Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 00:48 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
🚀 เปลี่ยน Feature Factory ให้กลายเป็น Product Team
ทำไมองค์กรไทยทำ Agile ก็แล้ว, Transformation ก็หลายวิธีแล้ว…แต่ “ลูกค้ายังไม่รัก?”
เมื่อปัญหาขององค์กร ไม่ใช่เพราะทีมไม่เก่ง แต่เพราะเราไม่เคยถามว่า “สิ่งที่กำลังสร้าง มีคุณค่าจริงหรือไม่?”
วันนี้แทบทุกองค์กรประกาศตัวว่า “เราทำ/เป็น Agile แล้ว” มีภาพจำเหล่านี้ให้ผู้บริหารองค์กร หรือคนที่ต้องการโชว์เห็นว่า
* มี Daily Standup, Sprint Planning, Retrospective ครบทุกพิธีกรรม
* มี Product Manager, Scrum Master, Tribe, Squad ตั้งเต็มโครงสร้าง
* ห้องประชุมเต็มไปด้วย Post-it สีสวย
* Dashboard เต็มไปด้วยกราฟ Velocity
* Backlog ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระบบ
“แต่แล้วลูกค้าได้อะไรดีขึ้นจริงหรือยัง?”
หลายองค์กรลงทุนด้าน Digital Transformation ตั้งแต่หลักสิบ-ร้อยล้านบาท แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับเป็นเพียง
* ระบบใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม
* ฟีเจอร์เพิ่มขึ้น แต่ลูกค้าใช้น้อยลง
* ทีมทำงานหนักขึ้น แต่ธุรกิจไม่โตตาม
* พนักงานยังต้อง export ข้อมูลไปทำงานต่อใน Excel เหมือนเดิม
* Call Center ยังรับสายปัญหาเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นต้น
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความล้มเหลวของเทคโนโลยี แต่คือ “ความล้มเหลวของ Mindset การทำ Product”
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายทีมจึงยังติดอยู่ในสภาพที่เรียกว่า "Feature Factory" หรือ โรงงานผลิตฟีเจอร์ตามใบสั่ง แทนที่จะเป็น "Product Team" หรือ ทีมที่สร้างคุณค่าให้ลูกค้าและธุรกิจ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่คือการแยกไม่ออกระหว่าง
* งานแบบ Project (ส่งมอบให้เสร็จ)
* งานแบบ Product (สร้างคุณค่าให้เกิดผลลัพธ์)
หลายองค์กรภูมิใจว่าโปรเจกต์ “เสร็จตรงเวลา” แต่ไม่มีใครกล้าถามว่า ของที่เสร็จนั้น มีคนใช้จริงหรือไม่? และนี่คือจุดที่องค์กรจำนวนมากกำลังหลงทางโดยไม่รู้ตัว
⸻
📉 กับดักที่ 1 = Agile แบบไทยๆ ที่ยังคิดแบบ Waterfall
หลายองค์กรไทยบอกว่าทำ Agile แต่ยังปล่อยระบบปีละ 2–3 ครั้ง เพราะทุกอย่างยังต้องผ่านขั้นตอนอนุมัติหลายชั้น
ภาพที่พบได้บ่อยคือ
* ทีม Dev ทำงานเร็ว แต่ต้องรออนุมัติจากหลายฝ่ายก่อน deploy
* ฟีเจอร์เสร็จแล้ว แต่ต้องรอรอบ release ใหญ่
* ลูกค้ารอการแก้ปัญหาหลายเดือน ทั้งที่ทีมแก้ได้ภายในวันเดียว
* ทีมพัฒนาแก้บั๊กเสร็จตั้งแต่สัปดาห์ก่อน แต่ต้องรอรอบ release ถัดไป
“ผลคือ ทีมทำงานหนัก แต่ลูกค้าไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง”
Agile ที่แท้จริงไม่ใช่ทำงานเร็วขึ้น แต่คือ “ปล่อยคุณค่าให้ลูกค้าเร็วขึ้น” องค์กรที่เก่งจริงไม่ได้วัดความสำเร็จที่จำนวน Sprint แต่วัดที่ว่า
* ลูกค้าเจอปัญหาน้อยลงหรือไม่?
* ลูกค้าใช้งานง่ายขึ้นหรือไม่?
* รายได้หรือการใช้งานดีขึ้นหรือไม่?
”ถ้าทีมปล่อยของทุกสองสัปดาห์ แต่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น นั่นไม่ใช่ Agile แต่คือ Waterfall ที่แบ่งงานเป็นรอบเล็กลงเท่านั้น”
⸻
🔁 นวัตกรรมเกิดจาก “จำนวนรอบการลองผิด” ไม่ใช่แผนที่สวยๆ
หลายองค์กรใช้เวลา 4–6 เดือนสร้าง MVP หนึ่งตัว แล้วหวังว่ามันจะสำเร็จ แต่ในโลกจริง ทีมที่สร้าง Product สำเร็จ มักทดลองไอเดียหลายสิบครั้งก่อนจะเจอสิ่งที่ใช่
ลองดูพฤติกรรมที่เกิดขึ้นบ่อยในองค์กรไทย
* ใช้เวลานานกับการประชุมก่อนเริ่มลงมือ
* กลัวทดลองเพราะกลัวผิด
* รอข้อมูลครบก่อนจึงเริ่ม
* ต้องทำแผนให้สมบูรณ์ก่อนจึงเริ่มทดลอง
สุดท้ายคู่แข่งที่ทดลองเร็วกว่ากลับชนะตลาด เพราะ “ความเร็วในการเรียนรู้ สำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบของแผน”
* หลายทีมแพ้ไม่ใช่เพราะไอเดียไม่ดี แต่เพราะใช้เวลานานเกินไปกว่าจะรู้ว่าไอเดียไม่เวิร์ก
* ทีมที่เก่งไม่ใช่ทีมที่ไม่ผิดพลาด แต่คือทีมที่ผิดเร็ว เรียนรู้เร็ว และเปลี่ยนทิศได้เร็ว
⸻
🧠 กับดักที่ 2 คือ สับสนระหว่าง Discovery กับ Delivery
หัวใจของ Product ที่แข็งแรงคือการแยกสองกิจกรรมนี้ออกจากกัน
Discovery = เราควรสร้างอะไร?
เพื่อพิสูจน์ว่าไอเดียนั้น
* ลูกค้าต้องการจริง
* ใช้งานได้จริง
* แก้ปัญหาจริง
* สร้างผลตอบแทนได้จริง
ในช่วงนี้ ทีมต้องทดลอง พูดคุยกับลูกค้า สร้าง Prototype และเรียนรู้ให้เร็วที่สุด
Delivery = เราจะสร้างมันอย่างไร? เพื่อให้ระบบ
* เสถียร
* รองรับผู้ใช้จำนวนมาก
* ปลอดภัย
* ดูแลระยะยาวได้
ปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายองค์กรคือ
* เอาระบบทดลองไปใช้จริงทั้งที่ยังไม่พร้อม
* หรือใช้มาตรฐาน production ไปฆ่าไอเดียตั้งแต่ยังไม่ทดลอง
ผลลัพธ์คือ “ทีมช้า ต้นทุนสูง และกลัวการทดลอง” หลายทีมเสียเวลาเป็นเดือนเพื่อสร้างระบบที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ว่าต้องการจริง
⸻
🛠️ เมื่อ Product Manager กลายเป็น Project Coordinator?
ในหลายองค์กรไทย PM กลายเป็นคนตามงานแทนที่จะเป็นคนกำหนดทิศทาง หน้าที่กลายเป็น
* รับ requirement จากหลายฝ่ายโดยไม่ได้มีโอกาสตั้งคำถาม
* เขียน document เพื่อส่งต่อให้ทีมพัฒนา
* ประสานทีมให้เข้าใจงานตรงกัน
* ตามงานให้เสร็จตาม timeline ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว
แต่สิ่งที่หายไปคือคำถามสำคัญที่สุดของงาน Product ”สิ่งที่กำลังสร้าง แก้ปัญหาลูกค้าจริงหรือไม่?”
ภาพที่พบได้บ่อยในองค์กรไทย เช่น
* ทีมใช้เวลา 3 เดือนพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ แต่หลังปล่อยใช้งาน ลูกค้าแทบไม่กดใช้เลย
* ระบบเพิ่มเมนูใหม่จำนวนมาก แต่ Call Center ยังได้รับคำถามเดิม ๆ ทุกวัน
* ทีม Dev ทำงานหนักขึ้นทุก Sprint แต่ยอดใช้งานกลับไม่ขยับ
สุดท้ายทุกคนทำงานหนัก แต่ไม่มีใครกล้าหยุดถามว่า
“เรากำลังสร้างสิ่งที่จำเป็น หรือแค่ทำตามรายการที่ถูกสั่งมา?”
“Product Manager ที่แท้จริงต้องเข้าใจมากกว่า backlog”
PM ที่แท้จริงไม่ได้เป็นแค่คนจัดลำดับงาน แต่ต้องเข้าใจบริบททั้งหมดของปัญหา เช่น
1. ลูกค้าใช้ชีวิตอย่างไร และ pain point จริงอยู่ตรงไหน?
2. ธุรกิจสร้างรายได้จากส่วนใด และต้นทุนหลักอยู่ตรงไหน?
3. คู่แข่งกำลังแก้ปัญหาเดียวกันอย่างไร?
4. ข้อมูลการใช้งานสะท้อนพฤติกรรมลูกค้าแบบใด?
5. ปัญหาใดควรถูกแก้ก่อนเพื่อสร้างผลกระทบสูงสุด?
ตัวอย่างเช่น หากข้อมูลบอกว่าลูกค้า 40% ถอนตัวกลางขั้นตอนสมัครใช้งาน แต่ทีมกำลังจะสร้าง Dashboard ใหม่เพราะผู้บริหารอยากได้รายงานสวยขึ้น
PM ที่แท้จริงต้องกล้าถามว่า “เราควรแก้ปัญหาการสมัครที่ลูกค้าหลุดก่อนหรือไม่?” เพราะการแก้จุดหลุดของลูกค้า อาจเพิ่มรายได้มากกว่าการสร้าง Dashboard ใหม่หลายเท่า
เพราะหน้าที่ของ PM ไม่ใช่จัด backlog แต่คือ “ปกป้องทีมไม่ให้สร้างสิ่งที่ไร้ค่า”
ในโลกจริง PM ที่เก่งมักถูกมองว่าเป็นคนพูดว่า “ไม่” บ่อย
* ไม่ใช่ทุกไอเดียต้องถูกสร้าง
* ไม่ใช่ทุกฟีเจอร์ต้องทำทันที
* ไม่ใช่ทุกคำสั่งต้องถูกทำตามโดยไม่ตั้งคำถาม
PM ที่ดีไม่ได้พูดว่า “ทำได้ทุกอย่าง” แต่กล้าพูดว่า
* “สิ่งนี้ยังไม่ควรทำตอนนี้”
* “เราควรทดลองก่อนลงทุนเต็มรูปแบบ”
* “ข้อมูลยังไม่พอให้ตัดสินใจสร้างระบบใหญ่”
ตัวอย่างสถานการณ์ เช่น ฝ่ายขายต้องการฟีเจอร์เฉพาะสำหรับลูกค้ารายใหญ่หนึ่งราย แต่ทีมต้องใช้เวลา 2 เดือนพัฒนา
PM ที่ดีต้องชั่งน้ำหนักว่า
* ฟีเจอร์นี้ใช้ได้กับลูกค้าทั่วไปหรือไม่?
* ถ้าสร้างแล้วต้องดูแลต่อเนื่องหรือไม่?
* คุ้มค่ากับเวลาทีมที่ต้องเสียไปหรือไม่?
และบางครั้งคำตอบที่ถูกต้องที่สุดคือ “เรายังไม่ควรทำสิ่งนี้ตอนนี้” ความกล้านี้เอง ที่ช่วยให้ทีมไม่กระจายพลังไปกับงานที่ไม่สร้างคุณค่า และทำให้ทีมโฟกัสกับสิ่งสำคัญจริง
⸻
⚖️ Feature Roadmap vs Outcome Roadmap
ผู้บริหารมักถามว่า
"ฟีเจอร์จะเสร็จเมื่อไหร่?"
เพราะในมุมของการบริหารโครงการ ทุกอย่างต้องมี timeline ต้องรายงานความคืบหน้า และต้องตอบได้ว่าเมื่อไรลูกค้าจะได้ใช้ของใหม่ แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ
"แล้วลูกค้าจะได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งที่เรากำลังสร้าง?"
องค์กรที่พัฒนา Product เก่ง มักใช้ Roadmap สองแบบควบคู่กัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
* Feature Roadmap → ทีม Project ใช้บริหาร timeline และทรัพยากร
* Outcome Roadmap → ทีม Product ใช้บริหารผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดกับลูกค้าและธุรกิจ
ปัญหาที่พบบ่อยในองค์กรคือ Roadmap กลายเป็น "รายการสิ่งที่ต้องสร้าง" เช่น
* Q1 ทำระบบสมัครสมาชิกใหม่
* Q2 ทำ Dashboard รายงาน
* Q3 ทำ Mobile App เวอร์ชันใหม่
ทุกอย่างดูดีในสไลด์ แต่ไม่มีใครตอบได้ว่า
* ระบบสมัครสมาชิกใหม่นั้น ลดการหลุดของลูกค้าได้จริงหรือไม่?
* Dashboard ใหม่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจดีขึ้นจริงหรือไม่?
* Mobile App ใหม่ทำให้ลูกค้ากลับมาใช้งานบ่อยขึ้นหรือไม่?
ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่พบได้บ่อย
* องค์กรหนึ่งลงทุนทำระบบใหม่เพราะคู่แข่งมีฟีเจอร์คล้ายกัน แต่หลังเปิดใช้จริง ลูกค้าแทบไม่แตะฟีเจอร์นั้น เพราะปัญหาที่แท้จริงคือขั้นตอนใช้งานเดิมซับซ้อนเกินไป
* ทีมใช้เวลา 6 เดือนสร้างของใหม่ แต่สิ่งที่ควรแก้จริงๆ คือทำขั้นตอนเดิมให้สั้นลงเพียง 3 คลิก
นี่คือความแตกต่างระหว่างการวัดผลแบบ Feature กับ Outcome เพราะสุดท้ายลูกค้าไม่ได้ซื้อฟีเจอร์ แต่ซื้อ "ผลลัพธ์" ที่ทำให้ชีวิตเขาง่ายขึ้น เช่น
* ลูกค้าไม่ได้อยากได้ปุ่มใหม่ แต่ต้องการทำงานเสร็จเร็วขึ้น
* ลูกค้าไม่ได้อยากได้ Dashboard แต่ต้องการตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น
* ลูกค้าไม่ได้อยากได้ระบบซับซ้อน แต่ต้องการความสบายใจว่าใช้งานได้โดยไม่ต้องเรียนรู้ใหม่
ถ้าองค์กรวัดความสำเร็จจากจำนวนฟีเจอร์ที่ปล่อยออกไป
* ทีมจะกลายเป็นโรงงานผลิตฟีเจอร์ทันที
* ทุก Sprint คือการผลิตของใหม่ แต่ไม่มีใครหยุดถามว่าของที่ผลิตนั้น "จำเป็นจริงหรือไม่?"
แต่ถ้าวัดจากผลลัพธ์ที่ลูกค้าได้ = “ทีมจะเริ่มคิดต่างออกไปทันที”
ทีมจะเริ่มถามว่า
* ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ลูกค้าทำงานได้ดีขึ้นจริงไหม?
* ปัญหานี้ใหญ่พอให้ต้องลงทุนหรือไม่?
* มีวิธีที่ง่ายกว่านี้ไหมที่ช่วยลูกค้าได้เร็วกว่า?
และบางครั้งคำตอบอาจไม่ใช่การสร้างอะไรใหม่เลย แต่อาจเป็นการลบขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป
Product Team ที่แข็งแรงจึงไม่ได้วัดว่า “เราสร้างอะไรเพิ่มได้บ้าง?” แต่ถามว่า “เราทำให้ชีวิตลูกค้าง่ายขึ้นได้อย่างไรบ้าง?”
⸻
⚠️ อีกกับดัก คือ “ทำ Product โดยไม่คิดเรื่องจริยธรรม”
หลายองค์กรเร่งสร้างการเติบโตโดยไม่คิดถึงผลกระทบระยะยาวต่อผู้ใช้และสังคม เพราะแรงกดดันเรื่องตัวเลขและการแข่งขันในตลาดทำให้ทีมมุ่งไปที่ KPI ระยะสั้นมากกว่าความยั่งยืน
ตัวอย่าง เช่น
* ระบบที่ออกแบบให้ผู้ใช้เลื่อนดูเนื้อหาได้ไม่รู้จบ (endless scroll) เพื่อเพิ่มเวลาใช้งาน แม้ผู้ใช้ตั้งใจจะใช้เวลาเพียงสั้นๆ แต่กลับหมดเวลาไปเป็นชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว
* การใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล โดยไม่ได้อธิบายให้ผู้ใช้เข้าใจจริงว่าข้อมูลใดถูกเก็บและนำไปใช้เพื่ออะไร
* การออกแบบปุ่มหรือขั้นตอนให้ผู้ใช้เผลอกดยอมรับเงื่อนไขหรือสมัครบริการเพิ่ม โดยไม่ทันสังเกต เช่น ปุ่มยกเล็ก สีไม่เด่น หรือถูกซ่อนไว้หลายขั้นตอน
* การทำให้ขั้นตอนยกเลิกบริการซับซ้อนกว่าขั้นตอนสมัครหลายเท่า เพื่อรักษายอดผู้ใช้ไว้ แม้ผู้ใช้ต้องการออกจากบริการจริง
ในระยะสั้น สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ตัวเลขดูดีขึ้น เช่น
* เวลาใช้งานเพิ่มขึ้น
* Conversion สูงขึ้น
* อัตราการยกเลิกลดลง
แต่ในระยะยาว สิ่งที่สูญเสียคือ “ความเชื่อใจ” ของลูกค้า ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่สร้างยากและเสียได้ง่ายที่สุด
* หลายองค์กรพบภายหลังว่า เมื่อผู้ใช้รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบหรือถูกหลอกให้ใช้บริการ พวกเขาไม่ได้เพียงแค่เลิกใช้ แต่ยังบอกต่อประสบการณ์เชิงลบ ทำให้แบรนด์เสียหายและต้องใช้ต้นทุนมหาศาลเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นกลับมา
* ทีม Product, Design และ Data มักเป็นกลุ่มแรกที่มองเห็นความเสี่ยงนี้ เพราะพวกเขาเห็นผลกระทบจากข้อมูลและพฤติกรรมผู้ใช้โดยตรง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เราทำสิ่งนี้ได้หรือไม่?” แต่คือ “เราควรทำสิ่งนี้หรือไม่?” และที่ยากกว่านั้นคือ “เมื่อเห็นว่าทิศทางอาจไม่ถูกต้อง เรากล้าหยุดหรือปรับหรือไม่ แม้ตัวเลขระยะสั้นจะดูดี?”
องค์กรที่เติบโตได้ในระยะยาวมักเลือกปกป้องความเชื่อใจของลูกค้ามากกว่าการไล่ล่าตัวเลขไตรมาสต่อไตรมาส เพราะสุดท้ายแล้ว ความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้ามีค่ามากกว่าความสำเร็จระยะสั้นเสมอ
⸻
✨ ทีมคุณกำลังสร้างฟีเจอร์ หรือกำลังแก้ปัญหาชีวิตคน?
องค์กรจำนวนมากได้ "ระบบที่เสร็จตรงเวลา" แต่ไม่ได้ "ระบบที่คนอยากใช้" หรือบางองค์กรมีไอเดียดีมาก แต่ไม่เคยส่งมอบได้จริง โลกธุรกิจต้องการทั้งสองอย่าง
* ทีมที่ส่งมอบได้
* ทีมที่รู้ว่าสิ่งไหนควรส่งมอบ
ก่อนเริ่มงานพรุ่งนี้ ลองถามทีมตัวเองสั้นๆ ว่า “วันนี้เรากำลังผลิตฟีเจอร์ตามใบสั่ง หรือกำลังค้นหาโซลูชันที่เปลี่ยนชีวิตลูกค้าได้จริง?”
เพราะ Product ที่ดี ไม่ได้เริ่มจากโค้ด แต่มันเริ่มจาก “ความเข้าใจมนุษย์” และองค์กรที่ชนะในระยะยาว ไม่ใช่องค์กรที่สร้างของได้เร็วที่สุด แต่คือองค์กรที่สร้าง สิ่งที่ถูกต้อง ได้ก่อนใคร
#วันละเรื่องสองเรื่อง #ProductManagement #AgileMindset #InnovationStrategy #ProductVsProject #DigitalTransformation
วงการไอที
ไอที
วัฒนธรรมองค์กร
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย