Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
5 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ
🛑 เช็กให้ชัวร์ก่อนสาย... คุณกำลังเป็น “หัวหน้าพิษ” (Toxic Leaders) โดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า?
เมื่อปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Strategy แต่อยู่ที่ “คนที่ทีมต้องทำงานด้วยทุกวัน” และนั่นอาจกำลังทำให้องค์กรเสียคนเก่งไปโดยไม่รู้ตัว?
ในโลกการทำงาน มีประโยคหนึ่งที่ผู้บริหารจำนวนมากเคยได้ยิน แต่ไม่ค่อยมีใครอยากเชื่อจริงๆ
“คนไม่ได้ลาออกจากงาน แต่ลาออกจากหัวหน้า”
หลายองค์กรพยายามแก้ปัญหาการลาออกด้วยการขึ้นเงินเดือน เพิ่มสวัสดิการ ปรับภาพลักษณ์องค์กร หรือสร้างแคมเปญ Employer Branding ให้ดูทันสมัย เพื่อดึงดูดและรักษาคนเก่งเอาไว้
แต่คำถามสำคัญกว่าคือ "คนเก่งที่ลาออก เขาหนีงาน…หรือเขาหนีสภาพแวดล้อมที่ทำงานไม่ไหว?"
ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ไม่ได้ลาออกเพราะงานยาก แต่ลาออกเพราะการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า
* ความพยายามไม่ถูกมองเห็น
* ความคิดเห็นไม่มีความหมาย
* ความผิดพลาดกลายเป็นตราบาป
* การทำงานกลายเป็นความเครียดสะสมทุกวัน
ข้อมูลด้านพฤติกรรมองค์กรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนตรงกันว่า ความสัมพันธ์กับหัวหน้าเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้พนักงานตัดสินใจออกจากองค์กร และความจริงที่น่าคิดคือ "หัวหน้าจำนวนมากไม่ได้ตั้งใจทำร้ายทีม"
พวกเขาอยากให้งานดี อยากให้ทีมเก่ง อยากให้องค์กรเดินหน้า และมักเชื่อว่าการควบคุม การตรวจสอบ หรือการตำหนิอย่างตรงไปตรงมา คือวิธีทำให้ทีมพัฒนาเร็วขึ้น
แต่พฤติกรรมบางอย่างที่เกิดจาก “ความหวังดี” กลับค่อยๆ ทำลายพลังใจทีมโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่หัวหน้ามองว่าเป็น
* การสอนงาน
* การทำให้รอบคอบขึ้น
* การควบคุมคุณภาพ
* การช่วยแก้งานให้เร็วขึ้น
ในสายตาทีมกลับกลายเป็น
* การไม่ไว้ใจ
* การจับผิด
* การควบคุมเกินจำเป็น
* การทำให้รู้สึกว่า “ทำดีแค่ไหนก็ไม่พอ”
เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ทีมจะเริ่มทำงานแบบป้องกันตัว มากกว่าสร้างคุณค่า คนเริ่มคิดถึงการ “เอาตัวรอด” แทนการ “สร้างผลงาน” และนั่นคือจุดเริ่มต้นขององค์กรที่ค่อยๆ สูญเสียพลังโดยไม่รู้ตัว
วันนี้จึงอยากชวนผู้นำทุกท่านลองวางตำแหน่งลงชั่วคราว แล้วส่องกระจกถามตัวเองกับ “สัญญาณอันตราย” ว่า เรากำลังเผลอกลายเป็น “Toxic Boss” โดยไม่รู้ตัวหรือไม่? เพราะปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่บรรยากาศทีม แต่กระทบผลลัพธ์ของธุรกิจในระยะยาว ทั้งเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ต้นทุนบุคลากร และความสามารถในการแข่งขันขององค์กร
⸻
📉 สัญญาณเตือนเมื่อหัวหน้าที่ตั้งใจดี กลายเป็นต้นทุนแฝงขององค์กร
1) คุณไม่เชื่อใจทีม และต้องควบคุมทุกอย่างเอง
ถ้าคุณรู้สึกว่า “ถ้าไม่ดูเอง งานต้องพังแน่” หรือ “ให้ใครทำก็ไม่ได้คุณภาพเท่าที่เราทำเอง” นั่นอาจไม่ใช่ความรับผิดชอบสูง แต่คือสัญญาณของการไม่ไว้ใจทีม
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือ
* ทีมไม่กล้าตัดสินใจเอง
* ทุกเรื่องต้องรอหัวหน้า
* งานติดคอขวดที่คนคนเดียว
* หัวหน้าเหนื่อย ทีมไม่โต
ลองนึกภาพหัวหน้าที่ต้องเซ็นทุกเอกสาร อนุมัติทุกขั้นตอน ตรวจทุกงานย่อย จนไม่มีเวลาคิดเรื่องใหญ่ขององค์กร ในระยะสั้น งานอาจออกมาดูดี แต่ในระยะยาว ทีมจะไม่พัฒนา เพราะไม่เคยได้ลองคิด ลองตัดสินใจ หรือรับผิดชอบจริง
คนเก่งในทีมจะเริ่มรู้สึกว่า
“อยู่ไปก็ไม่ได้พัฒนา”
และคนกลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มแรกที่ออก เพราะพวกเขามีทางเลือก สุดท้ายองค์กรจึงเหลือแต่คนที่ “ทนได้” มากกว่าคนที่ “เก่งจริง” และองค์กรต้องเสียเวลาสร้างคนใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
⸻
2) ในห้องประชุม มีแต่เสียงคุณ
ถ้าการประชุมมีแต่หัวหน้าพูด แล้วทีมพยักหน้าตาม นั่นไม่ใช่การมีส่วนร่วม แต่คือการทำงานแบบสั่งการ
หลายองค์กรเข้าใจผิดว่า การประชุมที่ไม่มีใครเถียงคือการประชุมที่ดี แต่ในความจริง มันอาจหมายถึง
* ทีมไม่กล้าแย้ง
* ทีมไม่กล้าเสนอความเห็น
* ทีมคิดว่าพูดไปก็ไม่เปลี่ยนอะไร
เมื่อทีมเรียนรู้ว่า
* เสนอไปก็ถูกปัดตก
* ความเห็นไม่เคยถูกใช้
* เงียบไว้ปลอดภัยกว่า
การประชุมจะค่อยๆ กลายเป็นพิธีกรรม ไม่ใช่พื้นที่คิดร่วมกัน ผลลัพธ์คือ องค์กรสูญเสียไอเดียจากคนหน้างาน ซึ่งมักเป็นคนที่เห็นปัญหาจริงก่อนใคร
นวัตกรรมจึงค่อยๆ หายไปโดยไม่รู้ตัว และสุดท้ายหัวหน้าจะต้องคิดทุกอย่างเอง เพราะไม่มีใครอยากเสนออะไรอีก "องค์กรจึงช้าลง แม้จะมีคนเก่งอยู่เต็มทีม"
⸻
3) คุณใช้งานทีมเก่ง แต่ไม่เคยทำให้ทีมเก่งขึ้น
ลองถามตัวเองอย่างจริงใจ ปีที่ผ่านมา ทีมของคุณเก่งขึ้นแค่ไหน? หรือพวกเขาแค่ทำงานเดิมได้เร็วขึ้นเท่านั้น
คนเก่งจำนวนมากลาออกไม่ใช่เพราะงานหนัก แต่เพราะรู้สึกว่า “อยู่ต่อไปก็ไม่โต”
เมื่อคนไม่เห็นอนาคต ไฟในการทำงานจะค่อยๆ หายไป สิ่งที่เริ่มเกิดขึ้นคือ
* ทำงานแค่ให้จบ
* ไม่อยากรับผิดชอบเพิ่ม
* ไม่สนใจเรียนรู้สิ่งใหม่
และองค์กรจะเสีย Talent ไปโดยไม่ทันตั้งตัว องค์กรที่แข็งแรงไม่ใช่องค์กรที่มีหัวหน้าเก่ง แต่คือองค์กรที่มีทีมเก่งเต็มไปหมด และคนในทีมรู้สึกว่าการอยู่ที่นี่ทำให้เขาเก่งขึ้นทุกปี
⸻
4) คุณ Micromanage จนทีมหมดพลัง
Micromanagement ไม่ได้แปลว่าหัวหน้าไม่ดี แต่แปลว่าหัวหน้าไม่กล้าปล่อยให้ทีมลองผิดลองถูก พฤติกรรมที่พบได้บ่อย เช่น
* ขออัปเดตงานถี่เกินจำเป็น
* ตรวจแก้รายละเอียดเล็กๆ ทุกอย่าง
* เปลี่ยนงานทีมโดยไม่คุย
* แก้สไลด์ แก้รายงาน แก้งานลูกทีมเอง
ผลที่ทีมรู้สึกคือ “งานนี้ไม่ใช่ของเราอยู่ดี” เมื่อความเป็นเจ้าของหายไป ความรับผิดชอบและพลังงานในการทำงานก็หายตาม ทีมจะเริ่มทำงานแบบ “เดี๋ยวหัวหน้าก็มาแก้เอง”
และ Productivity ของทีมจะค่อยๆ ลดลง แม้งานจะยังเสร็จอยู่ก็ตาม เพราะไม่มีใครอยากทุ่มเทกับงานที่ไม่ได้เป็นของตัวเองจริงๆ
⸻
5) อารมณ์หัวหน้า คือสภาพอากาศของทีม
“ถ้าวันไหนหัวหน้าอารมณ์ดี ทีมก็สบายใจ” “วันไหนอารมณ์เสีย ทีมก็เงียบทั้งห้อง”
นี่คือสัญญาณว่าทีมกำลังทำงานด้วยความกลัว ไม่ใช่ความร่วมมือ
เมื่อทีมกลัว พวกเขาจะ
* ไม่กล้าบอกปัญหา
* ปิดบังความผิดพลาด
* รายงานเฉพาะข่าวดี
ปัญหาจริงจึงถูกซ่อน จนสายเกินแก้ หลายวิกฤตองค์กรไม่ได้เกิดจากคนไม่เก่ง แต่เกิดจาก “คนไม่กล้าพูด” ต่างหาก และเมื่อทีมไม่กล้าพูด หัวหน้าก็จะไม่เคยได้รับข้อมูลจริง
⸻
6) คุณตำหนิทีมต่อหน้าคนอื่น
การตำหนิในที่สาธารณะไม่ได้ทำให้ทีมเก่งขึ้น แต่ทำให้เขาอับอาย ผลที่ตามมาคือทีมจะ
* กลัวผิดพลาด
* ไม่กล้าลองสิ่งใหม่
* เลือกทำงานปลอดภัยเท่านั้น
และองค์กรก็หยุดเติบโตไปพร้อมกัน ทีมจะเริ่มหลีกเลี่ยงความเสี่ยง แม้บางครั้งความเสี่ยงนั้นคือโอกาสขององค์กร
⸻
💣 ความจริงที่ผู้บริหารต้องยอมรับ = Toxic Boss คือความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์
หัวหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมเป็นพิษ ไม่ได้ทำลายแค่ทีม แต่ทำลายผลลัพธ์ของธุรกิจในระยะยาว ผลกระทบที่มักเกิดขึ้น เช่น
* คนเก่งลาออกก่อน
* Productivity ลดลงแบบมองไม่เห็น
* ทีมไม่กล้าตัดสินใจ
* นวัตกรรมหายไป
* วัฒนธรรมองค์กรอ่อนแอ
และที่อันตรายที่สุดคือ ผู้บริหารมักไม่เห็นปัญหานี้ จนกระทั่ง Talent หายไปหมดแล้ว
* Strategy ดีแค่ไหนก็ล้มได้ หากคนไม่อยากทุ่มเทให้กับองค์กร
* องค์กรจำนวนมากลงทุนกับเทคโนโลยีใหม่ เครื่องมือใหม่ และที่ปรึกษาราคาแพง
* แต่ลืมลงทุนกับสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “คุณภาพของผู้นำ” ที่ทีมต้องทำงานด้วยทุกวัน
เพราะในโลกที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกวัน องค์กรที่ได้เปรียบไม่ใช่องค์กรที่มีเครื่องมือดีที่สุด แต่คือองค์กรที่มีทีมซึ่งพร้อมทุ่มเทให้กับเป้าหมายร่วมกัน
⸻
🛠️ เปลี่ยนจาก Boss เป็น Leader ที่ทีมอยากเดินตาม?
ข่าวดีคือ ภาวะผู้นำไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นทักษะที่พัฒนาได้ เริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ ที่สร้างผลกระทบใหญ่
✅ พูดให้น้อย ฟังให้มาก
* เมื่อทีมรู้สึกว่าความเห็นของเขามีค่า การมีส่วนร่วมจะเพิ่มขึ้นทันที
* ลองตั้งเป้าให้ตัวเองว่า ในการประชุมครั้งต่อไป คุณจะเป็นคนพูดน้อยที่สุดในห้อง
* แล้วคุณจะได้ยินมุมมองใหม่ๆ จากทีมมากกว่าที่คิด
✅ เปลี่ยนจากสั่งงาน เป็นตั้งคำถาม
แทนที่จะบอกให้ทำ ลองถามว่า
“คุณคิดว่าเราควรแก้ปัญหานี้อย่างไร?”
คุณจะได้ทีมที่คิดเป็น ไม่ใช่ทีมที่รอคำสั่ง และทีมจะรู้สึกเป็นเจ้าของงานมากขึ้น
✅ เปิดพื้นที่ให้ทีม Feedback กลับ
ผู้นำที่เติบโต คือผู้นำที่กล้ายอมรับว่าตัวเองก็ต้องเรียนรู้เช่นกัน
ลองถามทีมว่า
“มีอะไรที่ผมควรปรับ เพื่อให้ทีมทำงานง่ายขึ้น?”
คำตอบอาจทำให้คุณตกใจ แต่จะช่วยให้คุณเติบโตเร็วที่สุด
✅ ให้เครดิตทีม มากกว่ารับเครดิตเอง
* ผู้นำที่ทีมรัก คือคนที่ผลักทีมขึ้นเวที ไม่ใช่คนที่ขึ้นเวทีคนเดียว
* เมื่อทีมรู้สึกว่าความสำเร็จเป็นของพวกเขา พลังในการทำงานจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
✅ สร้างพื้นที่ให้ผิดพลาดได้อย่างปลอดภัย
* ทีมที่เติบโตเร็ว คือทีมที่เรียนรู้จากความผิดพลาดได้เร็ว
* เมื่อคนไม่กลัวผิด พวกเขาจะกล้าลอง กล้าคิด และกล้าสร้างสิ่งใหม่
⸻
✨ ผู้นำที่แท้จริง คือคนที่ทำให้คนอื่นเก่งขึ้น
ตำแหน่งหัวหน้า ทำให้คุณสั่งงานได้ แต่ความเป็นผู้นำ ทำให้คนอยากทำงานกับคุณ หน้าที่ของผู้นำไม่ใช่การเป็นคนที่เก่งที่สุดในห้อง แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ทุกคนในห้องเก่งขึ้น
ก่อนจะตำหนิใครครั้งต่อไป ลองถามตัวเองว่า
“สิ่งที่เรากำลังจะพูด จะช่วยให้เขาเติบโต หรือแค่ทำให้เขารู้สึกแย่ลง?”
เพราะองค์กรที่ยั่งยืน ไม่ได้ถูกสร้างด้วยคนเก่งไม่กี่คน แต่ถูกสร้างด้วยผู้นำที่ทำให้คนจำนวนมากเก่งขึ้นพร้อมกัน และนั่นต่างหาก คือความได้เปรียบที่คู่แข่งเลียนแบบไม่ได้
ในวันที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกวัน บริษัทที่ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่มี Strategy ซับซ้อนที่สุด แต่คือบริษัทที่มีผู้นำซึ่งทำให้คนอยากทุ่มเทให้โดยไม่ต้องถูกบังคับ และนั่นคือความได้เปรียบที่ยั่งยืนที่สุดในโลกธุรกิจยุคใหม่
#วันละเรื่องสองเรื่อง #LeadershipDevelopment #PeopleManagement #PsychologicalSafety #WorkplaceCulture
ผู้นำ
วัฒนธรรมองค์กร
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย