13 ก.พ. เวลา 02:26 • ประวัติศาสตร์

หญิงกรีนแลนด์เคยถูกเดนมาร์กบังคับใส่ห่วงคุมกำเนิด

ภายใต้แรงกดดันจากอเมริกาที่มองกรีนแลนด์เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญบนกระดานภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ใครหลายคนมองว่า การจับมือกันให้แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างกรีนแลนด์และเดนมาร์ก จะเป็นประโยชน์ให้ทั้งสองชาติ(จริงๆกรีนแลนด์เป็นพื้นที่ปกครองพิเศษ) ผ่านวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี
แต่สิ่งที่หลายคนไม่ได้พูดถึงมากนัก คือบาดแผลระหว่างความสัมพันธ์ของชาวเดนมาร์ก และชาวอินูอิด ที่เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลซึ่งน้อยคนจะพูดถึง
หลังจากนอร์เวย์ลดอิทธิพลลงในดินแดนกรีนแลนด์ กรีนแลนด์ก็อยู่ในสถานะรัฐอาณานิคมของเดนมาร์กเรื่อยมาก จนกระทั่งต้นทศวรรษ 1960 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กระแสนการเรียกร้องเอกราชลุกลามทั่วโลก นำมาสู่การสิ้นสุดของยุคล่าอาณานิคม
เดนมาร์กเริ่มกังวลต่อการเติบโตของประชากร ในกรีนแลนด์ ซึ่งในสายตาของรัฐเดนมาร์กคือดินแดนอาณานิคมที่ต้องบริหารจัดการ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ งบประมาณสวัสดิการ และภาพลักษณ์ความเป็นรัฐสวัสดิการสมัยใหม่
spiral case หรือการบังคับคุมกำเนิดอย่างเป็นระบบจึงถือกำเนิดขึ้น ตั้งแต่ปี 1966 เป็นต้นมา มีการจัดตั้งโครงการ IUD ในเขตการแพทย์ 17 แห่ง โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการลดอัตราเกิด โดยในช่วงปี 1966–1970 ระบุว่าประมาณครึ่งหนึ่งของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ในกรีนแลนด์ราว 4,500 คนถูกใส่ห่วงคุมกำเนิด และอัตราการเกิดลดลงราวครึ่งหนึ่งในช่วงต้นทศวรรษ 1970
หญิงกรีนแลนด์จำนวนมากไม่เคยได้รับข้อมูลครบถ้วน ไม่ได้ถูกถามความยินยอม บางคนเป็นเด็กหญิงที่ถูกเรียกไปพบแพทย์โดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตน ร่างกายของผู้หญิงอินูอิตถูกมองไม่ใช่ในฐานะปัจเจกบุคคลที่มีสิทธิ หากแต่เป็นตัวแปรในการจัดการประชากรเพื่อการควบคุมและปกครอง
ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ในยุคนี้ถูกใส่หัวว่านี่คือ“การป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์” “การปรับโครงสร้างสังคม” หรือ “การช่วยให้ผู้หญิงมีโอกาสเรียนต่อและทำงาน” แต่ในทางปฏิบัติ หญิงจำนวนมากเล่าว่าพวกเธอพบกับความเจ็บปวด เลือดออกเรื้อรัง การติดเชื้อ และความสับสนว่าทำไมร่างกายตัวเองจึงเปลี่ยนไปโดยไม่เคยได้รับคำอธิบาย
Naja Lyberth หนึ่งในเหยื่อของมาตรการในยุคนั้น เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวท้องถิ่นว่า เล่าถึงการถูกใส่ห่วงคุมกำเนิดตอนยังเป็นเด็ก การคุมกำเนิดเหล่านี้ขาด “ความยินยอมโดยรู้จริง” อย่างเป็นระบบ และมีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงอินูอิตในฐานะชนพื้นเมือง รายงานดังกล่าวกลายเป็นฐานให้รัฐบาลเดนมาร์กยอมรับความรับผิดชอบ พร้อมตั้งกองทุนชดเชยและกล่าวขอโทษโดยเรียกเหตุการณ์นี้ว่า "ยุคมืด" ในประวัติศาสตร์ของสองชนชาติ
1
จนเมื่อช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ Jens-Frederik Nielsen
ออกมาแถลงขอโทษอย่างเป็นทางการต่อชาวอินูอิต พร้อมกล่าวว่า “ถึงเวลาแล้ว” ที่เดนมาร์กต้องออกคำขอโทษอย่างเป็นทางการ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ถึงแม้ประวัติศาสตร์บาดแผล จะมีอยู่ใรแทบทุกความสัมพันธ์ระหว่างชนชาติ แต่สิ่งที่ชนชาติอื่นมีไม่เหมือนกรีนแลนด์และเดนมาร์ก คือความไว้วางใจ การพึ่งพาอาศัย และการมีอุดมการณ์หลายอย่างร่วมกัน เด็กหลายคนในยุคนี้เป็นสายเลือดผสมระหว่างสองชนชาติ ทำให้ในอนาคต สองชาตินี้จะมีแต่แน่นแฟ้นกันมากขึ้น ไม่ว่ากรีนแลนด์ จะเป็นชาติเอกราชหรือไม่ก็ตาม
อ้างอิง
Euronews. Denmark to pay €40,000 each to Greenlandic women and girls who were forcibly given contraception [Internet]. Euronews; 2025 Dec 10 [cited 2026 Feb 12]. Available from: https://www.euronews.com/health/2025/12/10/denmark-to-pay-40000-each-to-greenlandic-women-and-girls-who-were-forcibly-given-contracep
โฆษณา