16 ก.พ. เวลา 08:14 • ปรัชญา

ภาพยนตร์: เครื่องมือชิ้นเอกสำหรับตรียมจิตใจของมนุษย์ให้เข้าใจโลกและผู้อื่น

ทำไมเราถึงร้องไห้กับเรื่องราวของคนที่ไม่เคยมีอยู่จริง และทำไมเพียงฉากหนึ่งบนจอ ถึงทำให้หัวใจเต้นแรง ทั้งที่เรานั่งอยู่ในที่ปลอดภัย
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของความบันเทิง หากแต่เป็นประเด็นทางจิตวิทยาโดยตรง Ed S. Tan นักจิตวิทยาภาพยนตร์เสนอว่า ภาพยนตร์ไม่ใช่แค่เรื่องเล่า แต่คือ “พื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์” ที่มนุษย์ใช้ทดลอง รับรู้ และทำความเข้าใจความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
ในบทความ A Psychology of the Film (2018) Tan อธิบายว่า ภาพยนตร์ทำงานกับจิตใจมนุษย์ในหลายระดับพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงกระตุ้นอารมณ์แบบฉับพลัน แต่ค่อย ๆ จัดระเบียบประสบการณ์ภายในของผู้ชมอย่างเป็นระบบ
ประการแรกคือ การรับรู้ (Perception) ภาพ เสียง การตัดต่อ และจังหวะของภาพยนตร์ ชี้นำสายตาและความสนใจของผู้ชม ทำให้เราเลือกมอง เลือกรับรู้ และให้ความหมายกับบางสิ่งมากกว่าสิ่งอื่น การรับรู้จึงไม่เป็นกลาง แต่ถูกออกแบบให้เราเห็นโลกผ่านกรอบของเรื่องราว
ต่อมาคือ อารมณ์ (Emotion) ภาพยนตร์ไม่ได้เพียงกระตุ้นให้เรารู้สึก แต่ช่วยจัดวางอารมณ์ให้มีทิศทาง เราเรียนรู้ว่าเมื่อใดควรกลัว เห็นใจ โกรธ หรือหวัง อารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ปลอดภัย ทำให้ผู้ชมสามารถเปิดรับและสำรวจความรู้สึกของตนเองได้โดยไม่ต้องป้องกันตัว
องค์ประกอบสำคัญอีกประการคือ การคาดการณ์ (Anticipation) ผู้ชมไม่ได้ดูสื่อภาพยนตร์แบบเฉย ๆ แต่คาดเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ใครจะตัดสินใจอย่างไร และผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร กระบวนการคาดการณ์นี้เชื่อมโยงกับการคิดเชิงเหตุผล การวางแผน และการเข้าใจแรงจูงใจของผู้อื่น
ทั้งหมดนี้นำไปสู่สิ่งที่ Tan เรียกว่า ความพร้อมต่อการกระทำ (Action readiness) แม้ผู้ชมจะไม่ได้ลงมือทำจริง แต่อารมณ์และการคาดการณ์ที่เกิดขึ้นจะเตรียม “ท่าทีทางจิตใจ” ต่อโลก เช่น การเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น การตระหนักถึงผลของการตัดสินใจ หรือการทบทวนคุณค่าของตนเอง
ด้วยเหตุนี้ Tan จึงเสนอว่า ภาพยนตร์ไม่ใช่เพียงสื่อที่ทำให้รู้สึก แต่เป็นเครื่องมือที่ เตรียมจิตใจของมนุษย์ให้เข้าใจโลกและผู้อื่น ผ่านการรับรู้ อารมณ์ ความคาดหวัง และความพร้อมในการตอบสนองต่อสถานการณ์ชีวิตจริงอย่างลึกซึ้ง
เมื่อเราดูภาพยนตร์ เราไม่ได้เป็นตัวละคร แต่เป็นพยาน เราเห็นความสูญเสียโดยไม่ต้องสูญเสียจริง เห็นความกลัวโดยไม่ตกอยู่ในอันตราย
อารมณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการฝึกระบบอารมณ์ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ นี่คือเหตุผลที่ภาพยนตร์เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเรียนรู้ด้านจิตวิทยา เพราะผู้เรียนสามารถรู้สึกได้ โดยไม่ถูกคุกคาม
ที่สำคัญกว่านั้น การดูภาพยนตร์คือการฝึก การอ่านใจผู้อื่น (Mindreading) อย่างต่อเนื่อง ผู้ชมพยายามตีความว่า ตัวละครกำลังคิดอะไร ทำไมจึงตัดสินใจเช่นนั้น และกำลังรู้สึกอย่างไร ทั้งที่ไม่ได้พูดออกมา
กระบวนการนี้ทำให้ภาพยนตร์กลายเป็น ห้องเรียนของความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ที่ไม่ต้องอาศัยการสอนตรง ๆ แต่เกิดจากการมีส่วนร่วมทางอารมณ์
Tan ยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ชมไม่ได้ “อิน” ตลอดเวลา เราสลับไปมาระหว่างการอินทางอารมณ์ (Engaged viewing) และการถอยออกมามองอย่างมีระยะ (Detached viewing) ซึ่งการสลับนี้ทำให้ภาพยนตร์เป็นสื่อที่ช่วยให้ผู้เรียน รู้สึกและคิดไปพร้อมกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพยนตร์ดี ๆ ไม่ได้จบแค่ในโรง แต่ยังตามเรากลับมาคิดทบทวนชีวิตของตนเอง
ในโลกที่การสื่อสารเต็มไปด้วยความขัดแย้ง การใช้ภาพยนตร์สอนจิตวิทยาจึงมีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะมันเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกเข้าใจอารมณ์ ฝึกความเห็นอกเห็นใจ และฝึกมองโลกผ่านมุมมองของผู้อื่น โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากันตรง ๆ
สำหรับผมแล้วเหตุผลที่เรายังต้องการภาพยนตร์ ไม่ใช่เพราะอยากหนีโลกความจริง แต่เพราะเรากำลังใช้มันเป็น เครื่องมือฝึกใจ เพื่อเข้าใจโลกความจริงและเข้าใจมนุษย์ได้ลึกซึ้งมากขึ้น
อ้างอิง
Tan, E. S. (2018). A psychology of the film. Palgrave Communications, 4(1), 1-20. https://doi.org/10.1057/s41599-018-0111-y
โฆษณา