9 ก.พ. เวลา 02:09 • การเมือง

“โลกจริงไม่เหมือนโลกโซเชียล“ บทเรียนการเมืองไทยจากผลเลือกตั้งล่าสุด

(เมื่อเสียงเชียร์ในโลกออนไลน์ ไม่เท่ากับคะแนนเสียงหน้าคูหา)
การเลือกตั้งครั้งล่าสุดกลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมไทยจำนวนมาก “ช็อกพร้อมกัน”
ในโลกโซเชียล หลายคนมั่นใจว่าทิศทางการเมืองไทยกำลังเดินไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พรรคการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของการเมืองใหม่ ดูเหมือนจะครองพื้นที่สื่อออนไลน์อย่างถล่มทลาย ไม่ว่าจะเป็นยอดแชร์ ยอดรีทวีต คลิปไวรัล หรือบทวิเคราะห์จากอินฟลูเอนเซอร์
ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอมือถือ ทำให้ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่า “กระแสเปลี่ยนประเทศ” ได้เกิดขึ้นแล้ว และเหลือเพียงเวลาที่ผลเลือกตั้งจะยืนยันสิ่งที่ทุกคนคิดตรงกัน
แต่เมื่อเปิดหีบบัตร ผลกลับสะท้อนอีกภาพหนึ่ง
“พรรคที่ชนะในโลกออนไลน์ ไม่ได้ชนะในโลกความจริง” และพรรคที่แทบไม่ถูกพูดถึงในโซเชียล (แถมโดนยี้ในโซเชียล) กลับได้คะแนนในพื้นที่จริงจำนวนมาก
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครแพ้ใครชนะ แต่คือ ทำไม “ภาพที่เราเห็นในมือถือ” ถึงไม่ตรงกับ “ความจริงของประเทศ”
บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจซ้ำเติมฝ่ายใด หากแต่ต้องการใช้เหตุการณ์นี้เป็นกรณีศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อชวนมองการเมืองไทยในระดับโครงสร้างสังคม พฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และข้อจำกัดของการเมืองยุคดิจิทัล
และที่สำคัญ เพื่อถามว่า ถ้าอยากเปลี่ยนประเทศจริง “การเมืองแบบไหนที่ชนะได้ในโลกจริง ไม่ใช่แค่ในโลกออนไลน์” เพราะในท้ายที่สุด การเมืองไม่ใช่การแข่งขันด้านความนิยมในแพลตฟอร์ม แต่เป็นการแข่งขันเพื่อความเชื่อมั่นของผู้คนที่มีชีวิตจริง มีความกังวลจริง และมีปัญหาที่ต้องการคำตอบจริง
====
1. Echo Chamber เมื่อเราฟังแต่เสียงคนที่คิดเหมือนเรา
หนึ่งในปัญหาใหญ่ของยุคโซเชียลมีเดีย คือระบบอัลกอริทึมจะคัดเลือกเนื้อหาที่เราชอบมาให้เราเห็นซ้ำๆ
* เมื่อเรากดไลก์ แชร์ หรือมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาการเมืองแบบหนึ่ง ระบบจะยิ่งป้อนเนื้อหาแนวเดียวกันมาให้ จนในที่สุดเราจะเห็นแต่คนที่คิดเหมือนเรา
* เราจึงเผลอเชื่อว่า “ทุกคนคิดเหมือนเรา” แต่ในความเป็นจริง ประเทศไม่ได้ประกอบด้วยเฉพาะคนในไทม์ไลน์ของเรา คนจำนวนมากไม่ได้เล่น Facebook หรือทวิตเตอร์ ไม่ได้ติดตามดีเบตออนไลน์ และไม่ได้เสพข่าวผ่านเพจการเมืองยอดนิยม แต่เขาใช้ชีวิตอยู่กับปัญหาปากท้อง ราคาพืชผล ถนนในหมู่บ้าน น้ำประปาที่ไหลไม่สม่ำเสมอ โรงพยาบาลที่อยู่ไกล และหนี้สินที่ต้องผ่อนทุกเดือน
ในโลกออนไลน์ อุดมการณ์อาจสำคัญ แต่ในโลกจริง “ใครเข้าถึงได้” และ “ใครช่วยแก้ปัญหาได้” สำคัญกว่า
* นักการเมืองที่เดินเข้าไปในงานศพ งานบวช หรือประชุมหมู่บ้าน อาจไม่เคยปรากฏในโลกโซเชียล แต่กลับได้รับความไว้วางใจจากผู้คนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
* การเมืองที่ชนะในโซเชียล อาจแพ้ในหมู่บ้านและนั่นคือบทเรียนสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้
====
2. เข้าใจผิดว่ากระแสคือฐานเสียง
การเลือกตั้งครั้งก่อน ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าเกิดคลื่นการเมืองใหม่อย่างถาวร แต่ในทางยุทธศาสตร์ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียง “จุดสูงสุดของความเบื่อหน่ายต่อการเมืองแบบเดิม” มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระยะยาว
เมื่อเวลาผ่านไป ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า
* ใครสามารถทำงานให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้จริง
* การเมืองไม่ใช่แค่การพูดถูกต้องในเชิงหลักการ แต่ต้องพิสูจน์ผลลัพธ์ได้ในชีวิตจริง
* กระแสอาจพาคุณเข้าสภา แต่ฐานเสียงเท่านั้นที่ทำให้คุณอยู่ได้ยาว
* การชนะเลือกตั้งหนึ่งครั้ง ไม่ได้หมายความว่าความเชื่อมั่นจะอยู่ตลอดไป หากผู้คนยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันของตน
การเมืองที่ยั่งยืน จึงต้องเปลี่ยนจาก “ความนิยมชั่วคราว” เป็น “ความเชื่อมั่นระยะยาว” ซึ่งต้องอาศัยเวลา ความสม่ำเสมอ และการทำงานในพื้นที่จริง
====
3. การเมืองไม่ใช่สนามของความถูกต้องเพียงอย่างเดียว
พรรคการเมืองรุ่นใหม่จำนวนมากมักมองว่าตนเองอยู่ฝ่ายความถูกต้อง และอีกฝ่ายคือปัญหาของประเทศ
แต่ในโลกความจริง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้มองการเมืองแบบขาวกับดำ
คนจำนวนมากเลือกจาก
* ความคุ้นเคย
* ความไว้ใจ
* การเข้าถึง
* ความช่วยเหลือในพื้นที่
* หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัว
“การประกาศตัวเป็นศัตรูกับทุกฝ่าย ทำให้ในที่สุดไม่มีใครพร้อมร่วมมือด้วย”
* การเมืองคือศิลปะของการสร้างพันธมิตร ไม่ใช่แค่การสร้างแฟนคลับ
* การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง มักเกิดจากการค่อยๆ ปรับสมดุลย์อำนาจ ไม่ใช่การทำลายทุกอย่างในคราวเดียว
* การเมืองจึงต้องอาศัยทั้งอุดมการณ์ และความสามารถในการทำงานร่วมกับคนที่คิดต่าง
====
4. อย่าดูถูกเสียงที่เราไม่เห็น
“ผลการเลือกตั้งทำให้เกิดการดูถูกผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางกลุ่มว่าไม่เข้าใจการเมือง หรือยอมรับระบบเดิม”
แต่มุมมองแบบนั้นยิ่งผลักผู้คนออกห่าง คนที่เลือกต่างจากเรา อาจไม่ได้โง่หรือถูกซื้อเสียง แต่เขาอาจมีเหตุผลและความต้องการที่ต่างออกไป
* บางคนเลือกจากประสบการณ์ที่ได้รับจริง
* บางคนเลือกจากความช่วยเหลือที่จับต้องได้
* บางคนเลือกเพราะความมั่นคงสำคัญกว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่แน่นอน
การเมืองที่อยากชนะ ต้องเริ่มจากการฟัง ไม่ใช่การตัดสิน เพราะในท้ายที่สุด การดูถูกผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือการดูถูกเจ้าของประเทศ
1
====
5. ทำไมบางพรรคชนะ แม้ไม่ดัง หรือถูกยี้ในโซเชียล?
สิ่งที่ผลเลือกตั้งสะท้อน คือการเมืองไทยยังคงขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายในพื้นที่ การทำงานต่อเนื่อง และความสัมพันธ์ระดับชุมชน
พรรคการเมืองที่ลงพื้นที่สม่ำเสมอ มีผู้แทนที่เข้าถึงได้ และสามารถช่วยแก้ปัญหาจริงในระดับท้องถิ่น มักได้รับความไว้วางใจมากกว่าพรรคที่แข็งแรงเฉพาะในโลกออนไลน์
ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือความต่างระหว่าง “การสื่อสาร” กับ “การสร้างความสัมพันธ์”
โซเชียลช่วยสร้างกระแสได้รวดเร็ว

แต่ความสัมพันธ์ในพื้นที่สร้างความเชื่อมั่นได้ยาวนานกว่า พรรคที่เข้าใจจุดนี้ จึงสามารถเติบโตแม้ไม่ปรากฏในกระแสออนไลน์
====
6. ถ้าอยากเปลี่ยนประเทศ ต้องชนะในโลกจริง?
หากพรรคการเมืองรุ่นใหม่ต้องการเปลี่ยนประเทศจริง บทเรียนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญมีอย่างน้อยสี่ข้อ
1. ออกจากโลกออนไลน์ ไปสร้างฐานในพื้นที่จริง
2. สร้างผลงานที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่คำพูดในสภา
3. เรียนรู้การประนีประนอมและสร้างพันธมิตร
4. ฟังเสียงคนที่คิดต่างอย่างจริงใจ
การเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ใช่การปฏิวัติในวันเดียว แต่เป็นกระบวนการสะสมความเชื่อมั่นระยะยาว
“การเมืองที่ยั่งยืน ไม่ได้วัดจากเสียงเชียร์ที่ดังที่สุด แต่จากความไว้วางใจที่มั่นคงที่สุด”
1
====
คำถามสุดท้าย คือ “ประเทศไทยไม่พร้อม หรือการเมืองใหม่ยังไม่พร้อม?“
หลังการเลือกตั้ง หลายคนพูดว่า “ประเทศนี้ยังไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง”
แต่คำถามที่อาจสำคัญกว่า คือ
* หรือการเมืองแบบใหม่ ยังไม่พร้อมสำหรับโลกจริง?
* การเปลี่ยนประเทศไม่ได้เกิดจากการชนะในโลกโซเชียล แต่เกิดจากการชนะใจผู้คนในชีวิตจริง
* เพราะในท้ายที่สุด คะแนนเสียงไม่ได้อยู่ในมือถือ แต่อยู่ในมือประชาชนที่เดินไปหย่อนบัตรหน้าคูหา
* และตราบใดที่การเมืองยังไม่เข้าใจโลกจริง ผลเลือกตั้งก็จะยังทำให้หลายคนตื่นจากความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คำถามจึงไม่ใช่ใครควรชนะ แต่คือ “ใครเข้าใจประชาชนมากพอจะชนะในโลกความจริง?” เพราะอนาคตของการเมืองไทย ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีการสื่อสาร หรือกลยุทธ์ออนไลน์เพียงอย่างเดียว
1
แต่อยู่ที่ความสามารถในการทำให้ผู้คนรู้สึกว่า ชีวิตของเขาดีขึ้นจริง และเมื่อถึงวันนั้น การเมืองไทยอาจไม่ต้องถามว่าใครชนะเลือกตั้ง แต่จะถามว่า ประเทศได้ผู้นำที่เข้าใจประชาชนจริงหรือไม่?
1
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#ThaiPolitics
#ElectionAnalysis
#LeadershipLesson
#RealityCheck
โฆษณา