชีวิตของคุณ
กรอบงาน EVLN (ลูกศรมีไว้แค่ให้เห็นแค่การเรียงตัวอักษรเฉย ๆ)
เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้น มนุษย์จะมีการกระทำได้ 2 รูปแบบ คือ ระหว่างแบบทำลาย กับแบบเสริมสร้าง ซึ่งก็จะแบ่งย่อยไปอีกว่าทำแบบเชิงรุกหรือเชิงรับ ทำให้จะสามารถแบ่งการกระทำเมื่อเกิดความขัดแย้งย่อย ๆ อีกได้เป็น 4 ประเภท ตามกรอบงาน EVLN (EVLN framework) ที่เป็นรูปภาพข้างต้น ได้ดังนี้
  • การหนี เช่น การด่า การตะโกนไล่ การกรีดร้อง
  • การออกเสียง เช่น การจับเข่าคุยกันเพื่อทำความเข้าใจและแก้ปัญหา
  • การซื่อสัตย์ เช่น การรอ การอดทน การมีความหวังว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น
  • การเพิกเฉย เช่น การเมินเฉย การปล่อยปละละเลย การเลี่ยง
การกระทำ "แบบทำลาย" เมื่อพบเจอความขัดแย้งเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ง่ายมากที่สุด เพราะสิ่งนั้นจะเป็นไปตามสัญชาตญาณ ซึ่งจะสวนทางกับการกระทำ "แบบเสริมสร้าง" ที่ต้องฝืน ต้องใช้ความอดทนอดกลั้น
ฉะนั้น ถ้าหากคน ๆ นั้น ไม่ได้มีความสำคัญหรือส่งผลกับชีวิตของเขาหรือเธอ เขาหรือเธอคนนั้นก็จะไม่มาฝืนกระทำแบบเสริมสร้างเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นหรอก
สัญญาณที่ดี ข้อที่ 7 "การแสดงความเอาใจใส่และให้ความช่วยเหลือตอนที่คุณกำลังอ่อนแอ"
การดูแลเอาใจใส่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างความใกล้ชิดและความสนิทสนม เป็นตัวแยกแยะระหว่างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับความรู้สึกสนใจแค่ผิวเผิน
มีงานวิจัยสองตัว (Reis et al. 2004. ที่ทำในประเทศอเมริกา และ Tasfiliz et al. 2018. ที่ทำในประเทศญี่ปุ่น) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ "การรับรู้ถึงการตอบสนองของคู่ครอง" ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Perceived partner responsiveness และตัวย่อเป็น PPR
ผลการสำรวจพบว่า คู่รักที่มีค่า PPR ที่สูง จะมีแนวโน้มที่ "ความพีงพอใจ" (Hedonic) และ "การมีความหมาย" (Eudaimonic) ในชีวิตคู่ จะสูงขึ้นตาม ซึ่งเกิดทั้งในประเทศอเมริกาและญี่ปุ่น โดยที่คู่รักในประเทศอเมริกาจะมีความพึงพอใจมากกว่า ในขณะที่คู่รักในประเทศญี่ปุ่นจะมีการมีความหมายในชีวิตคู่สูงกว่า
สัญญาณที่ดี ข้อที่ 8 "การแสดงความยินดีกับสิ่งดี ๆ ที่ได้เกิดขึ้นในชีวิตของคุณ"
การที่เขารู้สึกกระตือรือร้นที่จะแสดงความยินดีกับคุณ พร้อมทั้งจดจำเรื่องราวเหล่านั้นไว้ คือ การที่คน ๆ นั้น ได้ลงทุนให้เกิดอารมณ์ที่ดีร่วมกันไปกับคุณ
Gable ได้ทำการทดลองร่วมกับคณะ 2 ครั้ง ครั้งแรกจะทดลองให้คนทั่วไปมาแสดงความยินดีร่วมกัน ผลก็คือ การทดลองแรก ผู้ที่แสดงความยินดีร่วมกันด้วย จะมีความรู้สึกที่ดีขึ้นในแต่ละวัน แม้ว่าเหตุการณ์ในวันนั้นจะผ่านไปแล้ว
ส่วนครั้งที่สอง ที่จะให้คู่รักบันทึกคลิปการพูดคุยระหว่างเรื่องราวเชิงบวกกับเชิงลบในขณะที่คบไปเรื่อย ๆ เพื่อติดตามผล สิ่งที่ได้รู้ก็คือ การพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์เชิงบวก จะสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ ในขณะที่การพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์เชิงลบ มีแนวโน้มเพิ่มโอกาสการเลิกราในอนาคตได้
สัญญาณที่ดี ข้อที่ 9 "รูปแบบการพูดคุยผ่านแชทในบางลักษณะ"
มีการทดลองหนึ่ง (Slatcher et al. 2008) ที่ได้เก็บรวบรวมประวัติการแชทของคู่เดทจำนวน 68 คน เพื่อนำมาวิเคราะห์ แล้วนำมาพยากรณ์ว่าในอีก 6 เดือนข้างหน้า คู่เดาเหล่านั้น จะยังคงดำเนินความสัมพันธ์ต่อหรือไม่ ผลที่ได้จากการทดลองจะมีดังนี้
การใช้คำว่า "เรา" ในแชท จะไม่สามารถใช้เพื่อประเมินความพึงพอใจในความสัมพันธ์ได้ ซึ่งจะขัดแย้งกับสิ่งที่หลายคนอาจคิดไว้
การที่ผู้หญิงใช้คำสรรพนามที่สื่อเฉพาะตัวของผู้หญิงเอง เช่น "ฉัน" "หนู" (ถ้าเทียบกับคำในภาษาไทย) จะสามารถบ่งบอกถึงความพึงพอใจในความสัมพันธ์ทั้งของตนเองและของคู่ครอง จากการวิเคราะห์ อาจตีความได้ว่า การใช้สรรรพนามในลักษณะนั้น เป็นการใช้ในเชิงสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมความใกล้ชิดของผู้หญิง
และถ้าผู้ชายใช้ข้อความไปในทางประชดประชันแบบหยอกเล่นในแชท ร่วมกับที่ผู้หญิงใช้คำสรรพนามที่สื่อถึงตัวผู้หญิงเอง ก็จะยิ่งมีแนวโน้มที่ความสัมพันธ์ของคู่เดททั้งสองนั้น จะอยู่รอดนานเกิน 6 เดือนได้
อย่างไรก็ตาม การใช้ข้อความประชดประชันของผู้ชาย ไม่ได้เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ในระยะยาว ฉะนั้นผู้ชายที่ชอบใช้ข้อความในลักษณะดังกล่าวก็ควรระมัดวังในเรื่องนี้ด้วย
สัญญาณที่ดี ข้อที่ 10 "การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายทางสังคมของคุณ"
ผู้คนจะใช้เครือข่ายทางสังคมเป็นกลยุทธ์ในการรักษาความสัมพันธ์ เช่น การทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อร่วมงาน การพบปะพูดคุยกับญาติมิตร
ตัวของเครือข่ายทางสังคมเองจะมีส่งผลต่อแรงจูงใจในการรักษาความสัมพันธ์ของคู่รักอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้มีการผูกมัดหรือแต่งงานกันแล้ว เพราะการยอมรับหรือไม่ยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักทั้งสองจากคนในวงสังคมนั้น จะสามารถเปลี่ยนความรู้สึกของคู่รักให้รู้สึกว่าได้รับการสนับสนุน มีความมั่นใจในความสัมพันธ์ หรือถูกจำกัดความสัมพันธ์ได้
ฉะนั้น การที่คน ๆ หนึ่งยอมเข้าไปเป็นส่วนหนนึ่งในเครือข่ายทางสังคม จึงเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงสูง เพราะถ้าหากสังคมของคุณไม่ยอมรับเขา ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเขาจะดำเนินไปได้ยากลำบาก
สรุปก็คือ ถ้าหากใครได้มีโอกาสอ่านแล้วลองเปรียบเทียบสัญญาณที่ผิด ๆ กับสัญญาณที่ดีแล้ว เราจะสังเกตสิ่งหนึ่งที่เด่นชัดเลยคือ สัญญาณที่ผิด ๆ จะเป็นสัญญาณที่ "ตื้นเขิน" และมีแต่ "ความกำกวม" ในขณะที่สัญญาณที่ดี จะมี "ความหนักแน่น" "ลึกซึ้ง" และ "เกิดขึ้นยาก" กว่ามาก ๆ ทำให้เมื่อเจอแล้วก็ไม่ต้องทำให้ให้คาดเดาอะไรมากเลย
อ่านมาถึงจุดนี้แล้ว ก็ขอให้คนที่ได้อ่านทุก ๆ คน ประสบความสำเร็จในความรักนะ!
อ้างอิง:
"การระบุเจตนาที่ชัดเจนว่าชอบ"
Hall, J. A., Xing, C., & Brooks, S. (2015). Accurately detecting flirting: Error management theory, the traditional sexual script, and flirting base rate. Communication Research, 42(7), 939-958.
"การชวนทำกิจกรรมร่วมกันแค่สองต่อสอง"
Asendorpf, J. B., Penke, L., & Back, M. D. (2011). From dating to mating and relating: Predictors of initial and long–term outcomes of speed–dating in a community sample. European Journal of Personality, 25(1), 16-30.
"การชวนให้ทำกิจกรรมร่วมกันบ่อย ๆ และต่อเนื่อง"
Baxter, A., Maxwell, J. A., Bales, K. L., Finkel, E. J., Impett, E. A., & Eastwick, P. W. (2022). Initial impressions of compatibility and mate value predict later dating and romantic interest. Proceedings of the National Academy of Sciences, 119(45), e2206925119.
"การยอมเสียแรง เวลา หรือเงิน เพื่อให้ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน"
Rusbult, C. E. (1983). A longitudinal test of the investment model: The development (and deterioration) of satisfaction and commitment in heterosexual involvements. Journal of personality and social psychology, 45(1), 101.
"การยอมเสียสละบางสิ่งเพื่อความสัมพันธ์"
Van Lange, P. A., Rusbult, C. E., Drigotas, S. M., Arriaga, X. B., Witcher, B. S., & Cox, C. L. (1997). Willingness to sacrifice in close relationships. Journal of personality and social psychology, 72(6), 1373.
"กรอบงาน EVLN"
Rusbult, C. E., Verette, J., Whitney, G. A., Slovik, L. F., & Lipkus, I. (1991). Accommodation processes in close relationships: Theory and preliminary empirical evidence. Journal of Personality and social Psychology, 60(1), 53.
"การแสดงความเอาใจใส่และให้ความช่วยเหลือตอนที่คุณกำลังอ่อนแอ"
Reis, H. T., Clark, M. S., & Holmes, J. G. (2004). Perceived partner responsiveness as an organizing construct in the study of intimacy and closeness. In Handbook of closeness and intimacy (pp. 211-236). Psychology Press.
"อีกหนึ่งตัวอย่างงานวิจัยที่เกี่ยวกับการแสดงความเอาใจใส่และให้ความช่วยเหลือตอนที่คุณกำลังอ่อนแอ"
Tasfiliz, D., Selcuk, E., Gunaydin, G., Slatcher, R. B., Corriero, E. F., & Ong, A. D. (2018). Patterns of perceived partner responsiveness and well-being in Japan and the United States. Journal of Family Psychology, 32(3), 355.
"การแสดงความยินดีร่วมกันแม้กับคนทั่ว ๆ ไป จะแบ่งปันความรู้สึกที่ดีร่วมกันได้"
Gable, S. L., Reis, H. T., Impett, E. A., & Asher, E. R. (2018). What do you do when things go right? The intrapersonal and interpersonal benefits of sharing positive events. In Relationships, well-being and behaviour (pp. 144-182). Routledge.
"การแสดงความยินดีร่วมกันกับคนรัก จะกระชับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นได้"
Gable, S. L., Gonzaga, G. C., & Strachman, A. (2006). Will you be there for me when things go right? Supportive responses to positive event disclosures. Journal of personality and social psychology, 91(5), 904.
"รูปแบบการพูดคุยผ่านแชทในบางลักษณะ"
Slatcher, R. B., Vazire, S., & Pennebaker, J. W. (2008). Am “I” more important than “we”? Couples’ word use in instant messages. Personal Relationships, 15(4), 407-424.
"การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายทางสังคมของคุณ"
Sprecher, S., Felmlee, D., Stokes, J. E., & McDaniel, B. (2019). Social networks and relationship maintenance. In Relationship maintenance: Theory, process, and context (pp. 152-177). Cambridge University Press.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา