7 ก.พ. เวลา 06:42 • หนังสือ

#15 RomHW — บทที่ 4️⃣ เทคโนโลยีของเรา : เทคโนโลยียานอวกาศของเราและยานแม่ของเรา

▪️ผู้แปล : คุณ♾️อุดม
...
...
...
🔆#เทคโนโลยียานอวกาศของเรา🔆
#Our_Spacecraft_Technology
Our spacecraft are also made of this organic crystalline material. In the case of our spacecraft, additional characteristics are experienced. In the case of our craft, we can exude control consoles, instrument panels, “viewing screens,” and other such mechanisms and consoles, though these will not really resemble the types of equipment that you are accustomed to seeing and using.
Also, realize that as we segue from physical to non-physical, much of these types of physical interfaces are no longer really necessary and so again, at this point, these things are used more for the convenience of guests, contactees, or members of other planets that still rely on these types of symbols in order to make sense of their surroundings, when they are aboard our various spacecraft.
ยานอวกาศของเราก็สร้างขึ้นจาก วัสดุผลึกอินทรีย์ นี้เช่นกัน แต่ในกรณีของยานอวกาศ จะมีคุณลักษณะเพิ่มเติมที่เราได้รับ ในยานของเรา เราสามารถทำให้ แผงควบคุม, แผงหน้าปัดเครื่องมือ, “จอแสดงผล,” และกลไกหรือแผงควบคุมอื่น ๆ เหล่านี้ผุดออกมาได้ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่คล้ายกับอุปกรณ์ประเภทที่คุณคุ้นเคยกับการเห็นและการใช้ก็ตาม
นอกจากนี้ โปรดตระหนักว่าเมื่อเราเปลี่ยนผ่านจากสภาวะทางกายภาพไปสู่สภาวะ ไม่เป็นกายภาพ (non-physical) การเชื่อมต่อทางกายภาพประเภทนี้จึงไม่จำเป็นอีกต่อไป และ ณ จุดนี้ สิ่งเหล่านี้จึงถูกใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ แขก, ผู้ติดต่อ (contactees), หรือสมาชิกจากดาวเคราะห์อื่น ที่ยังคงต้องอาศัยสัญลักษณ์ประเภทนี้เพื่อทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมของพวกเขา เมื่อพวกเขาอยู่บนยานอวกาศของเรา
In addition to the changing shape of the material according to need, the crystalline structure of the craft is able to transmit what we refer to as an “isolation field” around each spacecraft.
นอกเหนือจากการเปลี่ยนรูปร่างของวัสดุได้ตามความต้องการแล้ว โครงสร้างผลึกของยานยังสามารถ ส่งผ่านสิ่งที่เรียกว่า “สนามแยกส่วน” (isolation field)* ไปรอบยานอวกาศแต่ละลำได้
[*คือการแยกตัวเองออกมาจากการเชื่อมต่อกับสิ่งอื่น ที่สิ่งอื่นทุกสิ่งเชื่อมต่อกันอยู่ –{ผู้แปล}]
We fundamentally understand that space and time are not something that objects reside within, but instead, space and time are properties of each object. Objects are expressions of frequencies of energy. All energy ultimately arises from Infinite Consciousness. Each object is its own distinct frequency. The term frequency is only partially understood by humans. Our understanding of frequency includes a broader dimensionality than current human understanding.
โดยพื้นฐานแล้ว เราเข้าใจว่า อวกาศและเวลา (space and time) ไม่ใช่สิ่งที่วัตถุสถิตอยู่ภายใน แต่เป็น คุณสมบัติของวัตถุแต่ละชิ้น ต่างหาก — วัตถุคือการแสดงออกของ ความถี่ของพลังงาน และโดยแก่นแท้ พลังงานทั้งหมดล้วนมาจาก จิตสำนึกอันเป็นอนันต์ (Infinite Consciousness)★👇 วัตถุแต่ละชิ้นมีความถี่ที่แตกต่างกันไป คำว่า “ความถี่” ถูกมนุษย์เข้าใจแค่เพียงบางส่วนเท่านั้น ความเข้าใจเรื่องความถี่ของเราครอบคลุมมิติที่กว้างกว่าความเข้าใจของมนุษย์ในปัจจุบัน
[★ที่ก็คือจิตสำนึกแห่งพระเจ้า หรือ All That Is นั่นแหละครับ ที่กำลังกระพริบหากยังจำกันได้ ซึ่งผมเคยอธิบายให้ฟังไปแล้วในไลฟ์ Ep2 –ผู้แปล]
While humans envision frequency as a flat sine wave, we understand frequency to be a multidimensional expression that would be more perceived in linear physical reality as a spiral.
However, even this is only a slice of the totality of how frequency is actually expressed, and it becomes challenging to be able to describe it through the limitations of finite linear thinking, language, and the overall finite understanding. Suffice for now to say that time and space are properties of the frequency of each object.
ในขณะที่มนุษย์จินตนาการถึงความถี่ว่าเป็น คลื่นไซน์แบบราบ* (*เคลื่อนขึ้น-ลงเป็นเส้นโค้งแบบคงที่ เป็นแบบ 2 มิติที่มีแค่กว้าง-ยาว) แต่เราเข้าใจว่าความถี่เป็นการแสดงออกแบบ หลากมิติ ที่อาจถูกรับรู้ในความเป็นจริงทางกายภาพเชิงเส้นตรงได้ในรูปแบบของ เกลียว (spiral)★👇
อย่างไรก็ตาม แม้แต่นี่ก็เป็นเพียง ส่วนเสี้ยว ของความเป็นทั้งหมดของการที่ความถี่แสดงออกจริง ๆ และมันก็กลายเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากที่จะอธิบายมันผ่านข้อจำกัดของกรอบความคิดแบบเชิงเส้น★★👇 ด้วยภาษา และความเข้าใจโดยรวม* (*ของมนุษย์ในเรื่องเวลาและอวกาศ) ที่ตั้งอยู่บนความคิดที่มีขอบเขตจำกัด ดังนั้น สำหรับตอนนี้ มันเพียงพอแล้วที่จะกล่าวว่า เวลาและอวกาศเป็นคุณสมบัติของความถี่ของวัตถุแต่ละชิ้น★★★👇
★กว้าง, ยาว, ลึก, ทวน-ตามเข็มนาฬิกา ซึ่งทำให้มีอย่างน้อย 4 มิติ
★★finite linear thinking — หรือ ความคิดเชิงเส้นแบบมีขอบเขตจำกัด — คือรูปแบบการคิดของมนุษย์ที่ถูกกำหนดโดยความเข้าใจเรื่องเวลาในฐานะ “เส้นตรง” ที่พุ่งจากอดีต → ปัจจุบัน → อนาคต อย่างเป็นลำดับขั้นตายตัว เราถูกสอนให้เชื่อว่าสรรพสิ่งต้องเกิดขึ้นทีละขั้น ทีละตอน ข้ามขั้นไม่ได้ ไม่มีเหตุการณ์ใดปรากฏขึ้นซ้อนทับกันได้ และทุกอย่างต้อง “เลือกข้าง” เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น จะเป็นหลายอย่างพร้อมกันในขณะเดียวกันไม่ได้
โลกทั้งโลก — ระบบการศึกษาทั้งหมด ความเชื่อและวัฒนธรรมของมนุษยชาติแทบทุกแห่ง — สร้างกรอบแบบนี้ให้เราตั้งแต่เด็ก หล่อหลอมให้เราคิดแบบนี้โดยไม่รู้ตัว จนเรามองความจริงผ่านกรอบแคบๆของ “ตรรกะเชิงเส้น” เป็นมาตรฐานเดียวของการเข้าใจโลก และเลยเถิดไปจนเราคิดว่านี่คือความจริงของเอกภพ
แต่ในความเป็นจริง…ทั้งหมดนี้มันเป็นเพียง “วิธีคิดแบบมนุษย์” เท่านั้น
แต่พวกเขา — ผู้ที่มีความเข้าใจเรื่องความถี่ในระดับที่กว้างกว่าเรา — ไม่ได้มองเวลาว่าเป็นเส้น แต่เป็น สนามของความถี่ เป็นความหลากมิติที่ทับซ้อนกันหลายชั้น ไม่ใช่คลื่นแบบ sine wave แบนๆ ขึ้นลงเพียงสองแกน แต่เป็นโครงสร้างแบบหลากมิติที่แผ่ขยายออกไปพร้อมกันในทุกทิศทาง
เมื่อความถี่เป็นแบบหลากมิติ ประสบการณ์ของ “เวลา” จึงไม่ใช่สิ่งที่ไหลอย่างมีทิศทาง แต่เป็นข้อมูลที่ปรากฏพร้อมกันในชั้นต่างๆ
นี่ทำให้มุมมองของพวกเขาต่อเวลา-อวกาศแตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง โดยพื้นฐานแล้ว สำหรับพวกเขา เวลาและพื้นที่ว่างคือ “คุณสมบัติ” ของความถี่ ของวัตถุแต่ละชิ้น ไม่ใช่กรอบใหญ่ที่ครอบทุกสิ่งเหมือนที่มนุษย์เชื่อ เวลาไม่ใช่นาฬิกาที่เดินเป็นเส้น (แบบระบบเวลาและปฏิทินของมนุษย์) และอวกาศไม่ใช่กล่องว่างๆที่วางวัตถุลงไป แต่คือผลลัพธ์ของสถานะความถี่ที่วัตถุนั้นสั่นอยู่
พวกเขามีเทคโนโลยีที่สามารถปรับความถี่ของตัวเองได้ จึงสามารถข้ามเวลา เชื่อมหลายเส้นเวลา หรืออยู่ในหลายแง่มุมของเหตุการณ์ใน “ขณะเดียวกัน” ได้
เพราะสำหรับพวกเขา “ขณะเดียวกัน” คือพื้นที่เปิดโล่ง ไม่ใช่เส้นแคบๆแบบที่มนุษย์รับรู้
พูดอีกอย่างก็คือ…
• มนุษย์มองเวลาเป็นเส้น (ถูกตีกรอบให้มองเวลาเป็น 2 มิติ)
• พวกเขามองเวลาเป็นสนามความถี่ที่เกิดพร้อมกันหลายชั้น
• มนุษย์มองวัตถุอยู่ในอวกาศ
• พวกเขามองว่า “อวกาศคือผลของความถี่ของวัตถุนั้นเอง”
และเพราะความเข้าใจพื้นฐานต่างกันแบบนี้ การรับรู้ ความสามารถ และเทคโนโลยีทั้งหมดของพวกเขาจึงทำงานบนตรรกะที่ไม่ใช่เชิงเส้น — แต่เป็นตรรกะแบบไร้ขอบเขต (non-linear, multidimensional logic) — ซึ่งมนุษย์เพิ่งเริ่มจะสัมผัสได้เท่านั้น
.
★★★ขยายความเพิ่มเติมเรื่องเวลา :
✦ เวลาเป็น “ผลลัพธ์” ไม่ใช่ “กรอบ”
มนุษย์ทั่วไปเชื่อว่าเวลาเป็นกรอบใหญ่ที่สรรพสิ่งอยู่ภายใน เหมือนเราอยู่ในห้องเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า “อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต” และทุกอย่างต้องเดินไปข้างหน้าเท่านั้น
แต่ในมุมมองที่กว้างกว่า เวลาไม่ใช่ “ห้อง” ที่เราติดอยู่ในนั้น เวลาเป็น “เงา” หรือ “ผลลัพธ์” ที่เกิดจากการสั่นของความถี่ของวัตถุหรือจิตสำนึก
เหมือนเงาที่เคลื่อนตามตัวเรา
แต่เงาไม่ใช่ “กรอบที่กำหนดเรา” —
มันเป็นเพียง “สิ่งที่ปรากฏเพราะเราเป็นแบบนั้น”
เวลาในมุมนี้ก็เช่นกัน มันไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมเรา
แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเราสั่นในความถี่ระดับหนึ่งอยู่
✦ กลไกพื้นฐาน: ความถี่คือ “อัตราการเปลี่ยนแปลง”
จิตสำนึกและวัตถุทุกชิ้นในจักรวาลสั่นอยู่ในความถี่เฉพาะตัว แต่ความถี่นี้ไม่ได้หมายถึงคลื่นเสียงหรือคลื่นวิทยุ แต่หมายถึง ความเร็วในการเปลี่ยนสภาวะของตัวเอง
พูดง่าย ๆ คือ
สิ่งที่เปลี่ยนเร็ว → รับรู้เวลาเร็ว
สิ่งที่เปลี่ยนช้า → รับรู้เวลาช้า
สิ่งที่เปลี่ยนพร้อมกันหลายมิติ → ไม่ได้รู้สึกว่ามี “เวลาไหล” เหมือนมนุษย์เลย
สำหรับมนุษย์ : ความถี่ของการรับรู้ (การมีสติ) และการเปลี่ยนสภาวะภายในค่อนข้างจำกัดและช้า (ไม่ค่อยรู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่) จึงเกิดประสบการณ์ว่า “เวลาไหลไปทีละวินาที”
แต่สำหรับพวกเขา : ที่ความถี่มีความละเอียดกว่านั้นมาก การเปลี่ยนสภาวะเกิดขึ้นหลายชั้นในขณะเดียวกัน จึงไม่รู้สึกว่าเวลามี “ทิศทาง”
เวลาสำหรับพวกเขา จึงเหมือนเป็นสนามของข้อมูลที่เข้าถึงได้พร้อมกัน ไม่ใช่เส้นที่ไหลจากซ้ายไปขวา
✦ เมื่อความถี่เปลี่ยน “เวลา” ก็เปลี่ยน
ถ้าคุณสามารถเพิ่ม-ลดหรือเปลี่ยนความถี่ของตัวเองได้ คุณจะรู้สึกว่าเวลา “ยืด” หรือ “หด” ได้ทันที
มนุษย์เคยสัมผัสสิ่งนี้มาแล้ว:
• เวลาผ่านเร็ว เมื่อเรามีความสุข (จิตใส่นิยามเชิงบวก-พลังงานบวกอยู่ตลอดในทุกขณะ, ความถี่สูง)
• เวลาช้ามาก เมื่อเรากลัวหรือเจ็บปวด (จิตใส่นิยามเชิงลบ-พลังงานลบอยู่ตลอดในทุกขณะ, ความถี่ต่ำ)
• เวลาหยุดนิ่ง ตอนจิตนิ่ง ดิ่งลึก (เหลือนิยามเดียว คือตัวมันเอง ที่เรียกว่าจิต, เกิดความถี่สูงมาก, หรือเร็วจัดๆ จนเหมือนทุกอย่างหยุดอยู่กับที่ ให้ลองคิดถึงใบพัดพัดลม)
• เวลาหายไป ตอนรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งรอบตัว (แม้แต่ตัวจิตเองก็หายไป จึงไม่มีการเคลื่อนไปที่ใด เพราะผสานเข้ากับทุกสิ่ง กลายเป็นทุกสิ่งนั้นเอง)
สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างง่าย ๆ ของกลไกเดียวกัน:
เมื่อความถี่ของจิตเปลี่ยน ประสบการณ์ของการรับรู้เวลาก็เปลี่ยน นี่คือกุญแจของทุกคำอธิบายทั้งหมด
เพียงแต่ในระดับที่สูงกว่า พวกเขาใช้เทคโนโลยีหรือจิตสำนึกที่ขยายตัวแล้วในการปรับความถี่ได้ดังใจ เลยทำให้ “การเดินข้ามเวลา” หรือ “การเข้าถึงหลาย timelines ได้พร้อมกัน” เป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดา
✦ เวลาในพุทธ = ปรากฏการณ์ของจิต
สิ่งนี้สอดคล้องกับคำสอนของพุทธ :
พุทธบอกว่า : เวลาเกิดขึ้นเพราะจิตเคลื่อนไหว
จิตเกิดดับเร็วมากจนเรามองไม่เห็น รับรู้ไม่ทัน
(จิตเกิดดับเพราะจักรวาลที่กำลังกระพริบ)
จึงชวนให้เข้าใจผิดว่าเวลาต่อเนื่องเป็นเส้น
แต่ความจริง จิตเกิดดับทีละขณะ (จิตขณิกะ)
และ “เวลา” จึงเป็นผลลัพธ์ของการสั่น/การเกิดดับนี้เอง ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่โดยตัวมันเอง
✦ พุทธโบราณ = ฟิสิกส์ความถี่เวอร์ชั่นดั้งเดิม
• จิตเป็นความถี่ (มีความถี่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว)
• การเกิดดับคือการสั่น (อีกหนึ่งความถี่เฉพาะ)
—(*ผมจะยังไม่พูดถึงความถี่ 2 ชุด ที่คือความถี่ของจิตปัจเจก กับ การเกิด-ดับ ที่มาสั่นพ้องกันแบบซิมพาเทติก หรือการเหนี่ยวนำความถี่ เพราะเดี๋ยวจะทำให้พวกคุณสับสน แต่เรื่องนี้เคยอธิบายไปแล้ว พวกคุณลองไปหาความสนุกหรือลองไปคิดตีความต่อดูเองได้)
• เวลาเป็นผลลัพธ์ของการสั่นนั้น (ที่คือความถี่บีตที่เกิดจากความถี่ 2 ชุด)
• ถ้าจิตหยุดสั่น* (คือการทำให้จิตไม่เกิดไม่ดับงั้นรึ? ไม่ใช่ แต่คือการกลายเป็น ผสาน หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ การเกิด-ดับ นั้นเอง กลายเป็นความถี่นัันเอง ผลก็คือ จิตมันหายไป เมื่อจิตหายไป จะเอาอะไรมาสั่น?)→ ประสบการณ์ของเวลาจะเปลี่ยนจนเหมือนไม่มี
[*สมาธิลึกที่ประกอบด้วยแนวคิดที่ถูกต้อง ในที่สุดจะก่อให้เกิดการตระหนักรู้ ที่คือการไปเห็นความจริงของจิตว่า เกิด-ดับ เพราะรับรู้ได้ถึงจังหวะที่จิตดับ และทุกอย่างรวมถึงตัวจิต ที่คิดปรุงแต่ง ที่เป็นสังขารในขันธ์ 5 หายไป (หายไป 4 ขันธ์ : รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร ; สรรพสิ่งหายไป) เหลือแต่ตัวรู้ (หรือวิญญาณ, Soul) ที่ไปรู้ว่าทุกสิ่งล้วนว่างเปล่า ที่คือความว่างจากนิยามทั้งปวง
กลายเป็น 99% หรือ พื้นที่ว่าง หรือ space หรือ ตัวอวกาศทั้งหมดนั้นเอง และเพราะตัวให้นิยามหรือการปรุงแต่งที่ก็คือจิต หายไป (แต่เอาจริงๆแม้ความว่างเองก็เป็นนิยามหนึ่ง) ที่พอจิตกลับมา คือเห็นตอนมันเกิด (เมื่อกี้มันเห็นดับ ตอนนี้มันเห็นเกิด) แล้วไปใส่นิยามไอ้สภาวะที่เห็นก่อนหน้าว่า ความว่าง ก็มันว่างจริงๆเพราะทั้งหมดหายไป สรรพสิ่งหายไป จนไม่เหลืออะไรอีกนอกจาก รู้ ที่สนทนาฯเรียกว่า วิญญาณ หรือ soul และผมเรียกตามนั้น]
เอาเป็นว่า ในสภาวะแห่งการรู้เช่นนั้นก็คือ เหลือแค่วิญญาณรู้ สำนึกรู้ หรือจิตสำนึก ที่รู้ว่าตัวมันเองไม่ได้เป็นอะไรเลยสักอย่างเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นทุกอย่างด้วย (เพราะทั้งหมดคือตัวมันเป็นคนให้นิยามโดยอาศัยจิต ในสิ่งที่ตัวมันไปรู้)
ซึ่งผมเองเคยได้รับประสบการณ์เช่นที่กล่าวไป ก็เลยพออธิบายให้ฟังได้ตามที่ผมเข้าใจ และผมเคยเล่าให้ฟังไปบ้างแล้วในไลฟ์ Ep2 และไลฟ์เรื่องความว่าง (ดูย้อนหลังได้ในยูทูป) และผมก็ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เล่าไปคือความจริงสากล หรือความจริงสูงสุด หรือปรมัจสัจจ์ อะไรเทือกนั้นนะครับ No No No แต่เป็นสิ่งที่ผมเองไปเห็น หรือได้ประสบ และพยายามมาตีความให้พวกคุณฟังเฉยๆว่าผมไปเห็นอะไร
—แล้วก็จงจำเอาไว้ให้แม่นมั่น ว่าทั้งหมดทั้งมวลมันก็แค่นิยาม ฉะนั้น มันก็เลยพูดได้อย่างแม่นยำกว่าว่า ทั้งหมดที่กล่าวไปมันก็เป็นแค่ความจริงของผมเพราะผมเป็นคนให้นิยาม โอเคนะครับ]
✦ ภาพรวมของกลไกทั้งหมดในประโยคเดียว
สิ่งที่สั่นช้า → เวลาไหลเป็นเส้น
สิ่งที่สั่นเร็ว → เวลาแผ่ออกเป็นมิติ, สนาม
สิ่งที่สั่นพร้อมกันหลายระดับ → เวลาไม่มีทิศทางอีกต่อไป
และเมื่อรับรู้แบบนี้ เวลาจึงไม่ใช่กรอบ ที่เราหรือทั้งหมดอยู่ในมัน หรืออยู่ภายใต้มัน อีกต่อไป
แต่เป็นผลพลอยได้ของความถี่แห่งการดำรงอยู่ของเราในขณะหนึ่งเท่านั้น
{ผู้แปล}
Another way to understand this is that one minute component of the overall frequency of any object is its current “position” in time and in space. The isolation field of our spacecraft allows us to isolate the overall frequency of any object within it and extract the time-space coordinates within any frequency.
Once isolated and maintained, a new time-space coordinates can be substituted and when this is accomplished, the object remains the same, except that it now takes up residence in the physical linear universe at the position of time of the new coordinates. This is how we are able to travel instantaneously, in both space and time.
อีกวิธีหนึ่งในการทำความเข้าใจเรื่องนี้คือ องค์ประกอบเล็กๆเพียงหนึ่งส่วนของความถี่โดยรวมของวัตถุใดๆ คือ “ตำแหน่ง” ปัจจุบัน ของมันทั้งในเวลาและในอวกาศ ซึ่ง สนามแยกส่วน ของยานอวกาศของเราทำให้เราสามารถ แยกความถี่โดยรวม ที่อยู่ภายในของวัตถุใดๆ* (*ในที่นี้คือตัวยาน) และ ดึงพิกัดเวลา-อวกาศ ออกมาจากความถี่ใดๆก็ตามได้
เมื่อแยกและรักษาสภาพไว้แล้ว ก็สามารถ แทนที่ด้วยพิกัดเวลา-อวกาศใหม่ ได้ และเมื่อทำสำเร็จ วัตถุนั้นจะยังคงเหมือนเดิม เว้นแต่ว่าตอนนี้มันจะไปสถิตอยู่ในจักรวาลเชิงเส้นตรงทางกายภาพ ที่ตำแหน่งเวลาของพิกัดใหม่ นี่คือวิธีที่เราสามารถ เดินทางได้ทันที ทั้งในอวกาศและเวลา★
★หากใครเคยดูการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอล ที่โกคูมีวิชาเคลื่อนย้ายชั่วพริบตา นั่นแหละครับ แต่วิชาเคลื่อนย้ายชั่วพริบตาเป็นแค่การย้ายพิกัดในห้วงอวกาศ แต่นี่พวกเขาย้ายพิกัดของเวลาได้ด้วย เช่น จาก ค.ศ. 5,000 มา ค.ศ. 2525 หรือ ไป ค.ศ. 6,000 อะไรแบบนั้นเป็นต้นครับ
และเพราะจักรวาลทางกายภาพทั้งหมด รวมถึงมิติหรือความหนาแน่นใดๆด้วย มันก็เป็นแค่ช่วงของความถี่ที่แตกต่างกัน และความเป็นจริงทางกายภาพมันก็มีแค่เวลาเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือ ห้วงปัจจุบันขณะใดๆ และเพราะความจริงทางกายภาพมันกระพริบใช่ไหมครับ? ปัจจุบัน จึงเป็น ขณะ ขณะ ขณะ ไปเรื่อยๆผมจึงใช้คำว่า ปัจจุบันขณะใดๆ หรือก็คือ ช่วงที่ความจริงทางกายภาพมันเปิด นั่นหล่ะ ที่เอลันเคยอธิบายไปแล้วในบทที่ 1 ที่ว่า มันเปิด-ปิด เป็นจังหวะ
ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนคลื่น (การเปลี่ยนพิกัดทำให้คลื่นความถี่รวมของวัตถุเปลี่ยน) ไปอยู่ในคลื่นความถี่ของ อวกาศ และ เวลาขณะใด เท่านั้น
ซึ่งโดยนัยนี้ ปัจจุบัน ที่เราเรียกกัน จึงไม่ใช่เวลา แต่เป็นช่วงของการเปิด ของความจริงทางกายภาพ ที่ให้เราสามารถรับรู้มันได้นั่นเอง ส่วนช่วงปิด เรารับรู้มันไม่ทัน เอาจริงๆโลกความจริงที่เรารับรู้ ที่มันดูเหมือนต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆเนี่ย มันจะมีช่องว่างอยู่ ที่ก็คือช่วงปิด นั่นหล่ะ ที่นี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับรู้ไอ้ช่วงปิดที่ว่าเนี่ยทันหรือไม่ ถ้ารู้ทัน พวกคุณจะได้รับประสบการณ์แบบเดียวกับที่ผมอธิบายเอาไว้ข้างบน แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนหายตัวได้ คือหายไป แล้วกลับมา งี้เลย
แต่เอาจริงๆร่างกายผมมันก็คงไม่ได้หายไปไหนหรอก เพียงแต่ทุกสิ่งทางกายภาพมันหายไปจากการรับรู้ของผมแค่นั้นเอง
พอตามทันกันอยู่ใช่ไหมครับ❓
{ผู้แปล}
Technically speaking, we are not “traveling” in space and time, instead space and time are moving around us. Another way to look at this is that we travel “as space”. When isolating ourselves, we effectively become space, and do not truly travel in that sense.
ซึ่งในทางเทคนิคแล้ว เราไม่ได้ “เดินทาง” ในอวกาศและเวลา แต่ในทางกลับกัน อวกาศและเวลากำลังเคลื่อนที่อยู่รอบตัวเรา อีกวิธีหนึ่งในการมองเรื่องนี้คือ เราเดินทาง “ในฐานะอวกาศ” (as space) เมื่อเราแยกตัวเองออกมา เราจะ กลายเป็นอวกาศ หรือพื้นที่ว่างนั้นเสียเอง เราจึง ไม่ได้เดินทางอย่างแท้จริง ในแง่นั้น★
★ลองมองแบบนี้นะครับ…
ตำแหน่งปัจจุบันของวัตถุใด ๆ — ทั้งในเวลา และในอวกาศ — ไม่ได้เป็นตัวตนทั้งหมดของมัน มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของความถี่ทั้งหมดที่ประกอบกันเป็น “มัน” เท่านั้น ซึ่งเศษเสี้ยวนั้นเล็กมาก จนแทบไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นตัวตน
ด้วย “สนามแยกส่วน” พวกเขาจับเอาเฉพาะความถี่ส่วนหนึ่งออกมา เหมือนดึงเฉพาะตัวโน้ตหนึ่งจากบทเพลงทั้งบท ตัวโน้ตที่บอกว่า “อยู่ที่นี่” ในเวลาและสถานที่นี้
เมื่อแยกและรักษาโน้ตตัวนั้นไว้ได้แล้ว เพียงแทนที่ด้วยโน้ตตัวอื่น — ที่คือ พิกัดอื่น — วัตถุนั้นยังคงเป็นวัตถุเดียวกันทุกประการ เพียงเปลี่ยนการสถิตของมันไปยังช่วงเวลาใหม่ ในจักรวาลเชิงเส้นตรงที่เราสร้างขึ้นจากจิตสำนึกที่มีขอบเขต ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นเส้นตรง
นี่คือวิธีที่พวกเขา “ไปปรากฏได้ทันที” ทั้งในอวกาศและเวลา แต่วิธีคิดที่ตรงที่สุดคือ —จริงๆแล้วพวกเขาไม่ได้เดินทางไปไหนเลย
พวกเขากลายเป็นพื้นที่ว่างนั้นเอง พวกเขาปล่อยให้อวกาศและเวลาไหลผ่านตัวเอง ด้วยการแยกตัวเองออกมาจากความจริงทางกายภาพ ออกจากช่วงเปิด ไปอยู่ในช่วงปิด เมื่อเป็นเช่นนั้น “การเดินทาง” ในความหมายเดิมที่เป็นการเดินทางในจักรวาลทางกายภาพจึงไม่มีความหมายอีกต่อไป
ถ้ามองอย่างผิวเผิน เราวัดการเคลื่อนที่
ด้วย จุด A ไป จุด B
เช่น แสงที่วิ่งสามแสนกิโลเมตรในหนึ่งวินาที
แต่ในความเป็นจริงแล้วระยะทางนั้นคืออะไร?
หากไม่ใช่ space — พื้นที่ว่าง
เมื่อพวกเขาปรับความถี่ของตนให้กลายเป็น space ทั้งแผ่นผืน เป็น ๙๙% ของจักรวาลที่เป็นช่องว่าง หรือช่วงปิดนั้นเอง พวกเขาจึงไม่ได้ “เคลื่อนผ่าน” พื้นที่ใดๆ เพราะพวกเขากลายเป็นทุกจุดพร้อมกัน ไม่มี A ไม่มี B มีเพียง “ความเป็นหนึ่ง” ในคราวเดียว
คุณรู้สึกไหมว่าคำว่า “กลายเป็น” มันลึกกว่าการรู้?
มันไม่ใช่แค่ความรู้เชิงปัญญา — แต่คือการตระหนักรู้ ที่เกิดจากกระบวนการ "รู้ ประสบ (รู้สึก) เป็น" เมื่อตระหนัก จึงเกิดการสลายตัวของเส้นแบ่ง
ระหว่างตัวตน กับ ที่, ระหว่างที่ กับ เวลา ทั้งหมดกลายเป็นแผ่นผืนเดียวกัน
ดังนั้นหากต้องการปรากฏ ณ พิกัดใด พวกเขาเพียงปรับความถี่ให้สอดรับกับพิกัดนั้น แล้วปรากฏง่ายดุจการเปลี่ยนตัวโน้ตในบทเพลงหนึ่งท่อน
และเมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาจึงไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวเพราะเวลาเป็นเพียงร่องรอยแห่งการเคลื่อนที่ของจิต จิตเป็นผู้เคลื่อน — เวลาเป็นผลพวงที่จิตตีความและตั้งชื่อให้มัน จึงไม่มีเวลาที่เป็นสิ่งอิสระก่อนการเคลื่อนนั้น
เพราะแม้เวลาเองก็ต้องอาศัยการอิงอาศัย
ต้องอาศัยการเคลื่อนของจิต
ตัวมันถึงจะเกิดขึ้นได้
เมื่อจิตไม่เคลื่อน ระยะทางไม่มี
การวัดระยะว่า 1 วินาทีไม่มี เวลาก็เลยไม่มี
และเราเรียกสภาวะที่ไม่มีเวลาเช่นนั้น ว่า
ปัจจุบันขณะ หรือ NOW
และพวกเขาที่ตระหนักรู้ได้เช่นนั้น
จึงดำรงอยู่นอกขอบเขตของกาล–อวกาศ
เป็นจิตสำนึกไร้ขีดจำกัด ที่ไม่สร้างเวลา
เมื่อไร้ขีดจำกัด จึงไม่มีขอบเขต
เมื่อไม่มีขอบเขต จึงเป็นทุกที่
เมื่อเป็นทุกที่ ก็ไม่จำเป็นต้อง “ไป” ที่ไหนอีก
และความลึกของความหมายที่ว่า :
ไม่มีที่ไหนให้ต้องไป ไม่มีอะไรให้ต้องทำ
ไม่มีใครให้ต้องเป็น นอกจากสิ่งที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้ (ขยายตัว ลึกแบบกว้าง กว่าบทที่แล้ว)
ไม่มีที่ไหนให้ต้องไป เพราะเราอยู่ทุกที่ จะให้ไปที่ไหน?
ไม่มีอะไรให้ต้องทำ เพราะเราทำทุกอย่างไปหมดแล้ว จะให้ทำอะไรอีก?
ไม่มีใครให้ต้องเป็น นอกจากสิ่งที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้ เป็นอะไร? เป็นปัจจุบัน
#หยุดคิดทบทวนสิ่งที่ผมเพิ่งพูดไปตรงนี้สักครู่
(ถ้าคุณกำลังเอ๋อรับประทานอยู่ นั่นแหละ มาถูกทางแล้วครับ จับความรู้สึกที่จิตหาทางไปไม่เจอนี้ให้ดี)
และอีกด้านหนึ่งของความจริงนี้ : คือความเร็วของการสั่นสะเทือน จิตที่ไร้ขีดจำกัดและไร้ขอบเขตมีการกระพริบอย่างรวดเร็ว—อยู่ที่ประมาณ 2,590 ล้านล้านครั้งต่อวินาที—
การกระพริบเช่นนั้นทำให้มันเหมือนปรากฏอยู่ทุกที่พร้อมกัน และทำให้สามารถสำแดง — Manifest — สิ่งใดก็ได้ในทันที รวมถึงสำแดงตัวเอง ณ พิกัดที่ต้องการ ได้เพียงแค่ลดหรือขยับความถี่ภายในเล็กน้อย
ทั้งหมดเกิดขึ้นภายใน — ภายในจิตสำนึกที่ไม่เคยมีภายนอก การเปลี่ยนแปลงนี้จึงไม่ใช่การกระทำจากภายนอก แต่เป็นการปรับโทนเสียงภายใน
การเปลี่ยนความถี่ของตัวตน เองนั้น เกิดจากความถี่รากฐาน —ที่คือ ความรักไร้เงื่อนไข — ที่คือเสียงสั่นสะเทือนพื้นฐานของพระเจ้า หรือ All That Is ซึ่งซ่านอยู่ในทุกแห่งหน คือรากเดิมแท้ของทุกสิ่ง และเป็นแรงเหนี่ยวนำ ให้ความถี่ภายในสามารถขยับตัวได้ตามใจต้องการ อย่างที่เราได้สำรวจกันไปแล้วในบทที่ 2
ในระดับปฏิบัติ — ยานอวกาศก็ใช้หลักการเดียวกัน
เพียงทำงานบนชั้นของความตระหนักรู้ที่จำกัดกว่า
โดยแยกตัวออกจากสนามทั้งหมดชั่วคราว – ด้วยเทคโนโลยี รักษาพิกัด และกลับไปเชื่อมต่ออีกครั้ง หลังจากใส่พิกัดใหม่ กลไกเดียวกัน เพียงต่างกันที่ระดับของการตระหนักรู้
และเมื่อความถี่ของวัตถุสูงเกินขอบเขตของกายภาพ มันเปลี่ยนสถานะเป็นพลังงาน — เช่น แสง — หรือเป็นยิ่งกว่านั้น
และนี่เองคือเรื่องเดียวกับ “จิตวิญญาณของเรา” — เราที่แท้จริง
เราลดความสั่นสะเทือนบางส่วนและหลายส่วนของตนลงพอให้สวมร่างกายเป็นประสบการณ์ต่างๆ ที่คือความเป็นจริงต่างๆ ให้ตัวตนต่างๆอันมากมายของเราได้ประสบ
และเพื่อให้ประสบกับสิ่งต่างๆได้อย่างละเอียดละออทุกซอกทุกมุมและประสบได้อย่างเต็มที่ เราจึงทำให้ตัวเองตกอยู่ใต้กรอบของ space and time ที่จิตสำนึกแบบมีขอบเขตจำกัดตั้งค่าขึ้นเอง
และถ้าคุณได้ย้อนกลับไปอ่าน Home With God อีกครั้ง (ใครที่ยังไม่เคยอ่านก็เชิญนะครับ) คุณจะเห็นภาพรวมนี้ชัดขึ้นเหมือนถูกยกขึ้นไปมองจากมุมสูง จนเห็นโครงสร้างของการเดินทางทั้งสิ้นของ “ความเป็นเรา” ไม่ใช่เพียงแค่ในชาตินี้เท่านั้น แต่ในมิติของการดำรงอยู่ทั้งหมด
{ผู้แปล}
🔆#Our_Motherships — #ยานแม่ของเรา🔆
Our motherships are very large, even the smaller ones are approximately one mile in length and approximately 600 yards in diameter. The larger one can be 10 miles or longer. They are cylindrical, a tube within a tube within a tube, 30 tubes in general, comprising 60 decks. The center cylinder of the craft will be “up” for all decks, so we walk upon the outer concave surfaces of the insides of each tube.
The center of the cylinder is also the central core of the vessel itself, which contains for lack of better terminology, the power unit, including the isolation field generator. At both ends are what you would label, perhaps, ‘the bridge control center.’
ยานแม่ของเรามีขนาดใหญ่มาก แม้แต่ลำที่เล็กที่สุดก็มีความยาวประมาณ 1.6 กิโลเมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 548 เมตร ส่วนลำที่ใหญ่กว่านั้นอาจมีความยาว 16 กิโลเมตรหรือยาวกว่านั้นก็ได้ ยานเหล่านี้มีรูปร่างเป็นทรงกระบอก เป็น ท่อซ้อนท่อซ้อนท่อ โดยทั่วไปประกอบด้วย 30 ท่อ และรวมเป็น 60 ชั้นดาดฟ้า (decks) ทรงกระบอกตรงกลางของยานจะถูกกำหนดให้เป็น “ด้านบน” สำหรับทุกชั้น ดังนั้นเราจึงเดินอยู่บนพื้นผิว เว้าด้านนอก (outer concave surfaces) ของด้านในท่อแต่ละท่อ
จุดศูนย์กลางของทรงกระบอกยังเป็น แกนกลาง ของยานเอง ซึ่งบรรจุ—หากจะหาคำที่เหมาะสม—หน่วยพลังงาน รวมถึง เครื่องกำเนิดสนามแยกส่วน (isolation field generator) ปลายทั้งสองด้านคือสิ่งที่คุณอาจเรียกว่า ‘ศูนย์ควบคุมสะพานเรือ’ (bridge control center)
The outermost layer will allow for the deployment and return of our various smaller craft, which include research vessels, what you would consider to be diplomatic vessels, and our smaller Scoutcrafts. This “hanger deck”, also allows for visitation by the many other Extrasassanial civilizations that we interact with on a regular basis, which will include those Extrasassanial beings that currently reside on our planet.
ชั้นนอกสุดจะเปิดให้มีการ ปล่อยและรับกลับ ยานเล็ก ๆ ต่าง ๆ ของเรา ซึ่งรวมถึงยานสำรวจ(ค้นคว้าและวิจัย), ยานที่คุณอาจถือว่าเป็นยานทางการทูต, และยานลาดตระเวน (Scoutcrafts) ขนาดเล็กของเรา “ดาดฟ้าโรงเก็บยาน” นี้ยังเปิดให้มีการมาเยือนของอารยธรรม ต่างดาว (Extrasassanial civilizations) อื่น ๆ มากมายที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วยเป็นประจำ ซึ่งรวมถึงสิ่งมีชีวิตต่างดาวเหล่านั้นที่ปัจจุบันอาศัยอยู่บนโลกของเรา
Our Mothership serves many purposes. In addition to allowing large numbers of our society to travel together, we also use these ships for long term explorations, often hosting many other species for many purposes. The material of our craft is malleable and versatile enough to accommodate hundreds of different species.
ยานแม่ของเราทำหน้าที่หลายอย่าง นอกเหนือจากการให้สมาชิกจำนวนมากในสังคมของเราสามารถเดินทางร่วมกันได้แล้ว เรายังใช้ยานเหล่านี้สำหรับการสำรวจระยะยาว ซึ่งมักจะ ใช้เป็นเจ้าภาพต้อนรับสปีชีส์อื่น ๆ จำนวนมากเพื่อจุดประสงค์ที่หลากหลาย วัสดุของยานเรามีความยืดหยุ่นและอเนกประสงค์เพียงพอที่จะรองรับสิ่งมีชีวิตหลายร้อยสปีชีส์ที่แตกต่างกันได้
The internal arrangement of our Motherships is also very variable. Because the crystalline material used in its structure is also so versatile, it is an easy matter to change and morph the inner components to rise to any occasion or need. Therefore, there is no real “schematic” as the vessel itself is constantly, morphing, changing, and adapting to the purposes of any exploration, event or the purposes of each given moment.
การจัดวางภายในของยานแม่ของเราก็สามารถ เปลี่ยนแปลงได้มากเช่นกัน เนื่องจากวัสดุผลึกที่ใช้ในโครงสร้างมีความอเนกประสงค์สูง จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนและปรับเปลี่ยนส่วนประกอบภายในเพื่อรองรับเหตุการณ์หรือความต้องการใด ๆ ก็ตาม ดังนั้นจึงไม่มี “แผนผัง” ที่แน่นอน เนื่องจากตัวยานเองก็มีการ ปรับเปลี่ยน, เปลี่ยนแปลง, และปรับตัว อยู่ตลอดเวลาตามวัตถุประสงค์ของการสำรวจ เหตุการณ์ หรือวัตถุประสงค์ในแต่ละช่วงเวลาที่กำหนด
That being said there are certain areas which are commonly existing, and these include such features as a large meeting arena or theater like space for gatherings of the Association of Worlds, what you sometime now refer to as the Interstellar Alliance, though I still prefer the original term, “The Association of Worlds.”
อย่างไรก็ตาม ก็มีพื้นที่บางส่วนที่มีอยู่ร่วมกันโดยทั่วไป ซึ่งรวมถึงลักษณะเฉพาะเช่น สนามประชุมขนาดใหญ่ หรือพื้นที่คล้ายโรงละครสำหรับการรวมตัวของ สมาคมแห่งโลก (The Association of Worlds) ซึ่งบางครั้งคุณอาจเรียกในตอนนี้ว่า พันธมิตรระหว่างดวงดาว (Interstellar Alliance) แม้ว่าผมจะยังคงชอบคำดั้งเดิมคือ “สมาคมแห่งโลก” มากกว่าก็ตาม
Another common area is a place where we will visit in order to experience our connection with All-That-Is. In this sense, it is similar to what you might call a “chapel” though we have no religion in our society because we see no separation between ourselves and All-That-Is. We therefore have no need for assistance to realize our constant connection.
This room is simply a space that contains natural elements from our planet including several varieties of plants, a flowing water feature, and several small animals that are easily at home in this environment. This natural space allows us to experience a similar connection that we so relish upon our home world.
อีกพื้นที่หนึ่งที่มีอยู่ร่วมกันคือสถานที่ที่เราจะไปเยี่ยมเยือนเพื่อมีประสบการณ์ถึง ความเชื่อมโยงของเรากับสิ่งอันเป็นทั้งหมดนั้น (All-That-Is) ในแง่นี้ มันคล้ายกับสิ่งที่คุณอาจเรียกว่า “โบสถ์” แม้ว่าเราจะไม่มีศาสนาในสังคมของเราก็ตาม เพราะเราไม่เห็นความแยกขาดระหว่างตัวเรากับสิ่งอันเป็นทั้งหมดนั้น ดังนั้นเราจึงไม่ต้องการความช่วยเหลือใด ๆ เพื่อตระหนักถึงความเชื่อมโยงที่คงอยู่ตลอดเวลานี้
ห้องนี้เป็นเพียงพื้นที่ที่บรรจุ องค์ประกอบตามธรรมชาติจากโลกของเรา รวมถึงพืชหลายชนิด, ส่วนประกอบของน้ำที่ไหลริน, และสัตว์ขนาดเล็กหลายชนิดที่สามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมนี้ได้อย่างง่ายดาย พื้นที่ธรรมชาติแห่งนี้ช่วยให้เราได้สัมผัสกับความเชื่อมโยงที่คล้ายคลึงกันกับที่เราชื่นชอบบนโลกบ้านเกิดของเรา
The massive size of the vessels means that they are mostly used in deeper space and are generally away from close proximity to planets and moons, though there are exceptions to this. These craft will generally not come close enough to a planet for you to have a visual sighting of it.
ขนาดที่ใหญ่โตของยานเหล่านี้หมายความว่าส่วนใหญ่จะถูกใช้ใน ห้วงลึกของอวกาศ และโดยทั่วไปจะอยู่ห่างจากดาวเคราะห์และดวงจันทร์ในระยะใกล้ แม้ว่าจะมีข้อยกเว้นก็ตาม ยานเหล่านี้โดยทั่วไปจะไม่เข้าใกล้ดาวเคราะห์มากพอที่คุณจะสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้
...
...
...

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา