10 ก.พ. เวลา 11:27 • ข่าวรอบโลก

ความเหมือนที่แตกต่าง…

ญี่ปุ่นเลือกตั้งในวันเดียวกับเรา และผลก็เหมือนเรา
คือได้รัฐบาลหน้าเดิม และเป็นฝ่ายขวาเหมือนกัน
เพียงแต่ทางญี่ปุ่น เจ๊ซานาเอะแกชนะด้วยสัดส่วนมากกว่าเยอะ
สื่อฝรั่งหลายสำนัก เขียนถึงทั้งสองที่ว่า เป็นผลมาจาก
การเล่นกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ
จนกลายเป็นแรงผลักดันให้ฝ่ายการเมืองที่มีแนวคิดชาตินิยม
เป็นฝ่ายได้เปรียบ จนชนะการเลือกตั้งได้
…แต่จริงๆถ้าเรามองลึกลงไปถึงคะแนน มันต่างกันมาก…
ที่ญี่ปุ่น เจ๊ซานาเอะ ชนะได้เนี่ยเพราะชาตินิยมชัดเจน
แบบไม่มีข้อกังขาเลยแม้แต่น้อย
แต่ที่ไทย ผมคิดว่าสื่อฝรั่งวิเคราะห์ได้ไม่ถูกต้องนัก
เพราะถ้าเขาเข้าใจจริงๆ จะพบว่าภูมิใจไทย
ไม่ได้ชนะด้วยชาตินิยม
แต่เป็นท้องถิ่นนิยมต่างหาก
หรือก็คือในกรณีภูมิใจไทย มันคือชัยชนะของเจ้าพ่อภูธร
และอีกส่วนคือแนวคิดแบบกลัวการปฏิรูปจากพรรคคู่แข่งมากกว่า
ในกรณีของคนในเมืองสายอนุรักษ์นิยม
มันไม่ใช่ว่าพวกเขาชอบภูมิใจไทย ที่มีคุณเนวินอยู่ข้างหลัง
เพียงแต่เกลียด หรือกลัวฝ่ายปฏิรูปมากกว่า จึงจำใจเลือก
พรรคภูมิใจไทย มันไม่ใช่การสนับสนุนที่แท้จริงอะไรนัก
และไม่ใช่ชนะด้วยแนวคิดชาตินิยมแต่อย่างใด
คือ มันมีผลบ้าง แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก
ทำไมกล้าพูดน่ะเหรอ…
ง่ายมากครับ ลองดูคะแนนปาร์ตี้ลิสต์สิ
ถ้าคนเลือกคุณอนุทินและภูมิใจไทยเพราะแนวคิดชาตินิยม
หรือเพราะจุดยืนทางการเมืองเป็นหลักจริง ๆ
เหตุใดจึงไม่เลือกทั้งสองใบ ให้ชนะอีกฝ่ายขาดลอยไปเลย ?
และหากมีลักษณะของการสนับสนุนชาตินิยม หรืออนุรักษ์
แบบสุดขั้วจริงๆ ทำไมคะแนนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหา
อนุรักษ์นิยมสุดๆฉบับนี้ ถึงถูกเสียงส่วนมากบอกว่า
ควรแก้ ให้มีฉบับใหม่แบบขาดลอย ?
คะแนนเลือกตั้งในไทย มันมีความย้อนแย้งค่อนข้างมาก
มากในระดับที่บอกได้ว่า ชาตินิยมไม่น่าใช่ตัวแปรหลัก
และไม่สามารถบอกได้ด้วยซ้ำ ว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์
…ซึ่งก็ไม่เข้าใจนักเหมือนกัน กับการวิเคราะห์ของสื่อฝรั่ง….
สำหรับประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ที่นำมาสู่ประเด็นชาตินิยม ของทั้งไทยและญี่ปุ่น
ก็มีความแตกต่างกันมาก จึงย่อมให้ผลต่างกัน
ถ้าเราดูที่คู่กรณีของทั้งไทยและญี่ปุ่น
เราจะพบว่า มันต่างกันมากจนเทียบกันไม่ได้
กรณีของญี่ปุ่น พวกเขาในปัจจุบัน ถ้าเทียบกับคู่กรณี
ญี่ปุ่นจะอยู่ในสถานะมวยรอง และเป็นรองมาก จนดูไม่มั่นคง
ส่วนกับไทย อยู่ในสถานะมวยต่อ ที่ต่อแบบไม่มีใครกล้ารอง
กับกัมพูชาแล้ว ชาตินิยมของคนไทย จึงเป็นเพียงความรู้สึก
ถึงเรื่องศักดิ์ศรี และความรำคาญมากกว่า
มันไม่ใช่ปัญหาความมั่นคงที่จริงจังอะไรนัก
ความแตกต่างของระดับความรุนแรงในความขัดแย้งนี่เอง
ทำให้ความรู้สึกชาตินิยมต่างกัน
ญี่ปุ่นมองว่าพวกเขาติ๋มมานานเกินไป ทั้งที่มีเงิน
มีเทคโนโลยีที่จะทำให้ไม่เป็นรองขนาดนี้
ก็เลยสนับสนุนรัฐบาลสายเหยี่ยวที่จะมาทำให้กองทัพแกร่งขึ้น
หรือก็คือ ชาตินิยมของญี่ปุ่น มาจากความรู้สึกไม่ปลอดภัย
และต้องเอาตัวรอดจริงๆ มันจึงเป็นกระแสที่แท้และรุนแรง
ในขณะที่ไทยนั้น กระแสเหล่านี้อาจจุดติดในพื้นที่ชายแดน
ที่ได้รับผลกระทบ แต่กับคนนอกพื้นที่ คนไทยเป็นเพียง
ความรู้สึกรำคาญ และต้องรักษาศักดิ์ศรีเท่านั้นเอง
ลึกๆ ในใจคนไทยทุกคนก็รู้ ว่าถ้ารบกันจริงๆเขมรไม่มีทางชนะ
คนไทยส่วนมากจึงไม่ได้รู้สึกไม่ปลอดภัยเหมือนคนญี่ปุ่น
ที่มีปัญหากับระดับสองมหาอำนาจนิวเคลียร์แถมด้วยเกาหลีเหนือ ซึ่งถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง คงไม่ได้
…มันจึงเป็นกระแสชาตินิยมคนละระดับ ที่ไม่สามารถนำมา
วิจารณ์ร่วมกันได้เลย แม้ผลเลือกตั้งจะอยู่กับฝ่ายขวาก็ตาม…
โดยเนื้อแท้ ในการเมืองไทยคงมีแต่พรรคส้มเท่านั้น
ที่มีสถานะและจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน มั่นคงที่สุด
และไม่ยึดโยงกับการเป็นพรรคท้องถิ่นนิยม
ในขณะที่ภูมิใจไทยนั้น ว่ากันตามจริง พวกเขาเป็นพรรค
ที่อยู่ในระดับแค่ “เอียงขวา” และมีสถานะแบบเป็นพรรค
ท้องถิ่น หรือภูมิภาคนิยม ที่อิงกับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นเป็นหลัก
จริงๆแล้ว ถ้าจะพูดถึงพรรคฝ่ายขวาจริงๆ
พรรคพลังประชารัฐ หรือรวมไทยสร้างชาติสมัยพวกลุงๆ
ยังพูดได้เต็มที่ได้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยเสียอีก
ชัยชนะของภูมิใจไทย จึงไม่ใช่ชัยชนะของอุดมการณ์
หรือกระแสชาตินิยม อย่างที่ฝรั่งเข้าใจ
แม้การชูสถาบัน จะมีส่วนกับคะแนนในบางส่วนก็ตาม
แต่ชัยชนะของภูมิใจไทย มันคือชัยชนะของส่วนท้องถิ่น
ที่มีต่อคนในส่วนกลาง
ซึ่งไม่ผิดเลย หากจะทำให้คนที่เลือกภูมิใจไทยมา
ได้ประโยชน์สมเจตนาของคนในท้องถิ่น
เพราะคนต่างจังหวัด คือคนส่วนมาก
หากภูมิใจไทย ตอบแทนการสนับสนุน
ด้วยการทำให้ท้องถิ่นต่างๆนั้นดีขึ้น
ชาติมันก็จะดีไปด้วย และคงไม่มีใครไม่ชอบ
ถ้าทุกอย่างมันเป็นแบบนั้น
แต่ถ้าไม่ทำให้ดี มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร
…ถ้าแบบนั้น ….
…มันจะเป็นเพียงการหลอกคนบ้านๆ เพื่ออำนาจ…
…ก่อนทอดทิ้งอย่างไม่ไยดี เหมือนที่เคยเป็นมา ก็เท่านั้น…
โฆษณา