Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กุ้ยหลิน
•
ติดตาม
9 ก.พ. เวลา 09:45 • ประวัติศาสตร์
ความฝันในหอแดง 70 นกน้อยในกรง
สีเหยินไปพบหวางฮูหยินกลับมาถึง เป่าวี่ตื่นแล้ว ถามนางว่ามีเหตุอันใด สีเหยินตอบอย่างขอไปที พอตกเย็นปลอดคนแล้ว จึงเล่าให้ฟังโดยละเอียด เป่าวี่ยินดีจนไม่อาจระงับ ยิ้มกับนางว่า
“ข้ารอดูว่าเจ้าจะกลับบ้านอีกหรือไม่ คราวก่อนที่เจ้าไปเยี่ยมบ้าน กลับมาถึงก็บอกว่าพี่ชายจะมาไถ่ตัวเจ้า บอกอีกว่าอยู่ที่นี่ไม่มีอนาคต ในที่สุดเป็นอย่างไร ทั้งยังพูดจาตัดรอนไร้ไมตรีข่มขู่ข้า จากนี้ไปข้ารอดูว่าใครจะมาพาเจ้าออกไปอีก”
สีเหยินฟังแล้วยิ้มเยาะว่า “ท่านอย่ามาพูดดีไป นับจากนี้ ข้าเป็นคนของไท่ไท่แล้ว ข้าจะไป ไม่จำเป็นต้องบอกท่าน เพียงแจ้งไท่ไท่ก็ไปได้”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ต่อให้ข้าไม่ดี เจ้าแจ้งท่านแม่แล้วไป คนอื่นรู้ว่าข้าไม่ดีแล้วเจ้าตีจากไป ก็ไม่ได้ดีกับเจ้า”
สีเหยินยิ้มว่า “ไม่ได้ดีอย่างไร ถึงจะเป็นมหาโจร ข้าก็จะติดตามเขาไป ไม่อย่างนั้น ยังมีอีกทางคือตาย ชีวิตคนร้อยปี ที่สุดก็ต้องตาย สิ้นลมแล้วไม่รู้ไม่เห็นอะไรอีก”
เป่าวี่รีบเอามือปิดปากนางไว้ว่า “พอ พอ อย่าพูดอย่างนี้”
สีเหยินรู้ดีว่าเป่าวี่มีนิสัยประหลาด พอได้ฟังคำสอพลออันเป็นมงคล ก็แสดงความรังเกียจว่าไม่จริงใจ พอได้ฟังคำจริงมีเหตุผล ก็รู้สึกเศร้าสร้อย สีเหยินรู้สึกเสียใจที่ตนก้าวร้าวเกินไป รีบยิ้มแล้วเปลี่ยนหัวข้อไปคุยเรื่องที่เป่าวี่ชอบ เริ่มจากวันเวลาที่มีความสุขสดใส ไปจนถึงเรื่องสาวน้อยหน้ามน พอพูดถึงเรื่องเป็นสตรีดีเช่นไร กลับไถลไปพูดถึงความตายของสตรีโดยไม่รู้ตัว จนสีเหยินต้องรีบหุบปากเงียบ
เป่าวี่สนทนาติดลมถึงตอนเข้มข้น เห็นจู่ๆ เงียบไป จึงยิ้มว่า
“มีใครบ้างไม่ตาย ขอเพียงตายดีมีความหมาย พวกหนวดเครารุงรัง 须眉浊物 (บุรุษ) มักนิยมว่า
文死谏 武死战
บุ๋นตายด้วยทัดทาน
บู๊ตายด้วยการศึก
นับเป็นการตายอย่างชาติชายไว้ชื่อ ปลุกปั่นกันเข้าไป หารู้ไม่ว่า ไม่ตายมีข้อดีกว่า
ประมุขเลอะเลือนจึงมีการทัดทาน มัวห่วงสร้างชื่อแล้วพลีชีพ ชะตาราชบัลลังก์ต่อไปเป็นเช่นไร
ขัดแย้งทางทหารจึงมีการศึก มัวห่วงสร้างชื่อแล้วพลีชีพ ชะตาบ้านเมืองต่อไปเป็นเช่นไร
นี่จึงไม่ใช่การตายที่สมควร”
สีเหยินไม่รอให้พูดจบ ชิงกล่าวว่า
“ขุนนางภักดีขุนพลกล้า ตายโดยไม่มีทางเลือก”
เป่าวี่ว่า “ขุนพลอาศัยกำลัง ดุเดือดเลือดพล่าน ไร้ซึ่งแผนการ ตนเองไร้ความสามารถ ตายไปเสียเปล่า นี่ไม่มีทางเลือกหรือ ขุนนางพลเรือนยิ่งเทียบไม่ได้กับขุนนางทหาร รู้จดจำตำราอยู่สองเล่ม ราชสำนักผิดพลาดเพียงน้อย คอยทูลเตือนเหลวไหล ฟังแล้วขัดหู ขอให้ได้ชื่อว่าจงรักภักดี ถึงกับพลีชีพ นี่ไม่มีทางเลือกหรือ
พึงจำไว้ว่า ราชสำนักรับบัญชาสวรรค์ หากมิใช่อริยะบุคคล สวรรค์ก็ไม่มอบภาระอันหนักอึ้งนี้ให้ พึงรู้ไว้ด้วยว่าการตายเปล่าเพื่อชื่อเสียงนั้นหาได้สนองเจตนารมณ์อันชอบธรรมของฟ้าดิน
อย่างเช่นตัวข้า หากโชคดีตายลงต่อหน้าพวกเจ้าในเวลานี้ ยังมีพวกเจ้าหลั่งน้ำตาให้จนกลายเป็นสายธารใหญ่ ลอยศพข้าไปยังสถานที่เงียบสงบวิเวกแล้วสลายไปกับสายลมไม่กลับมาเกิดใหม่เป็นคนอีก ก็นับว่าข้าตายถูกเวลา”
สีเหยินฟังแล้วเห็นว่าบ้ากันไปใหญ่ จึงบอกว่า
“ข้าเหนื่อยแล้ว”
แล้วไม่สนใจเป่าวี่อีก เป่าวี่หลับตาลงแล้วหลับไป
วันรุ่งขึ้น เป่าวี่เดินเที่ยวไปทั่วจนเบื่อ นึกถึงบทเพลงในเรื่อง 《ศาลาโบตั๋น 牡丹亭》 อ่านเสียสองเที่ยว ยังไม่จุใจ จำได้ว่าในหมู่สิบสองสาวลานหอมสาลี่ 梨香院 มีนักแสดงตัวนางชื่อ หลิงกวน 龄官 ขับร้องได้ไพเราะ จึงเดินออกทางประตูหัวมุมออกมาหา ขุยกวน 葵官 เย่ากวน 药官 อยู่ในลานบ้าน เห็นเป่าวี่เดินมา จึงยิ้มต้อนรับแล้วเชิญนั่ง
เป่าวี่ถามว่า “หลิงกวนอยู่ไหม”
ทั้งสองว่า “อยู่ที่ห้องของนาง”
เป่าวี่รีบมาหานางที่ห้อง เห็นหลิงกวนนอนหนุนหมอนอยู่ เห็นเป่าวี่เข้ามา ก็ยังไม่ขยับ เป่าวี่นั่งลงข้างกายนาง อย่างเช่นที่เคยปฏิบัติกับพวกสาวใช้อยู่เป็นประจำ เป่าวี่คิดว่าหลิงกวนคงเหมือนกับคนอื่น จึงขยับเข้าใกล้พร้อมทั้งยิ้มแล้วขอให้ช่วยร้องเพลงชุด “เหนี่ยวฉิงซือ 袅晴丝” ให้ฟัง
หลิงกวนไม่คุ้นเคยด้วย รีบลุกขึ้นถอยหลบแล้วกล่าวขึงขังว่า
“เสียงข้าแหบ วันก่อนในวังตามพวกเราเข้าไป ข้าก็ไม่ได้ร้อง”
เป่าวี่เห็นนางนั่งตัวแข็ง เพ่งดูหน้าอีกที ที่แท้นางก็คือคนที่อยู่ใต้ระแนงรั้วกุหลาบเมื่อวันก่อนนั่งเขียนคำว่า “เฉียง 蔷” เป่าวี่ไม่เคยถูกใครผลักไสมาก่อน เห็นท่าทางของนาง ก็รู้สึกเคอะเขิน หน้าแดง ต้องรีบออกมา
พวกเย่ากวนไม่รู้ว่าทำไมหน้าแดง จึงถามดู เป่าวี่เล่าเรื่องให้ฟัง เป่ากวน 宝官 ยิ้มว่า
“รอสักครู่ นายรองเฉียง 蔷二爷 มาแล้ว เขาบอกให้นางร้อง นางก็ร้อง”
เป่าวี่ถามงงๆ ว่า “พี่เฉียงไปไหน”
เป่ากวนว่า “เพิ่งออกไป หลิงกวนคงต้องการอะไร เขาถึงออกไปหามาให้”
เป่าวี่ฟังแล้วประหลาดใจ สักพัก เห็นเจี่ยเฉียง 贾蔷 เดินเข้ามาจากข้างนอกในมือหิ้วกรงนกมาด้วย ในกรงมีเวทีเล็กๆ มีนกเกาะอยู่ตัวหนึ่ง เจี่ยเฉียงเดินอย่างกระปรี้กระเปร่าจะเข้าไปหาหลิงกวน พอเห็นเป่าวี่ก็หยุดยืน เป่าวี่ถามว่า
“นกอะไร”
เจี่ยเฉียงยิ้มว่า “นกหัวหยก 玉顶儿 คาบธงเล่นงิ้วได้ด้วย”
เป่าวี่ว่า “ราคาเท่าไร”
เจี่ยเฉียงว่า “หนึ่งตำลึงเงินแปดเฉียน”
พูดแล้วก็เชิญเป่าวี่นั่ง ส่วนตนเองเข้าไปหาหลิงกวน
เป่าวี่ตอนนี้หมดอารมณ์จะฟังเพลงแล้ว อยากจะรู้มากกว่าว่าเจี่ยเฉียงกับหลิงกวนสัมพันธ์กันอย่างไร
เจี่ยเฉียงเดินเข้าไปในห้องยิ้มว่า
“เจ้ามาดูของเล่นนี่”
หลิงกวนลุกขึ้นถามว่า “คืออะไร”
เจี่ยเฉียงว่า “ซื้อนกมาให้เจ้าเล่น จะได้ไม่ต้องเหงาทั้งวัน ข้าเล่นให้ดูก่อน”
ว่าแล้วก็หยิบเมล็ดพืชมาล่อนก นกอยู่บนเวทีคาบหน้ากากผีบ้าง ธงบ้างโลดแล่นดังแสดงบนเวที พวกเด็กสาวต่างหัวเราะชอบใจ จะมีเพียงหลิงกวนที่แค่นหัวเราะเยาะสองครั้ง แล้วงอนกลับไปนอน
เจี่ยเฉียงยังคงยิ้มแล้วถามว่า “ดีไหม”
หลิงกวนว่า “บ้านท่านอยู่ดีดีก็เอาพวกเรามาขังไว้ในคุกนี้ ฝึกให้แสดงอะไรไร้สาระยังพอว่า นี่ยังเอานกมาขังแล้วฝึกแสดงอย่างเดียวกัน เห็นได้ว่าล้อเลียนพวกเรา ยังมาถามว่า ดีไหม”
เจี่ยเฉียงได้ฟังต้องถลันลุกขึ้นรีบสบถสาบานต่อเทพเจ้า แล้วว่า
“วันนี้ข้าเลอะเลือนเหลวไหล เปลืองเงินเปล่าหนึ่งถึงสองตำลึง หวังจะช่วยเจ้าคลายเหงา ไม่เคยคิดถึงเรื่องที่ว่า เอาเถิด ทำทานไถ่ชีวิตอุทิศให้เจ้าพ้นโพยภัย”
ว่าแล้วก็ปล่อยนกไปแล้วทำลายกรงทิ้งเสีย
หลิงกวนว่า “นกตัวนั้นถึงจะไม่ใช่คน แต่ก็มีครอบครัวรออยู่ในรัง ท่านจับมันมาฝึกการละเล่นไร้สาระ ทนดูได้หรือ วันนี้ข้าไอออกมาเป็นเลือดสองครั้ง ไท่ไท่ส่งคนไปตามท่านให้ไปเชิญหมอมาตรวจอาการ ท่านกลับเอานี่มาล้อข้าเล่น ไม่มีใครสนใจใยดีข้า กรรมที่ต้องมาป่วย”
เจี่ยเฉียงรีบบอกว่า “เมื่อเย็นวานข้าถามหมอแล้ว ท่านว่า “ไม่เป็นไร กินยาสองเทียบ วันหลังค่อยมาตรวจใหม่” ใครจะรู้ว่าวันนี้ยังมีเลือดออกอีก ข้าจะไปเชิญท่านมาตอนนี้เลย”
ว่าแล้วก็ออกไปเชิญ
หลิงกวนเรียกไว้ว่า “หยุดก่อน ตอนนี้ไอแดดร้อนจนเป็นพิษ ถึงท่านไปเชิญมา ข้าก็ไม่ตรวจ”
เป่าวี่เห็นสภาพการณ์แล้วถึงกับอึ้ง เข้าใจแล้วว่าทำไมนางถึงได้เขียนแต่คำว่า “เฉียง 蔷” เป่าวี่ไม่ทนดูต่อไป หันหลังกลับ เจี่ยเฉียงมัวแต่ห่วงหลิงกวน ไม่ได้มาสนใจเป่าวี่ จึงเป็นเด็กสาวผู้อื่นที่เดินมาส่ง
เป่าวี่เดินคิดทบทวนอย่างมึนงงจนกระทั่งมาถึงลานชื่นแดง ไต้วี่กับสีเหยินกำลังนั่งสนทนากันอยู่ เป่าวี่เดินมาหาสีเหยิน ถอนหายใจยาวว่า
“ที่ข้าพูดเมื่อวานเย็น ผิดทั้งหมด มิน่าเล่า ท่านพ่อถึงได้ว่าข้าเป็น “กบในกะลา 管窥蠢测 (มองโลกผ่านรูกระบอก ใช้กระบวยตวงทะเล)” เมื่อคืนที่ว่าน้ำตาของพวกเจ้ามีไว้หลั่งฝังร่างข้าผู้เดียว ก็ผิดอีก ข้าคงไม่อาจเก็บของพวกเจ้ามาเป็นของข้าทั้งหมด จากนี้ไป น้ำตาของใครก็ของคนนั้น”
สีเหยินคิดว่าเมื่อวานเป่าวี่พูดเล่น และคงลืมไปแล้ว พอยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีก จึงยิ้มว่า
“ท่านก็ดูเหมือนจะบ้าไปจริงๆ อยู่เหมือนกัน”
เป่าวี่นิ่งเงียบไม่ตอบ สำนึกแล้วว่าเรื่องของพรหมลิขิตมีกำหนดไว้ล่วงหน้ามิอาจฝืน แต่ก็แอบเสียใจว่า
“ต่อไปไม่รู้จะมีใครหลั่งน้ำตาฝังร่างข้า”
ไต้วี่เห็นว่าเป่าวี่อยู่ในสภาพนี้คงไม่พ้นถูกผีเข้า ไม่สนใจถาม แต่กล่าวว่า
“ข้าเพิ่งไปหาท่านน้าหญิงมา (หวางฮูหยินแม่ของเป่าวี่) บอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของแม่น้าเซวีย ให้ข้ามาถามเจ้าว่าจะไปหรือไม่ไป เจ้าก็ส่งคนไปเรียนท่านด้วย”
เป่าวี่ว่า “คราวก่อน แม้งานของท่านลุงใหญ่ (เจี่ยเส้อ) ข้าก็ไม่ได้ไป คราวนี้ถ้าข้าไปก็ต้องไปเจอผู้คน ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น อากาศร้อนขนาดนี้ ต้องมาใส่ชุดใหญ่อีก ข้าไม่ไปน้าหญิงก็ไม่ว่าหรอก”
สีเหยินรีบบอกว่า “พูดได้อย่างไรกัน เอาไปเปรียบกับท่านลุงใหญ่ ท่านอยู่ใกล้แค่นี้ ทั้งเป็นญาติกัน ถ้าไม่ไปมีหรือท่านจะไม่คิด ถ้าท่านกลัวร้อน ก็ตื่นแต่เช้า รีบไปคำนับ ดื่มน้ำชาแล้วกลับ ยังน่าดูกว่า”
เป่าวี่ไม่ทันตอบ ไต้วี่ชิงยิ้มว่า
“เจ้าเห็นแก่คนที่ช่วยปัดยุง ก็สมควรไป”
เป่าวี่ไม่เข้าใจความหมาย รีบถามว่า “ปัดยุงอะไร”
สีเหยินจึงเล่าว่าเมื่อวานตอนที่นอนกลางวันไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน คุณหนูเป่ามานั่งเฝ้าปัดยุงให้
เป่าวี่ได้ฟังรีบว่า “ไม่สมควร ทำไมข้าถึงได้หลับไป เสียมารยาทต่อนาง” แล้วกล่าวต่อว่า
“พรุ่งนี้ข้าต้องไป”
ระหว่างสนทนา พลันเห็นเซียงหยุนสวมชุดเรียบร้อยมากล่าวลาว่าทางบ้านส่งคนมารับ เป่าวี่ ไต้วี่รีบลุกขึ้นเชิญนั่ง เซียงหยุนไม่นั่ง เป่าวี่ ไต้วี่จึงมาส่งนางถึงหน้าประตู เซียงหยุนน้ำตาคลอ แต่เนื่องจากคนทางบ้านเดินนำหน้าอยู่ จึงไม่กล้าระบาย สักครู่ เป่าไชรีบมาถึง แม้อาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้ไป แต่รู้ดีว่าถ้าคนทางบ้านกลับไปฟ้องอาหญิงคงเกิดเรื่อง
เดินมาส่งกันถึงประตูสอง เป่าวี่อยากจะไปส่งต่ออีกระยะ แต่เซียงหยุนปรามไว้ แล้วหันมากระซิบกับเป่าวี่ว่า
“ถ้าเหล่าไท่ไท่ไม่ได้คิดถึงข้า เจ้าก็พูดถึงข้าให้ท่านฟังบ่อยๆ ข้าจะรอเหล่าไท่ไท่ส่งคนไปรับข้ามา”
เป่าวี่รับปาก มองตามจนนางขึ้นรถไป แล้วจึงพากันกลับ
(จบบทที่สามสิบหก)
กล่าวถึงเจี่ยเจิ้ง นับแต่เจ้าจอมหยวนกลับจากเยี่ยมญาติแล้ว ก็รับราชการด้วยความแข็งขันยิ่งขึ้นเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ ฮ่องเต้ทรงเห็นว่าเจี่ยเจิ้งเป็นคนซื่อตรง ชื่อเสียงมิมีด่างพร้อย แม้จะไม่ได้ผ่านการสอบเข้ารับราชการ แต่เป็นเชื้อสายตระกูลบัณฑิต จึงแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษให้เป็น เสวียไช 学差 (ผู้ตรวจการการศึกษา) ให้ออกตรวจตราตามหัวเมือง เจี่ยเจิ้งรับพระราชโองการแล้วเลือกวันออกเดินทางเป็นวันที่ยี่สิบเดือนแปด สักการะศาลบรรพชน คารวะแม่เฒ่าเจี่ยแล้วออกเดินทาง
ตอนก่อนหน้า : ขึ้นเงินเดือนสีเหยิน
https://www.blockdit.com/posts/6984702c6d6eba8bd4263cff
ตอนถัดไป : ฉายากวี
บันทึก
4
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความฝันในหอแดง
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย