8 ชั่วโมงที่แล้ว • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ทำไมต้อง QWERTY? กับเหตุผลที่แป้นพิมพ์ไม่เรียงแบบ ABCDEF

เคยสังเกตกันไหมครับว่า ในชีวิตประจำวันของเรามีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีตและเน้นประสิทธิภาพสูงสุด
ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟนที่ประมวลผลได้รวดเร็ว หรือรถยนต์ไฟฟ้าที่เงียบกริบและประหยัดพลังงาน
แต่เชื่อหรือไม่ว่า มีสิ่งหนึ่งที่เราทุกคนต้องใช้งานมันอยู่ทุกวัน วันละหลายชั่วโมง
แต่กลับมีดีไซน์ที่ดูขัดแย้งกับหลักการของความง่ายและความรวดเร็วอย่างสิ้นเชิง สิ่งนั้นก็คือ “Keyboard” ที่วางอยู่ตรงหน้าเรา
ลองก้มลงไปมองที่แป้นพิมพ์ แล้วไล่สายตาดูตัวอักษรแถวบนสุดจากซ้ายไปขวา
คุณจะพบกับชุดตัวอักษรที่เรียงกันว่า “QWERTY” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการสุ่มวางตำแหน่งอย่างไม่มีทิศทาง
ทำไมเราถึงไม่เรียงตัวอักษรเป็น “ABCDEF” ให้เหมือนกับที่เราท่องจำกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล
หรือทำไมไม่เอาตัวอักษรที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดมาวางไว้ตรงกลาง เพื่อให้นิ้วของเรากดยากน้อยที่สุด
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นจากการออกแบบที่ผิดพลาด
แต่มันคือผลลัพธ์ของการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์และเทคโนโลยีที่กินเวลายาวนานกว่า 150 ปี
และที่สำคัญคือ มันเป็นมรดกตกทอดจากยุคที่โลกยังไม่มีไฟฟ้าใช้
เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ “1860” ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ในยุคนั้นการสื่อสารระยะไกลยังต้องพึ่งพาโทรเลข และงานเอกสารทั้งหมดต้องเขียนด้วยลายมือที่อ่านยากบ้างง่ายบ้าง
ท่ามกลางความยุ่งยากนี้ ชายผู้หนึ่งนามว่า “Christopher Scholes” ได้พยายามคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่จะเข้ามาปฏิวัติการเขียนของมนุษยชาติ นั่นคือเครื่องจักรที่เราเรียกว่า “Typewriter”
ในโมเดลแรกๆ ที่เขาจดสิทธิบัตรเมื่อปี “1867” หน้าตาของมันไม่ได้เหมือนกับที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน
แต่มันกลับมีลักษณะคล้ายกับคีย์ของเปียโน และมีการเรียงตัวอักษรแบบ “Alphabetical” หรือเรียงตามลำดับ A ถึง Z
เหตุผลของเขานั้นเรียบง่ายมาก นั่นคือการทำให้ผู้ใช้งานสามารถหาตัวอักษรเจอได้ง่ายที่สุด โดยไม่ต้องมานั่งเรียนรู้ตำแหน่งใหม่
แต่ในความปรารถนาดีนั้น กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทางวิศวกรรมที่คาดไม่ถึง
ต้องเข้าใจก่อนว่า “Typewriter” ในยุคนั้นทำงานด้วยระบบกลไกล้วนๆ
เมื่อเรากดนิ้วลงไปบนแป้น แรงกดจะถูกส่งผ่านคานงัดเพื่อดีดก้านเหล็กที่มีตัวอักษรตอกลงบนแถบผ้าหมึก
ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อพนักงานเริ่มพิมพ์งานจนคล่องแคล่ว ก้านเหล็กที่เรียงตัวกันอยู่อย่างหนาแน่นจะดีดขึ้นไปพร้อมๆ กัน จนเกิดการเบียดเสียดและ “Jamming” หรือขัดกันเองจนค้างอยู่กลางอากาศ
เหตุการณ์นี้ทำให้การทำงานต้องหยุดชะงัก เพราะผู้พิมพ์ต้องเสียเวลาเอามือไปแงะก้านเหล็กที่พันกันอยู่ออกมา
ซึ่งนอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังทำให้เอกสารเปรอะเปื้อนหมึกจนเสียหายอีกด้วย
“Christopher Scholes” จึงตระหนักได้ว่า ศัตรูที่แท้จริงของการพิมพ์ดีดไม่ใช่ความยากในการหาตัวอักษร
แต่เป็นข้อจำกัดทางกายภาพของเครื่องจักรที่ไม่สามารถตอบสนองความเร็วของมนุษย์ได้ทัน
เขาจึงใช้เวลากว่า 5 ปี ในการทดลองสลับตำแหน่งตัวอักษรไปมาแบบ “Trial and Error” เพื่อค้นหาสูตรสำเร็จที่จะทำให้ก้านเหล็กไม่วิ่งมาชนกันเอง
ตำนานที่เล่าขานกันมาอย่างยาวนานมักจะบอกว่า “QWERTY” ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้คนพิมพ์ “ช้าลง”
โดยจงใจวางตัวอักษรที่ใช้บ่อยไว้ในตำแหน่งที่กดยาก เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องค้าง
แต่ทฤษฎีนี้อาจเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ถูกแต่งเติม
เพราะถ้าเราพิจารณาให้ดี จะพบว่าในแป้นพิมพ์แบบนี้มีการวางตัว “E” กับ “R” ไว้ติดกันในแถวบน
ทั้งที่ในความเป็นจริง คู่ตัวอักษร “ER” เป็นหนึ่งในคู่ที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ
ซึ่งถ้าเป้าหมายคือการชะลอความเร็ว การวางสองตัวนี้ไว้ใกล้กันย่อมขัดแย้งกับตรรกะดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง…
แล้วความจริงคืออะไร? ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือกว่าชี้เป้าไปที่กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มแรกๆ ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนั้น นั่นก็คือเหล่า “Telegraph Operators”
คนกลุ่มนี้มีหน้าที่รับฟังรหัส “Morse Code” ที่ถูกส่งมาตามสาย แล้วต้องรีบแปลงสัญญาณเสียงเหล่านั้นให้เป็นตัวอักษรบนกระดาษอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
การเรียงแบบ “Alphabetical” เดิมสร้างความสับสนให้กับพวกเขาอย่างมาก
เพราะโครงสร้างของรหัสและการใช้งานจริงมันไม่สอดคล้องกับลำดับตัวอักษร ทำให้เกิดความล่าช้าในการแปลความหมาย
จึงมีความเป็นไปได้สูงมากว่า “Christopher Scholes” ได้รับคำแนะนำและข้อเสนอแนะจากพนักงานส่งโทรเลขเหล่านี้ จนนำไปสู่การปรับปรุงตำแหน่งแป้นพิมพ์ให้เอื้อต่อการทำงานของพวกเขามากที่สุด
และในที่สุด ปี “1873” ก็เป็นปีแห่งจุดเปลี่ยน เมื่อเขาตัดสินใจขายสิทธิบัตรการผลิตให้กับบริษัท “E. Remington and Sons” ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอุตสาหกรรม
เดิมที “Remington” มีชื่อเสียงจากการผลิตปืนและจักรเย็บผ้า
แต่พวกเขามองเห็นโอกาสในนวัตกรรมนี้ และได้นำกลไกของ “Christopher Scholes” มาปรับปรุงต่อยอดจนสมบูรณ์
ในปี “1878” เครื่องพิมพ์ดีดรุ่น “Remington No. 2” ได้ถูกวางจำหน่าย และมันกลายเป็นสินค้าที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ด้วยฟีเจอร์เด็ดอย่างปุ่ม “Shift” ที่ทำให้พิมพ์ได้ทั้งตัวพิมพ์เล็กและใหญ่
แต่สิ่งที่ “Remington” ทำได้เก่งกว่าการผลิตเครื่องจักร คือการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง พวกเขาไม่ได้แค่ขายของ แต่ขาย “ทักษะ” ให้กับตลาดแรงงาน
บริษัทได้สนับสนุนให้มีการเปิดโรงเรียนสอนพิมพ์ดีดและจัดอบรมพนักงาน โดยใช้แป้นพิมพ์แบบ “QWERTY” เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในการเรียนการสอนทั้งหมด
เมื่อคนรุ่นใหม่ที่จบออกมาล้วนแต่พิมพ์เป็นด้วยระบบนี้ บริษัทห้างร้านต่างๆ จึงจำเป็นต้องซื้อเครื่องพิมพ์ดีดแบบเดียวกันมาไว้ในสำนักงาน เพื่อรองรับทักษะของพนักงานที่มีอยู่
นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Network Effect” ยิ่งมีคนใช้ระบบนี้มากเท่าไหร่ มูลค่าและความจำเป็นของมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จนคู่แข่งหน้าไหนก็ยากจะเจาะเข้ามาได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกคนจะยอมจำนนต่อมาตรฐานนี้ ในปี “1936” ศาสตราจารย์นามว่า “August Dvorak” ได้ออกมาท้าทายบัลลังก์ของ “QWERTY” ด้วยงานวิจัยที่เข้มข้น
เขามองว่าการออกแบบเดิมนั้นไร้ประสิทธิภาพและสร้างภาระให้กับนิ้วมือมนุษย์เกินความจำเป็น
เขาจึงประดิษฐ์แป้นพิมพ์แบบ “DVORAK” ที่เน้นหลักการสรีรศาสตร์
ในแป้นพิมพ์ของเขา ตัวสระทั้งหมดและพยัญชนะที่ใช้บ่อยที่สุดจะถูกนำมากองรวมกันไว้ที่แถวกลาง หรือ “Home Row” เพื่อให้นิ้วของเราขยับขึ้นลงน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่า ผู้ที่ใช้แป้นพิมพ์ “DVORAK” สามารถพิมพ์ได้เร็วกว่า ลดความเมื่อยล้าได้มากกว่า และมีโอกาสเกิดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อน้อยกว่า “QWERTY” อย่างเห็นได้ชัด
แต่คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ทำไมของที่ดีกว่าถึงไม่สามารถเอาชนะของที่ด้อยกว่าได้
ทำไมวันนี้เราถึงยังไม่เห็นใครใช้ “DVORAK” ในสำนักงานทั่วไป
คำตอบของเรื่องนี้สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของโลกธุรกิจ นั่นคือพลังของ “Habit” และ “Switching Cost” หรือต้นทุนในการเปลี่ยนผ่านที่สูงเกินรับไหว
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าบริษัทแห่งหนึ่งอยากจะเปลี่ยนไปใช้แป้นพิมพ์แบบใหม่เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น
พวกเขาต้องโละเครื่องเก่าทิ้งทั้งหมด ซึ่งนั่นเป็นเงินลงทุนมหาศาล
แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับ “ต้นทุนมนุษย์” เพราะพนักงานทุกคนที่เคยพิมพ์สัมผัสได้คล่องแคล่ว จะต้องกลายเป็นคนหัดพิมพ์ใหม่ที่จิ้มทีละตัวเหมือนเด็กเพิ่งหัดเล่นคอมพิวเตอร์
ช่วงเวลาที่เสียไปกับการฝึกฝนใหม่ หมายถึงผลผลิตของบริษัทที่ลดฮวบลง
และไม่มีผู้บริหารคนไหนอยากเสี่ยงให้ธุรกิจสะดุดเพียงเพราะอยากได้ความเร็วเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในระยะยาว
สุดท้าย “DVORAK” จึงพ่ายแพ้ให้กับความเคยชิน และกลายเป็นเพียงทางเลือกเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้ที่หลงใหลในประสิทธิภาพขั้นสูงสุดเท่านั้น…
เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ยุค “Computer” ในช่วงทศวรรษ “1980” การส่งต่อมรดกทางเทคโนโลยีนี้ก็เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ
บริษัทอย่าง “IBM” และต่อมาคือ “Microsoft” ไม่มีความจำเป็นต้องคิดค้นเลย์เอาต์แป้นพิมพ์ใหม่
พวกเขาเพียงแค่นำมาตรฐานเดิมที่ทุกคนคุ้นมือมาใส่ไว้ในระบบของตัวเอง
แม้ว่าปัญหาเรื่องก้านเหล็กขัดกันจะหมดไปนานแล้ว และระบบคอมพิวเตอร์สามารถรับคำสั่งได้เร็วกว่านิ้วของมนุษย์เป็นล้านเท่า แต่เราก็ยังคงถูกตรึงไว้กับข้อจำกัดในอดีต
เรายังคงต้องกวาดนิ้วไปมาเพื่อหาตัวอักษรที่กระจัดกระจาย ทั้งที่เทคโนโลยีอนุญาตให้เราออกแบบสิ่งที่ฉลาดกว่านี้ได้ตั้งนานแล้ว
เรื่องราวยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก เมื่อโทรศัพท์มือถือเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน จากปุ่มกดแข็งๆ สู่หน้าจอสัมผัสของ “iPhone” และ “Android”
นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเนรมิตคีย์บอร์ดแบบไหนก็ได้บนหน้าจอ จะเรียงเป็นวงกลม เป็นตาราง หรือจัดกลุ่มตามความถี่การใช้งาน ก็สามารถทำได้เพียงแค่เขียนโค้ด
แต่สุดท้าย สิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอสมาร์ตโฟนของคุณตอนนี้ ก็ยังคงเป็นเลย์เอาต์ “QWERTY” จำลอง ที่ถอดแบบมาจากเครื่องพิมพ์ดีดเมื่อ 150 ปีก่อนอย่างไม่ผิดเพี้ยน
ปรากฏการณ์นี้ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Path Dependence” หรือภาวะที่การตัดสินใจในอดีตกำหนดทิศทางของปัจจุบันและอนาคต จนยากที่จะเปลี่ยนแปลง
มันสอนให้เรารู้ว่า บางครั้งเทคโนโลยีที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป
แต่เทคโนโลยีที่ “มาก่อน” และสามารถสร้างฐานผู้ใช้งานได้จนถึงจุดวิกฤติต่างหาก คือผู้ที่จะกำหนดมาตรฐานของโลก
เราอาจจะรู้สึกหงุดหงิดบ้างที่ต้องพิมพ์ผิดๆ ถูกๆ บนหน้าจอมือถือเล็กๆ ด้วยการจัดวางปุ่มที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับนิ้วโป้ง
แต่เราก็ยอมรับมันแต่โดยดี เพราะความคุ้นเคยได้เปลี่ยนความไม่สะดวกสบาย ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณเราไปเรียบร้อยแล้ว
เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่คุณพิมพ์ข้อความส่งหาเพื่อน หรือพิมพ์รหัสผ่านเข้าอีเมล ขอให้รู้ไว้ว่า ปลายนิ้วของคุณกำลังสัมผัสกับประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต
ประวัติศาสตร์ที่เริ่มต้นจากโรงงานผลิตปืน ผ่านมือของพนักงานส่งโทรเลข และเอาชนะหลักการวิทยาศาสตร์ด้วยพลังของความเคยชินของมนุษย์
และดูเหมือนว่า ไม่ว่าโลกจะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน เจ้าแป้นพิมพ์ “QWERTY” นี้ ก็จะยังคงอยู่คู่กับเราไปอีกนานแสนนาน…
References: [theatlantic, smithsonianmag, jstor, wikipedia, bbc]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/why-qwerty/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา