13 ก.พ. เวลา 13:56 • ธุรกิจ

🛑 ทำไมพนักงานที่ ‘ผลงานไม่ถึง’ ถึงเกาะเก้าอี้แน่นกว่าใคร?

‘The Dead Sea Effect’ เมื่อคนอยากให้อยู่กลับไป… คนอยากให้ไปกลับอยู่
ในโลกของการบริหารองค์กรยุคใหม่ มีปรากฏการณ์หนึ่งที่ผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรบุคคลทั่วโลกพูดถึงมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในองค์กรขนาดใหญ่หรือองค์กรที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านธุรกิจ ปรากฏการณ์นั้นเรียกว่า “The Dead Sea Effect”
ชื่อของมันมาจากทะเลสาบ Dead Sea ซึ่งมีความเค็มสูงมากจนสิ่งมีชีวิตแทบไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เพราะน้ำค่อยๆ ระเหยออกไปตามธรรมชาติ แต่เกลือยังคงตกค้างและสะสมอยู่ด้านล่าง
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับองค์กรใหญ่จำนวนมาก
* พนักงานเก่งๆ ที่มีศักยภาพสูง มักลาออกไปหาโอกาสใหม่ เพราะพวกเขามีตัวเลือก มีเครือข่าย และมีตลาดรองรับ
* ในขณะที่ พนักงานที่ผลงานไม่โดดเด่น หรือปรับตัวไม่ทันโลกใหม่ กลับยังคงอยู่ เพราะไม่มีที่ไป หรือไม่กล้าเสี่ยงเริ่มต้นใหม่
* ผลลัพธ์คือ องค์กรค่อยๆ สูญเสีย “น้ำดี” และเหลือแต่ “ตะกอน” มากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่หลายครั้งผู้บริหารเองก็ไม่รู้ตัว จนกระทั่งวันหนึ่งพบว่าองค์กรเริ่มขาดพลัง ขาดความคิดใหม่ และขาดคนที่พร้อมจะผลักดันการเปลี่ยนแปลง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ใครเก่งหรือไม่เก่ง แต่คือ
“ทำไมคนที่องค์กรอยากให้ไป กลับอยู่ได้นานที่สุด?”
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เหตุใดหลายองค์กรจึงปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไป จนกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนขวัญกำลังใจของคนทำงานทั้งระบบ
บทความนี้จึงชวนมาถอดรหัสว่าอะไรทำให้ Underperformer อยู่รอดในองค์กรได้นานกว่าที่คิด และองค์กรควรแก้ปัญหานี้อย่างไร ก่อนที่คนเก่งจะทยอยหายไปจนไม่เหลือใครให้แบกองค์กรต่อ
====
📉 ทำไม Underperformer จึง “อยู่เป็น” กว่าที่คิด?
หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่าการอยู่ต่อของพนักงานที่ผลงานไม่ถึง ไม่ได้เกิดจากความขี้เกียจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงจูงใจเชิงจิตวิทยา โครงสร้างองค์กร และระบบบริหารคนที่ซ้อนทับกันหลายชั้น
1) กับดัก Comfort Zone และความกลัวการเริ่มต้นใหม่
สำหรับคนจำนวนไม่น้อย การเปลี่ยนงานไม่ใช่โอกาส แต่คือความเสี่ยงที่น่ากลัว
การย้ายงานหมายถึง
* ต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ตั้งแต่ศูนย์
* ต้องปรับตัวกับวัฒนธรรมองค์กรใหม่
* ต้องเรียนรู้ระบบงานใหม่
* มีโอกาส “ไปไม่รอด” แล้วต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
สำหรับคนที่รู้สึกว่าตนเองไม่ได้โดดเด่นนัก การออกจากพื้นที่ปลอดภัยจึงแทบไม่ใช่ทางเลือก การอยู่ที่เดิม แม้ไม่ก้าวหน้า แต่ยังมีรายได้และความคุ้นเคย จึงดูปลอดภัยกว่าในมุมมองของพวกเขา
หลายครั้ง Underperformer ไม่ได้คิดว่า “ฉันไม่เก่ง” แต่คิดว่า “ที่นี่ก็พออยู่ได้” และนั่นเพียงพอสำหรับการตัดสินใจอยู่ต่อ
2) กรงทองฝังเพชร (Golden Handcuffs)
องค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากมีสวัสดิการที่ดีเกินมาตรฐานตลาด เช่น
* กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่สะสมมานาน
* ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมครอบครัว
* โบนัสที่ค่อนข้างแน่นอน และหลายเดือน
* วันลาพักร้อนสะสม
* หรือความมั่นคงที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในองค์กรใหม่
เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านี้กลายเป็น “ต้นทุนจม” ทางจิตใจที่ทำให้พนักงานไม่กล้าออก แม้จะรู้ว่าตนเองไม่ได้เติบโตอีกต่อไป
พนักงานจำนวนไม่น้อยรู้ดีว่า หากย้ายงานไปที่ใหม่ ด้วยทักษะปัจจุบัน อาจไม่ได้แพ็กเกจสวัสดิการเท่าเดิม หรืออาจต้องเริ่มใหม่ในระดับที่ต่ำกว่าดังนั้น การอยู่ต่อจึงดูสมเหตุสมผลในมุมมองของการรักษาความมั่นคงชีวิต
3) หัวหน้าที่ไม่กล้าพูดความจริง
อีกหนึ่งเหตุผลที่พบได้บ่อยคือ Underperformer จำนวนมาก ไม่รู้ตัว ว่าตนเองมีปัญหา
เพราะหัวหน้าหลายคนเลือกหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น
* กลัวเสียความสัมพันธ์
* ไม่อยากให้ทีมเสียบรรยากาศ
* หรือไม่อยากเผชิญบทสนทนาที่ไม่สบายใจ
ผลคือการประเมินผลงานออกมาแบบ “กลางๆ” ทุกปี
* เมื่อไม่มีใครสะท้อนความจริง พนักงานจึงเข้าใจว่าตนเองทำงานได้ดีพอ และไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนาตัวเองต่อ
* ปัญหานี้จึงไม่ใช่ปัญหาของพนักงานอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาความกล้าในการบริหารคนของหัวหน้าด้วย
4) ทักษะไม่ตรงตลาด แต่ยังอยู่ได้ในระบบเดิม
พนักงานบางคนทำงานในระบบเดิมมานาน จนทักษะเฉพาะที่ตนมี ใช้ได้ดีในองค์กรปัจจุบัน แต่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดภายนอก
เมื่อพยายามมองหางานใหม่ จึงพบว่า
* ทักษะที่ตนเองเชี่ยวชาญ ไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป
* เครื่องมือหรือวิธีทำงานล้าสมัย
* หรือแข่งขันกับคนรุ่นใหม่ไม่ได้
”การอยู่ต่อในองค์กรเดิม จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์ความอยู่รอดที่ปลอดภัยที่สุด แม้จะไม่ได้ก้าวหน้าก็ตาม”
5) ระบบที่เอื้อให้คนทำงานพอผ่านก็อยู่ได้
* ในบางองค์กร โครงสร้างการทำงานไม่ได้ผลักดันให้ทุกคนต้องพัฒนาอย่างจริงจัง
* งานจำนวนมากสามารถทำได้ในระดับ “พอผ่าน” โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาทักษะใหม่เพิ่มเติม คนที่ไม่โดดเด่นจึงยังอยู่ในระบบได้โดยไม่มีแรงกดดันมากพอให้เปลี่ยนแปลง
* เมื่อเวลาผ่านไป คนที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องกลับรู้สึกว่าองค์กรไม่ตอบแทนความพยายามของตน จึงเลือกออกไปแทน
====
💥 ผลกระทบที่องค์กรต้องจ่ายแพงกว่าที่คิด
หลายองค์กรเข้าใจว่าการมีพนักงานผลงานไม่ถึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะอย่างน้อยงานก็ยังเดินได้ แต่ผลกระทบที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เงินเดือนที่ต้องจ่าย แต่อยู่ที่ผลกระทบเชิงวัฒนธรรมและแรงจูงใจของทีมในระยะยาว
1) คนเก่งเริ่มหมดใจและหมดแรง
* เมื่อคนทำงานดีต้องรับภาระงานมากขึ้น ขณะที่บางคนทำงานน้อยแต่ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกัน ความรู้สึกไม่ยุติธรรมจะค่อยๆ สะสม
* ในระยะสั้น คนเก่งอาจยังแบกงานต่อ แต่ในระยะยาว พวกเขามักเลือกออกไปหาองค์กรที่เห็นคุณค่าของผลงานมากกว่า
* ผลลัพธ์คือ คนที่องค์กรควรเก็บไว้ กลับเป็นกลุ่มแรกที่หายไป
2) วัฒนธรรมองค์กรเริ่มถดถอย
* เมื่อคนที่อยากพัฒนาองค์กรทยอยออกไป เหลือแต่คนที่ต้องการความนิ่งและปลอดภัย วัฒนธรรมองค์กรจะค่อยๆ หยุดนิ่ง
* ความคิดใหม่ลดลง การปรับตัวช้าลง และความสามารถในการแข่งขันก็ลดลงตามไปด้วย
* องค์กรจึงไม่ได้ล้มเพราะขาดรายได้ทันที แต่ล้มเพราะขาดคนที่อยากทำให้ดีขึ้นทุกวัน
====
🛠️ ทางออก คือ องค์กรต้องกล้าตัดสินใจ
1) สร้างระบบวัดผลที่ชัดเจนและยุติธรรม
การประเมินผลงานต้องอิงผลลัพธ์จริง ไม่ใช่ความรู้สึกหรือความสนิทส่วนตัว
ทุกคนควรรู้ว่า
* อะไรคือมาตรฐานขั้นต่ำ
* อะไรคือผลงานที่โดดเด่น
* และตนเองอยู่ระดับไหน
“ความชัดเจนช่วยให้ทั้งคนเก่งและคนที่ต้องปรับปรุงเห็นทิศทางเดียวกัน”
2) Feedback ต้องตรง เร็ว และสร้างสรรค์
* การบอกความจริงเร็ว คือความเมตตาที่สุด เพราะเปิดโอกาสให้คนปรับปรุงตัวทันเวลา
* การปล่อยให้เข้าใจผิดหลายปี เท่ากับทำลายอนาคตการทำงานของเขาโดยไม่ตั้งใจ
* หัวหน้าที่ดีจึงไม่ใช่คนที่ทำให้ทีมสบายใจเสมอ แต่คือคนที่ช่วยให้ทีมเติบโตได้จริง
3) ใช้ PIP อย่างจริงจังและเป็นธรรม
* Performance Improvement Plan ไม่ควรเป็นพิธีกรรมทางเอกสาร แต่ต้องเป็นกระบวนการช่วยพัฒนาคนอย่างแท้จริง
* และหากให้โอกาสพัฒนาแล้วไม่ดีขึ้น องค์กรต้องกล้าตัดสินใจอย่างยุติธรรม เพื่อรักษามาตรฐานของทีมโดยรวม
====
🪞 สำหรับคนทำงาน คือ ต้องสำรวจตัวเองก่อนสายเกินไป
หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มไม่แน่ใจว่าเราอยู่กลุ่มไหน สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การปกป้องตัวเองด้วยเหตุผลว่า “งานก็ทำเสร็จนี่” หรือ “คนอื่นก็ไม่ได้ดีกว่าเราเท่าไร” แต่ควรหยุดและถามตัวเองอย่างจริงใจ เพราะตลาดแรงงานยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ความขยันเพียงอย่างเดียว แต่ดูที่คุณค่าและผลลัพธ์ที่เราสร้างได้จริง
ลองตั้งคำถามกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า
* ปีที่ผ่านมา เราสร้างคุณค่าใหม่ให้ทีมได้หรือไม่ หรือแค่ทำงานซ้ำแบบเดิมให้จบไปวันๆ
* ทักษะของเรายังเป็นที่ต้องการในตลาดหรือไม่ หรือกำลังถูกเทคโนโลยีและคนรุ่นใหม่แซงไปแล้ว
* หากต้องออกไปสมัครงานพรุ่งนี้ เรายังแข่งขันได้ไหม หรือเรากำลังอยู่ได้เพราะระบบเดิมเท่านั้น
นอกจากคำถามเหล่านี้ อาจลองสังเกตสัญญาณเตือนอื่นๆ ด้วย เช่น
* เราเริ่มถูกมอบหมายแต่งานเดิมซ้ำๆ เพราะไม่มีใครมั่นใจจะให้ทำเรื่องใหม่
* งานสำคัญถูกส่งต่อให้คนอื่น ขณะที่เราได้รับเพียงงานประจำที่ไม่มีผลต่อภาพรวมองค์กร
* หัวหน้าหรือทีมเริ่มไม่คาดหวังอะไรใหม่จากเราอีกต่อไป
หากพบว่าสถานการณ์ใกล้เคียงกับสิ่งเหล่านี้ นั่นไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องอัปเกรดตัวเองอย่างจริงจัง
ในโลกการทำงานยุคใหม่ การพัฒนาไม่ใช่เรื่องของตำแหน่ง แต่คือการทำให้ตัวเองยังมีคุณค่าในทุกช่วงของอาชีพ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งใด อายุงานเท่าไร หรืออยู่บริษัทเดิมมานานแค่ไหนก็ตาม เพราะท้ายที่สุด องค์กรไม่ได้จ่ายเงินเดือนเพื่อซื้อเวลาเรา แต่จ่ายเพื่อซื้อ “คุณค่า” ที่เราสร้างให้ได้ในวันนี้
====
✨ อยู่ต่อได้… แต่ต้อง “อยู่ให้มีค่า”
การเป็น Underperformer ไม่ใช่ตราบาปถาวร แต่เป็นสถานะที่เปลี่ยนแปลงได้ หากเรายอมรับความจริงและลงมือพัฒนา แต่หากเลือกเกาะความปลอดภัยไว้โดยไม่ปรับตัว วันหนึ่งองค์กรอาจเป็นฝ่ายเลือกแทนเรา
ในโลกที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกปี “คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่อยู่นานที่สุด แต่คือคนที่พัฒนาได้ต่อเนื่องที่สุด” อย่ารอให้วันหนึ่งมีซองขาวมาวางบนโต๊ะ แต่จงทำให้ตัวเองเป็นคนที่องค์กรไม่อยากเสียไป ตั้งแต่วันนี้
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#HRManagement
#PerformanceReview
#DeadSeaEffect
#FutureOfWork
โฆษณา