15 ก.พ. เวลา 08:15 • บันเทิง

The Darjeeling Limited (2007)

ผู้กำกับ
เวส แอนเดอร์สัน (Wes Anderson)
เริ่มเรื่องด้วยการฉายภาพชายนักธุรกิจลงจากแท้กซี่อย่างรีบเร่งและวิ่งสุดชีวิตเพื่อไปขึ้นรถไฟแต่ดัน "ไม่ทัน"
1
บิล เมอร์เร่ ดาราคู่บุญผู้กำกับรับบทที่โผล่มาแค่ไม่กี่นาทีเพื่อเป็นการเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดมาก เมื่อชายวัยกลางคน (Bill Murray) ที่ดูรีบเร่งและแบกภาระ วิ่งแพ้ให้กับชายหนุ่มปีเตอร์ วิทแมน (Peter Whitman รับบทโดย Adrien Brody) ที่วิ่งแซงหน้าขึ้นรถไฟได้สำเร็จ มันสื่อถึงการส่งไม้ต่อของเรื่องราว และบอกเป็นนัยว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของคนรุ่นก่อน แต่เป็นเรื่องของคนรุ่นนี้ที่กำลังพยายาม "วิ่งหา" อะไรบางอย่าง
1
การเอาดาราระดับแม่เหล็กอย่าง Bill Murray มาเปิดเรื่อง คนดูย่อมคาดหวังว่าเขาจะเป็นตัวละครหลัก แต่เขากลับหายไปจากการเดินทางครั้งนี้ทันทีหลังจากวิ่งไม่ทันรถไฟ ทิ้งไว้เพียงปริศนาและความรู้สึก "เหวอ" ที่เป็นเสน่ห์ของหนัง นี่คือการแกงคนดูเบาๆ และการที่เขาขึ้นรถไม่ทันก็ช่วยเน้นย้ำว่า การเดินทางเพื่อค้นหาตัวตนของพี่น้องตระกูลวิทแมนคือ ฟรานซิส ปีเตอร์ และ แจ็ค (Francis, Peter, Jack) สามคนนี้ได้รับ "โอกาส" ในการเดินทางที่คนอื่นเข้าไม่ถึงแล้ว พวกเขาจึงควรใช้มันให้คุ้มค่า
1
Francis (รับบทโดย Owen Wilsonดาราคนโปรดของเรา) ปรากฏตัวพร้อมกับหัวที่พันผ้าและพลาสเตอร์เต็มหน้า เขาบอกน้องๆ ว่าเขาประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์คว่ำ (ซึ่งเกือบตาย) Francis เป็นพี่คนโตที่ชอบบงการชีวิตน้องๆ (ทำตารางการเดินทาง สั่งเมนูอาหารให้ทุกคน) แต่บาดแผลบนหน้าคือเครื่องเตือนใจว่า "โลกนี้ควบคุมไม่ได้" ขนาดชีวิตตัวเองเขายังเกือบเอาไม่รอดเลย ฟรานซิสเป็นคนจัดทริปครั้งนี้โดยมีจุดประงค์ลับคือการตามหาแม่ที่หนีจากพวกเขาไป
1
ตัวละคร ปีเตอร์ วิทแมน (Peter Whitman) รับบทโดย เอเดรียน โบรดี้ (Adrien Brody) เขาเป็นน้องชายคนกลางของตระกูลวิทแมนที่มีความซับซ้อนและน่าสนใจมาก
ตอนเริ่มเรื่อง Peter สารภาพกับแจ็คน้องชายว่าเขากำลังจะหย่ากับภรรยา อลิซ (Alice) ทั้งที่เธอท้องได้ 7 เดือนครึ่งแล้ว
1
แต่ต่อมาภายหลังจากการที่ Peter พยายามช่วยเด็กชายพื้นเมืองที่ตกน้ำแต่ช่วยไม่สำเร็จ เป็นจุดที่ "กระแทกใจ" เขาอย่างรุนแรง เขาได้สัมผัสถึงความเปราะบางของชีวิตเด็กจริงๆ
ความเศร้าจากการสูญเสียเด็กคนนั้น ทำให้เขารู้สึกถึงสัญชาตญาณความเป็นพ่อ (Paternal Instinct) ที่ซ่อนอยู่ เขาเริ่มเข้าใจว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อใครซักคนมันสำคัญแค่ไหน
1
ในขณะที่ร่วมพิธีศพเด็ก หนังจะตัดสลับ (Flashback) ไปยังวันที่พวกเขาไปงานศพพ่อที่อเมริกา ในงานศพพ่อ มีแต่ความวุ่นวาย เต็มไปด้วยความโกรธแค้น และความไม่พร้อม พวกเขาไม่ได้ "ลา" พ่อจริงๆ เพราะมัวแต่ทะเลาะกันเรื่องเอารถพ่อไปซ่อม
ส่วนในงานศพเด็กในอินเดียกลับมีแต่ความเงียบสงบ ศักดิ์สิทธิ์ และเต็มไปด้วยการยอมรับความจริง
1
Peter จะกลับไปหา Alice ไม่ใช่เพราะหน้าที่ แต่เพราะเขา "เติบโต" พอที่จะรักคนอื่นได้แล้ว
1
น้องเล็กของตระกูล แจ็ค วิทแมน (Jack Whitman) รับบทโดย เจสัน ชวาร์ตซ์แมน (Jason Schwartzman) ซึ่งนอกจากจะแสดงนำแล้ว เขายังเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกับเวส แอนเดอร์สันด้วย
1
แจ็คเป็นตัวละครที่มีความเป็น นักฝันและเป็น"ศิลปิน" แต่ก็เต็มไปด้วยความเปราะบาง แจ็คเป็นนักเขียนนิยายสั้น เขามักจะหยิบเอาเรื่องราวความสัมพันธ์และบทสนทนาจริงๆ ของพี่น้องไปเขียนเป็นนิยาย แต่พอโดนพี่ๆ ถาม เขามักจะปฏิเสธหน้าตายว่า "ตัวละครในเรื่องไม่ได้อ้างอิงจากใครทั้งนั้น" ในเวลานั้นเขากำลังอกหักจากอดีตคนรักและแจ็คมักจะลอบฟังข้อความเสียงในโทรศัพท์ของคนรักเก่าอยู่เป็นประจำ
1
มีฉากหนึ่งที่สำคัญมาก คือตอนที่พวกเขาสี่คนแม่ลูกนั่งล้อมวงกัน แล้วแม่บอกว่า "เรามาคุยกันแบบไม่ใช้คำพูดดีกว่า“
แม่รู้ว่าคำพูดของครอบครัวนี้มีแต่การโกหก การประชดประชัน และการปิดบัง ความเงียบคือวิธีเดียวที่เธอจะสื่อสารความรัก (ในแบบของเธอ) ได้โดยไม่ทำร้ายกันและในตอนเช้าหลังจากที่ได้เจอกันเพียงคืนเดียว แม่ก็แอบหนีไปทิ้งไว้เพียงอาหารเช้า
1
นี่คือการตอกย้ำว่า "แม่จะไม่กลับไปเป็นแม่คนเดิมของพวกเธออีกแล้ว" มันบีบให้พี่น้องสามคนต้องยอมรับความจริงว่า "ที่พึ่งสุดท้าย (แม่) ไม่มีอยู่จริง" พวกเขาเหลือแค่กันและกันสามคนพี่น้องเท่านั้น
1
หนังของ Wes Anderson ไม่มีอะไรที่วางไว้เฉยๆ โดยไม่มีความหมายโดยเฉพาะ "ชุดกระเป๋าเดินทาง" (The Luggage Set) กระเป๋าชุดนี้สั่งทำพิเศษโดยเป็นการคอลแลปแบรนด์ Marc Jacobs กับแบรนด์ Louis Vuitton มีลวดลายสัตว์ป่าที่ดูหรูหรา มันดูสวยงามและมีราคามาก แต่มันกลับ เกะกะและไร้ประโยชน์ ในการเดินทางแบบสมบุกสมบันในอินเดีย มันสะท้อนว่าพี่น้องกลุ่มนี้พยายามจะรักษา "ภาพลักษณ์" และ "อดีตอันมั่งคั่ง" เอาไว้ แม้ในวันที่ข้างในจิตใจของพวกเขาจะพังทลายแค่ไหนก็ตาม
1
นี่คือความหมายที่ตรงตัวที่สุด กระเป๋าทุกใบเป็นของ "พ่อ" ที่เสียชีวิตไปแล้ว การที่พี่น้องทั้ง 3 คน แบกกระเป๋าจำนวนมหาศาลพะรุงพะรังไปทั่วอินเดีย เปรียบเสมือนการที่พวกเขายัง "มูฟออนไม่ได้" และยังแบกความคาดหวัง ความเสียใจ และบาดแผลจากครอบครัวไว้เต็มบ่า
1
ฉากที่ทรงพลังที่สุดคือตอนท้ายเรื่องที่ทั้งสามคนต้องวิ่งกวดขึ้นรถไฟอีกครั้ง (ล้อไปกับฉากเปิดเรื่องของ Bill Murray) แต่คราวนี้พวกเขากลับตัดสินใจ "โยนกระเป๋าทิ้งทีละใบ" เพื่อให้วิ่งเร็วพอที่จะกระโดดขึ้นรถไฟได้ทัน การที่พวกเขาเลือกที่จะทิ้งอดีต ทิ้งภาระที่พ่อทิ้งไว้ให้ และเริ่มออกเดินทางด้วยตัวเองเสียที (Moving on) เป็นอิสระจากพันธนาการทางจิตใจที่แบกมาทั้งเรื่อง
1
นอกจากภาพและโทนสีที่จงใจสร้างความรู้สึกและมีความหมายต่อเนื้อเรื่อง อย่างภาพแนวนอนที่นิ่งและสมดุล กรอบของโบกี้รถไฟสีเขียวที่อบอุ่นและปลอดภัยช่วยปกป้องสามพี่น้องจากความเศร้า เหงา และแตกสลายยามหลงออกมายังโลกภายนอกที่มีโทนสีเหลืองส้มดูอ้างว้างเดียวดาย
1
ความหมายของเพลงในหนังเรื่องนี้ เพลงร็อกตะวันตก (The Kinks, The Rolling Stones) แทนตัวตนของสามพี่น้องที่แบกเอาความวุ่นวาย อีโก้ และปัญหาครอบครัวมาจากอเมริกา ส่วนเพลงประกอบหนังอินเดียที่นำมาจากภาพยนตร์ของผู้สร้างผู้กำกับชาวเบงกาลี สัตยาจิต เรย์(Satyajit Ray)แทนความสงบ ความขลัง และบรรยากาศของประเทศอินเดียที่พวกเขาพยายามจะเข้าไปสัมผัสเพื่อ "ค้นหาตัวเอง"
1
ฉากที่สำคัญที่สุดคือตอนจบที่ใช้เพลง "Les Champs-Élysées" แม้ว่าการเดินทางในอินเดียจะจบลง แต่เพลงภาษาฝรั่งเศสที่ดูงงๆ "ผิดที่ผิดทาง" นี้กลับสื่อว่า ความสุขและการปล่อยวางไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของพวกเขาเองที่พร้อมจะก้าวเดินต่อไป
1
#netflix
โฆษณา