8 ก.พ. เวลา 16:06 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

รักวุ่นวายของไฮโซตัวร้ายกับนายบ้านนา EP.3

เช้าวันต่อมา
เพชรตั้งใจพานางเอกออกไปยังแปลงชาที่อยู่บนเนินเขา ท้องฟ้าโปร่งใส ลมเย็นพัดผ่านใบชาเขียวสดที่เรียงรายเป็นแถว ๆและมี “ พลอย “น้องสาวของเพชรเดินตามมาด้วยเพื่อช่วยงานและคอยสอนนางเอกที่ยังไม่เคยทำมาก่อน
“สวัสดีคะคุณไพลิน หนูชื่อ พลอย เป็นน้องสาวของพี่เพชร วันนี้จะมาช่วยคุณหนูไพลินเก็บใบชานะคะ
นางเอกพยักหน้าแทนการตอบรับ
“เวลาเก็บใบชา ต้องเลือกใบอ่อนนะคะ ใบที่อยู่ตรงปลายยอด จะได้รสชาติดีที่สุด คุณหนูไพลิน ลองเด็ดดูสิ แค่สองใบกับหนึ่งยอดก็พอ”
พลอยพูดไปด้วย เด็ดตัวอย่างของใบชาให้ดูด้วย นางเอกก้มลงมองต้นชาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนจะลองใช้มือเด็ด แต่กลับดึงแรงไปจนก้านหัก เพชรที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“เบามือหน่อย…ชาไม่ใช่ของหรูหรา แต่มันมีคุณค่า ถ้าเด็ดแรงเกินไป ต้นจะเสียหาย”
(ทำหน้ามุ่ย): “ฉันก็แค่ไม่เคยทำ…ไม่ต้องพูดเหมือนฉันทำลายทุกอย่างก็ได้”
“ไม่เป็นไรคะ ครั้งแรกก็แบบนี้แหละ ลองใหม่อีกครั้งนะ” พลอยพูดให้กำลังใจ
นางเอก (เสียงหงุดหงิด):
“ทำไมต้องจริงจังขนาดนี้ด้วย แค่ใบชาไม่กี่ใบเอง จะเสียหายอะไรนักหนา”
เพชร (หยุดมือ หันมามองตรง ๆ):
“สำหรับคุณ…มันอาจจะไม่สำคัญ แต่สำหรับคนที่อยู่ที่นี่ ทุกใบมีค่า ทุกแรงที่ใช้ไปคือชีวิตจริง ไม่ใช่ของเล่น”
“ฉันไม่เคยชินกับอะไรแบบนี้หรอก ฉันไม่ใช่คนงานในไร่ที่จะต้องมานั่งเก็บใบชาไปวัน ๆ”
เพชร (น้ำเสียงเข้มขึ้น):
“ใช่…คุณไม่ใช่ แต่ถ้าคุณยังคิดว่าทุกอย่างต้องง่ายเหมือนในโลกหรูหราของคุณ คุณก็จะไม่มีวันเข้าใจว่าคนอื่นต้องเสียสละอะไรบ้างเพื่อให้คุณมีชีวิตแบบนั้น”
นางเอก (ชะงักไปเล็กน้อย แต่ยังดื้อ):
“ฉันไม่ได้ขอให้ใครเสียสละเพื่อฉันสักหน่อย”
เพชร (พูดหนักแน่น):
“คุณแน่ใจเหรอ…ว่าทุกสิ่งที่คุณมี ไม่ได้มาจากหยาดเหงื่อของใครบางคน”
บรรยากาศเงียบลงทันที เสียงลมพัดผ่านไร่ชาเหมือนตอกย้ำคำพูดนั้น นางเอกนิ่งไป สายตาเริ่มสั่นไหว ราวกับถูกกระแทกด้วยความจริงที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน นางเอกนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาสั่นไหวเหมือนกำลังคิดตามคำพูดของเพชร เธอหันไปมองไร่ชาเขียวที่ทอดยาวสุดสายตา เสียงลมพัดผ่านใบชาเหมือนตอกย้ำความจริงที่เพิ่งได้ยิน
นางเอก (เสียงเบาลง):
“…ถ้างั้น…สอนฉันใหม่อีกครั้งสิ ฉันจะลองทำให้ถูก”
“ก็แค่เบามือ…สองใบกับหนึ่งยอด จำไว้”
นางเอกก้มลงอย่างตั้งใจ คราวนี้เธอค่อย ๆ ใช้นิ้วเด็ดใบชาออกมาอย่างระมัดระวัง ใบอ่อนสีเขียวสดหลุดออกมาอย่างสวยงาม เธอเงยหน้าขึ้นมองเพชรด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“แบบนี้…ใช่ไหม”
เพชร (ยิ้มเล็กน้อย แต่ยังคงน้ำเสียงเรียบ):
“ใช่ครับ…ดีขึ้นแล้ว”
นางเอกถอนหายใจเบา ๆ ราวกับปลดปล่อยความดื้อรั้นที่ค้างอยู่ในใจ เธอพูดเหมือนสารภาพกับตัวเองมากกว่าคุยกับเขา
“บางที…ฉันอาจจะต้องเริ่มเรียนรู้จริง ๆ ว่าชีวิตไม่ได้ง่ายเหมือนที่เคย”
เพชรหันกลับไปเก็บใบชาต่อ แต่สายตาที่เหลือบมองเธอเต็มไปด้วยความจริงใจและความมั่นคง บรรยากาศรอบ ๆ มีเสียงหัวเราะของน้องสาวดังแทรกเข้ามา ทำให้ความตึงเครียดเมื่อครู่คลายลง นางเอกมองใบชาในมือ รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่า “การทำสิ่งเล็ก ๆ ด้วยตัวเอง” ก็มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าความหรูหราที่เคยมี นางเอกลองทำตามที่น้องสาวสอน คราวนี้เธอเด็ดได้อย่างสวยงาม เพชรเหลือบตามองแล้วพยักหน้าเล็กน้อย
“ดีขึ้นแล้ว…เห็นไหม ถ้าตั้งใจจริง คุณหนูก็ทำได้” พลอยพูดด้วยยน้ำเสียงดีใจ
“ก็ไม่เลว…สำหรับครั้งแรกของฉัน รู้จักไพลินน้อยไปแล้ว”
บรรยากาศเช้าวันนั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่น เสียงหัวเราะของเธอและน้องสาวของพระเอก ผสมกับเสียงลมพัดผ่านไร่ชา ทำให้นางเอกเริ่มรู้สึกว่าโลกเรียบง่ายนี้มีเสน่ห์ในแบบที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน
บ่ายวันนั้น พลอยพานางเอกขึ้นไปยังแปลงชาบนเนินเขาอีกลูกหนึ่ง ทั้งคู่ช่วยกันเก็บใบชา นางเอกที่ยังไม่ถนัดค่อย ๆ ทำตามที่พลอยสอนไปเรื่อยๆ และระหว่างพักเหนื่อยใต้ร่มไม้ นางเอกจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย
“พลอยดูตั้งใจทำงานมากเลยนะ ทั้ง ๆ ที่มันเหนื่อย ทำไมถึงเลือกอยู่ที่นี่ ไม่ไปหางานในเมืองใหญ่บ้าง”
พลอยหยุดมือไปครู่หนึ่ง มองออกไปยังไร่ชาเขียวขจี ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เพราะหนูมีบุญคุณที่ต้องทดแทน…พ่อเลี้ยงเป็นคนส่งเสียให้หนูเรียนจนจบมหาวิทยาลัย และไม่ใช่แค่หนูนะ แต่ยังรวมถึงพี่เพชรด้วย ถ้าไม่มีเขา เราคงไม่มีวันนี้”
นางเอกนิ่งไป รู้สึกถึงความจริงใจในคำพูดนั้น เธอถามต่อเบา ๆ
“แล้วพลอยไม่เคยคิดอยากมีชีวิตของตัวเองบ้างเหรอ…ไม่ใช่แค่ทำเพื่อตอบแทนคนอื่น”
พลอยหันมามองเธอด้วยสายตานิ่ง ๆ แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ถ้าไม่มีพ่อเลี้ยงกับแม่เลี้ยงคงไม่มีโอกาสได้เรียน ไม่มีโอกาสได้ยืนอยู่ตรงนี้ หนูเลือกแล้วว่าจะอยู่ที่นี่ และทำให้ไร่ของเขาเจริญที่สุด”
นางเอกเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังเปรียบเทียบกับชีวิตตัวเองที่เคยใช้แต่ความสะดวกสบาย เธอพูดเบา ๆ ราวกับพึมพำกับตัวเอง
“ฉัน…ไม่เคยคิดถึงคำว่าบุญคุณเลยสักครั้ง”
พลอยไม่ตอบ แต่สายตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความจริงใจและมั่นคง บรรยากาศในไร่ชาที่เงียบสงบทำให้คำพูดนั้นก้องอยู่ในใจนางเอกอย่างไม่เลือน
“พลอย ต่อไปนี้เรียกแค่ พี่ลิน ก็พอนะ “ นางเอกพูดแล้วก็ยิ้มอย่างมิตรภาพ
“คะ พี่ลิน” พลอยตอบกลับอย่างดีใจ
ตอนเย็นหลังจากกลับจากไร่ชา นางเอกนั่งอยู่คนเดียวที่ระเบียงหน้าบ้านพัก มองออกไปยังทิวเขาที่ถูกแสงอาทิตย์ยามเย็นส่องจนเป็นสีทอง เธอเงียบไปนาน ราวกับกำลังคิดถึงคำพูดของพลอยที่บอกว่า “ชีวิตของหนู…ก็คือการตอบแทนบุญคุณ”
เสียงจักจั่นดังระงมเป็นฉากหลัง นางเอกกอดเข่าเบา ๆ แล้วพึมพำกับตัวเอง
เพชรเดินเข้ามาเงียบ ๆ ถือขวดน้ำในมือ เขาวางไว้ใกล้ ๆ แล้วนั่งลงข้างเธอโดยไม่พูดอะไร นางเอกหันไปมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“นาย…ไม่เคยรู้สึกเสียดายบ้างเหรอ ที่ไม่ได้ไปใช้ชีวิตในเมืองใหญ่เหมือนคนอื่น”
“ผมเคยคิดนะ แต่สุดท้ายก็เลือกแล้วว่าจะอยู่ที่นี่ดีกว่า ครอบครัวผมอยู่ที่นี่ด้วย”
นางเอกนิ่งไปอีกครั้ง สายตาเริ่มอ่อนลงเหมือนกำลังยอมรับความจริง เธอพูดเบา ๆ ราวกับสารภาพกับตัวเอง
“บางที…ฉันอาจจะต้องเริ่มเรียนรู้คำว่าบุญคุณบ้าง”
เพชรหันมามองเธอด้วยสายตานิ่ง ๆ แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ เขาไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้ความเงียบและเสียงธรรมชาติรอบตัวเป็นคำตอบแทน
“แล้วนายเรียนจบอะไรมาเหรอ…ฉันเห็นนายทำงานในไร่เก่งมากเหมือนคนที่มีความรู้จริง ๆ”
เพชรหันมามองด้วยสายตานิ่ง ๆ ก่อนจะตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่น
“ผมเรียนจบเกษตรศาสตร์ พ่อเลี้ยงเป็นคนส่งเสียให้เรียนจนจบ ไม่ใช่แค่ผมแต่ยังรวมถึงน้องสาวด้วย”
นางเอกนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังคิดตาม เธอถามต่อด้วยความสนใจ
“แล้วน้องสาวนายล่ะ…เรียนอะไรมา”
“น้องสาวผมเรียนจบด้านบัญชีครับ ตอนนี้ช่วยงานออฟฟิสในส่วนระบบจัดการข้อมูล
สินค้า และเช็กสต๊อกสินค้าในโกดังด้วย”
นางเอกฟังแล้วเงียบไป ราวกับกำลังเปรียบเทียบกับชีวิตตัวเองที่เคยใช้แต่ความสะดวกสบาย เธอพูดเบา ๆ เหมือนสารภาพกับตัวเอง
“ฉันไม่เคยคิดเลยว่าการเรียนมันต้องแลกมาด้วยความเสียสละของใครบางคน…ฉันเอาแต่ใช้ชีวิตเรื่อยๆ ไม่เคยเห็นคุณค่าของสิ่งที่คนอื่นทำให้เลย”
เพชรยกน้ำขึ้นดื่ม แล้วพูดเรียบ ๆ แต่แฝงความจริงใจ
“สำหรับผม…มันเปลี่ยนแปลงความคิดได้ครับ”
นางเอกเงียบไปอีกครั้ง สายตาเริ่มอ่อนลงเหมือนกำลังเปิดใจ เธอหันไปมองเพชรด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย หลังจากที่ทั้งคู่เงียบไปครู่หนึ่ง เสียงจักจั่นยังคงดังระงมเป็นฉากหลัง ท้องฟ้ามืดลงทีละน้อยๆ แสงดาวแรกปรากฏขึ้นเหนือยอดเขา
นางเอกเงยหน้ามองท้องฟ้า พลางพูดเบา ๆ
“ดาวเยอะจัง…ฉันไม่เคยเห็นชัดแบบนี้เลย ตอนอยู่ในเมืองมีแต่แสงไฟบดบังหมด”
เพชรหันตามสายตาไปมองฟ้า ก่อนจะตอบเรียบ ๆ แต่แฝงความอบอุ่น
“ที่นี่…ทุกคืนจะเห็นดาวเต็มฟ้า ถ้าใจนิ่งพอ คุณจะรู้สึกเหมือนดาวกำลังส่องให้กำลังใจ”
นางเอกยิ้มบาง ๆ ดวงตาเริ่มอ่อนโยนขึ้น
“แปลกนะ…ฉันเคยคิดว่าความสุขต้องอยู่ในเมืองใหญ่ แต่ตอนนี้…แค่ได้นั่งมองดาวตรงนี้ ฉันกลับรู้สึกสงบที่สุด”
เพชรเหลือบมองเธอเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความจริงใจ
“บางครั้ง…สิ่งที่เรียบง่ายที่สุด ก็คือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด”
นางเอกหันไปสบตาเขา สายตาสั่นไหวเหมือนกำลังเปิดใจอย่างแท้จริง เธอพูดเบา ๆ ราวกับสารภาพกับตัวเอง
“ฉันเริ่มเข้าใจแล้ว…ว่าความสุขไม่ใช่ความหรูหรา แต่คือการได้อยู่ตรงนี้…กับคนที่ทำให้ฉันเห็นความจริง”
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านต้นไม้ และแสงดาวที่ส่องประกายเต็มท้องฟ้า ทั้งคู่ต่างนั่งเคียงกันโดยไม่ต้องพูดอะไรต่อ ปล่อยให้ความเงียบและแสงดาวเป็นคำตอบแทนความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นที่ระเบียงหน้าบ้านพัก เห็นทั้งคู่กำลังนั่งเคียงกัน มองดูดาวบนฟ้าที่ส่องแสงพร่างพรายเหนือไร่ชาเขียวขจี เพชรหาเรื่องคุยเพื่อทำลายความเงียบ
“พรุ่งนี้ตอนเช้า คุณอยากไปหาหลวงพี่ณัฐกับผมไหมครับ พ่อเลี้ยงบอกว่าคุณหนูกับหลวงพี่รู้จักกันนี่"
“เคยเจอกันครั้งหนึ่งเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้วล่ะ ไม่รู้ว่าหลวงพี่จะยังจำฉันได้ไหม ลองไปหาดูก็ได้นะ”
“ดีครับ ตอนเช้าแม่เลี้ยง กับแม่ของผมทำอาหารไปถวายหลวงพี่ด้วย ไม่ได้ไปหาหลวงพี่หลายวันแล้ว ปกติผมก็ไปหาอยู่บ่อยๆ ว่าแต่คุณหนูนอนหลับดีใช่ไหมครับ ดูโทรมๆไปนะมีอะไรบอกผมได้เลย หรือกลัวผีหรือป่าว” เพชรพูดแล้วทำหน้าอมยิ้ม
“ตลก คนอย่างฉันไม่เชื่อเรื่องผีหรอก ฉันนอนหลับสบายดีมากๆ ที่เห็นฉันโทรมเพราะไม่ค่อยได้บำรุงผิวต่างหาก ตั้งแต่มาที่นี่มีอะไรให้ทำเยอะมาก จนลืมดูแลตัวเอง พูดแล้วฉันไปบำรุงผิวดีกว่า”
“พรุ่งนี้ตอนเช้าผมจะรอนะครับ”
“อือ” นางเอกตอบสั้นๆ และก็เดินเข้าบ้านไป
“ฝันดีครับ” เพชรพูดเบาๆ โดยที่นางเอกไม่ได้ยิน
เช้าวันรุ่งขึ้น แม่เลี้ยงดา แม่ของเพชร และพลอย กำลังช่วยกันทำอาหารอยู่ในครัว นางเอกเดินเข้ามาในครัว แม่เลี้ยงดาหันไปมองนางเอก
“ตื่นแล้วหรือลูก ป้าทำเสียงดังกวนหนูหรือป่าว ทำไมหน้าเหมือนคนหลับไม่อิ่มยังงั้นล่ะ”
“หนูนอนไม่ค่อยหลับคะคุณป้า ไม่รู้เป็นเพราะอะไร? ข่มตานอนมาหลายคืนแล้ว มันมีสารพัดเสียงเข้ามาในหูตลอด หรือว่าหนูจะกลัวผีจริงๆ”
นางเอกพูดเสร็จ ทั้งสามคนนั้นพากันหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน แม่เลี้ยงพูดต่อว่า
“งั้นคืนนี้ ป้าจะให้พลอยมานอนเป็นเพื่อนนะ พลอยมาได้ไหมลูก”
“มาได้คะแม่เลี้ยง ตอนเย็นหนูจะเตรียมตัวมานะค่ะ” พลอยพูดเสร็จหันไปยิ้มหวานให้กับนางเอก นางเอกทำท่าทางคล้ายดีใจมากๆ
“มีใครกลัวผีหรอครับ? เห็นมีคนบอกกับผมว่าไม่เคยกลัวผีนี่น่า” เพชรพูดแล้วก็หัวเราะ นางเอกหน้าแดงเขินอาย ทุกคนพากันหัวเราะด้วย แต่มีแค่แม่ของพระเอกเท่านั้นที่ไม่ตลกด้วย
“แม่เตรียมของเสร็จแล้วใช่ไหมครับ ผมจะได้ขนของขึ้นรถ เพราะกลัวจะไม่ทันพระฉันเพล”
“อือ เสร็จละ เอาไปวัดได้เลย”
“งั้นเราไปกันได้แล้วครับคุณหนู เดี๋ยวจะสาย”
“เอาน้องไปด้วย จะได้ช่วยกัน”
“ไม่เป็นไรครับ ไปกับคุณหนูสองคนก็พอแล้ว”
“พลอย!!! ไปกับพี่เดี๋ยวนี้”
ทุกคนตกใจที่แม่ของพระเอกน้ำเสียงเปลี่ยนไป พลอยตั้งสติได้ก็จูงมือนางเอกออกจากห้องครัวไปขึ้นรถเพื่อจะไปวัด เพชรเริ่มสัมผัสได้ถึงอารมณืที่คุกรุ่นของแม่ จึงขอตัวไปขับรถเพื่อที่จะไปวัดต่อ เมื่อเพชรขับรถยนต์ออกจากบ้านไปแล้ว แม่เลี้ยงจึงออกปากถามแม่นางเอกว่า
“บัว มีอะไรหรือป่าว? ทำไมอยู่ดีๆก็ไปตวาดลูกแบบนั้นล่ะ จะว่าไปฉันก็ไ่ม่เคยเห็นบัวเป็นแบบนี้เลยนะ”
“ไม่มีอะไรหรอกคะแม่เลี้ยง ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้ตกใจ” แม่พระเอกพูดเสร็จ หันหลังไปล้างของในอ่างล้างจานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ปล่อยให้แม่เลี้ยงมองด้วยความสงสัยในตัวแม่พระเอกกับพฤติกรรมที่เปลี่่ยนไป
เมื่อเพชรขับรถยนต์มาถึงวัดป่า มีพระสงฆ์ 3 รูปกำลังกวาดใบไม้กลางลานวัด เมื่อเพชรลงจากรถได้เดินไปหาพระ และยกมือไหว้พร้อมกับพูดว่า
“นมัสการครับหลวงพี่ วันนี้โยมแม่ของหลวงพี่ได้ให้ผมนำอาหารมาถวายครับ”
“งั้นเราขึ้นไปบนกุฏิกันเถอะ” หลวงพี่หันไปมองผู้หญิงที่ยืนข้างๆพลอยแล้วพูดขึ้นว่า
“นั้นใช่ไพลินหรือป่าว?”
“ใช่แล้วค่ะหลวงพี่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ ยังจำลินได้หรือคะหลวงพี่” นางเอกตอบพร้อมกับยกมือไหว้ไปด้วย
“นั่นสินะ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลย แต่ก็ไม่ค่อยแตกต่างไปจากตอนนั้นเท่าไรนะ เราขึ้นไปข้างบนกันดีกว่า”
“คุณหนูขึ้นไปกับหลวงพี่ก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมกับพลอยจะเตรียมสำรับไปถวายพร้อมกัน”
เมื่อขึ้นมาบนกุฎิ หลวงพี่ได้นั่งลงแล้วถามนางเอกว่า
“นี่มาเที่ยวหรือป่าว มากี่วันล่ะ พ่อแม่ของโยมสบายดีใช่ไหม?”
“สบายดีค่ะ แต่ตอนนี้มาแค่ลินคนเดียว พ่อกับแม่ให้ลินมาดูงานที่นี่คะ”
“อ่อ เข้าใจละ คงให้มาศึกษาดูกิจการต่างๆสินะ เตรียมพร้อมรับงานที่บริษัทฯแล้วล่ะสิ”
นางเอกนิ่งเงียบไป และหลบสายตาหลวงพี่กลัวเผยความในใจออกไป
“สรรพสิ่งทุกอย่าง มีความทุกข์เป็นของตัวเองนะโยมลิน เมื่อรู้จักทุกข์เราก็จะพบกับความสุขที่แท้จริง เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต”
“ลินสับสนคะหลวงพี่ ไม่รู้ว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร? เหมือนไม่มีใครเข้าใจเลย พ่อแม่ หรือแม้กระทั่งคนรักที่คบกันมานานเขาก็ไม่เข้าใจความรู้สึกของลินสักนิด”
“สำรับอาหารมาแล้วครับหลวงพี่ “บทสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของพระเอก
“โยมพ่อโยมแม่ของหลวงพี่ฝากความคิดถึงมาด้วยนะครับ”
(หลวงพี่ยิ้มเบาๆ)“งั้นรับพรแล้วฝากไปส่งให้ท่านทั้งสองด้วยนะ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง”
“พวกผมขอลากลับก่อนนะครับ โยมพ่อแม่ของหลวงพี่ฝากมาบอกว่า รอบหน้าพวกท่านจะมาหาหลวงพี่อีก”
“ได้สิ” แล้วหันไปคุยกับนางเอก “การที่อยากจะให้คนอื่นเข้าใจอะไรในตัวเรา เราต้องเข้าใจในตัวคนอื่นซะก่อน และไม่มีใครได้อะไรดั่งใจไปทุกอย่างหรอกนะ โยมลิน”
“เข้าใจแล้วค่ะ หลวงพี่” จากนั้นทั้งสามคนกราบลากลับบ้าน
ระหว่างที่อยู่ในรถ พลอยที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ ได้หันหน้าไปคุยกับนางเอกว่า
“พี่ลิน ตอนเย็นๆหนูจะมานอนด้วย ขอกลับไปอาบน้ำก่อนนะคะ หนูมีเรื่องอยากจะถามเยอะแยะเลย”
“ที่แม่เลี้ยงให้มานอนกับคุณหนูด้วย เพราะอยากให้ดูแลคุณหนูพักผ่อนนะ ไม่ใช่มาชวนคุณหนูคุยจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนอีก “
“พี่เพชรไม่เข้าใจหรอก เขาคุยกันตามประสาผู้หญิงต่างหาก อีกอย่างใครที่ไหนจะคุยกันจนถึงเช้าละ ง่วงตายพอดี อิอิอิ”
“นั้นสิเนอะ คุยกันตามประสาผู้หญิง ผู้ชายไม่เข้าใจหรอก” สองสาวก็พากันหัวเราะอย่างชอบใจ
“พี่ว่าไหนๆก็มาทางผ่านบ้านเราอยู่แล้ว ให้พลอยแวะเก็บของแล้วไปอาบน้ำที่บ้านใหญ่เลยดีกว่า คุณหนูว่าดีไหมครับ”
“แล้วแต่พวกเธอเลย ฉันยังไงก็ได้”
“โอเค งั้นแวะที่บ้านตอนเย็นพี่เพชรจะได้ไม่ต้องมารับอีก”
เมื่อมาถึงบ้านของเพชร ซึ่งเป็นบ้านปูนชั้นเดียวหลังใหญ่พอประมาณ พื้นที่กว้างขวางข้างบ้านมีโรงรถ ถัดจากนั้นเป็นสวนผักหลากหลายชนิด ทั้งสามคนเดินเข้าไปภายในบ้าน เพชรบอกให้นางเอกนั่งลงที่โซฟารอ เพื่อให้พลอยเก็บของใช้ส่วนตัว ส่วนเขาจะไปเข้าห้องน้ำแปปนึง ระหว่างที่รอนางเอกได้มองไปรอบๆห้องรับแขก มีรูปแขวนบ้าง วางอยู่ที่ตู้โชว์บ้าง ข้างในตู้โชว์มีทั้งถ้วยรางวัล เหรียญรางวัล และใบประกาศต่างๆเยอะแยะเต็มตู้ไปหมด
“มีทั้งของผม และของน้องครับ ไม่ใช่ของผมคนเดียวหรอก”
“นายกับน้องเก่งเหมือนกันนะเนี่ย ของรางวัลเยอะมากกก”
“แล้วรูปนี้ถ่ายที่ไหน? คือบ้านหลังนี้หรือป่าว”
“ถ่ายที่บ้านหลังเก่าครับ เมื่อก่อนผมอยู่ที่ตัวเมืองเชียงรายเพิ่งย้ายมาอยู่นี่ได้สิบกว่าปีเอง เมื่อก่อนพ่อของผมเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างครับ”
“มิน่าล่ะ ดูๆพ่อนายเหมือนคนมีความรู้ แล้วทำไมถึงได้มาอยู่ที่นี่ล่ะ? มีปัญหาอะไรหรอ?”
“เอ่อ คงเป็นเพราะผมครับ ที่ทำให้ต้องมาอยู่ที่นี่”
“ทำไม?” จังหวะนั้นพลอยออกมาจากห้องของเธอพอดี เพชรจึงชวนนางเอกกลับบ้านใหญ่ที่ไร่ ตอนกำลังกลับนางเอกที่นั่งอยู่เบาะหลังยังคงมองพระเอกด้วยความสงสัยหลายอย่างมากๆ เธอคิดว่าต้องหาคำตอบให้ได้
“นี่!! นายไม่มีโทรศัทพ์ใช้หรอ? ฉันเห็นมีโทรศัพท์ทุกคนยกเว้นนายคนเดียว”
“ไม่มีครับ ผมใช้แค่วิทยุสื่อสารก็พอแล้ว”
“พี่เพชรไม่ชอบใช้โทรศัพท์คะพี่ลิน พลอยเคยถามซื้อให้ตั้งหลายรอบแล้ว แต่พี่เขาไม่เอา”
คำตอบของเพชรมันแปลกมากๆ ยิ่งทำให้นางเอกสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก เธอคิดว่าคืนนี้จะลองถามน้องสาวของเพชรดูอีกที เพื่อคลายความสงสัยของเธอให้ได้
เมื่อทุกคนทานอาหารเย็น และทำธุระส่วนตัวกันเสร็จหมดแล้ว จึงแยกย้ายกันกลับไปห้องนอนของตัวเอง พลอยได้นอนข้างล่างเตียงนอนของนางเอก ส่วนนางเอกนั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้งกำลังทาครีมอยู่ เริ่มตั้งคำถามกับพลอยว่า
“พลอย ก่อนที่จะมาอยู่ที่นี่เคยอยู่ที่ไหนมาก่อนนะ เห็นเพชรว่าไม่ได้อยูิ่ที่นี่ตั้งแต่เกิดใช่ไหม?”
“เมื่อก่อนเคยอยู่ที่ตัวเมืองเชียงรายคะ ตอนนั้นพ่อของหนูเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่หลังจากนั้นพ่อกับแม่พาพวกหนูมาอยู่กับพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงที่นี่ ส่วนเหตุผลหนูก็ไม่รู้ไม่เคยถามเลย คงเพราะหนูไม่อยากรู้ด้วยแหละ”
“อ่อๆ แล้วเพชรไม่เคยใช้โทรศัพท์มือถือเลยหรอไง ดูจะเป็นคนไฮเทคออก”
“พี่เขาเคยมีนะคะ แต่หนูไม่เห็นใช้นานแล้ว สงสัยจะพังแล้วไม่อยากซื้อใหม่มั้ง อีกอย่างพี่เขาก็มีโน๊ตบุ๊คนะ เลยคิดว่าไม่จำเป็นมั้งคะ”
คำตอบของพลอยยิ่งทำให้นางเอกสงสัยหนักเข้าไปอีกยกใหญ่ ทำให้ต่อมความอยากรู้ของเธอทำงานอย่างหนัก
“พี่ลิน พรุ่งนี้พี่เพชรฝากบอกมาว่าพรุ่งนี้จะพาพี่ลินไปสวนกาแฟแต่เช้า และจะพาไปดูโรงงานกาแฟด้วย หนูว่าเราได้เวลานอนแล้วล่ะคะ พี่เขาเป็นคนตรงต่อเวลาด้วยนะ”
“โอเคจ๊ะ พลอยต้องอยู่กับพี่ไปอีกสักพักใหญ่ๆก่อนนะ พี่คงต้องใช้เวลาปรับตัวอีกนานเลย”
“ได้สิคะ หนูก็ไม่ค่อยได้ไปไหนอยู่แล้ว เบื่อแม่จู้จี้ด้วย และก็ปล่อยให้พ่อของหนูหูชาไปคนเดียวก็ดีเหมือนกัน” สองสาวหัวเราะกันอย่างสนิทสนม ก่อนจะพากันปิดไฟนอนหลับไป
บทส่งท้าย
ภายในบ้านพักของเพชร เขาเดินไปที่ตู้หนังสือก้มลงดึงลิ้นชักชั้นล่างออก แล้วได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเครื่องให้เครื่องทำงาน สักพักเขาได้เปิดรูปในโทรศัพท์ออกมาดู ในรูปของโทรศัพท์นั้นเป็นรูปของวัยรุ่นชายหญิงคู่หนึ่ง ดูท่าทางเหมือนจะเป็นคนรักกันมาก โดยที่เขาสไลด์ดูรูปเรื่อยๆ พร้อมกับล้มตัวลงนอนหลับไป.....
โฆษณา