17 ก.พ. เวลา 12:56 • ประวัติศาสตร์

เจาะลึกอัตลักษณ์และผู้นำชนเผ่าพื้นเมือง: เส้นทางประวัติศาสตร์ของช็อกทอว์, คริก และชิกกาซอว์

1. นโยบายการเคลื่อนย้ายชาวอินเดียน — พิมพ์เขียวแห่งการช่วงชิงแผ่นดิน
ในหน้าประวัติศาสตร์อเมริกา ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับเจ้าของดินแดนดั้งเดิม โดยเฉพาะกลุ่มที่รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกว่า "Five Civilised Tribes" ซึ่งพยายามปรับตัวตามวิถีคนขาว แต่กลับถูกตอบแทนด้วยการขับไล่ผ่านกฎหมายที่ไร้ความยุติธรรม
กฎหมายการเคลื่อนย้ายชาวอินเดียน (The Indian Removal Act): คือนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสัน ที่มุ่งหวังจะเข้าครอบครองที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ในแถบตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้วิธีการตั้งแต่การเจรจาไปจนถึงการข่มขู่ บีบคั้นให้ชนเผ่าพื้นเมืองอพยพไปสู่ "ดินแดนอินเดียน" (โอคลาโฮมาในปัจจุบัน)
มุมมองเชิงวิเคราะห์: คำว่า "Civilised" (ผู้มีความเจริญ) ในมุมมองของรัฐบาลยุคนั้น คือมาตรวัดว่าชนเผ่าใดยอมรับวัฒนธรรมเกษตรกรรม การมีรัฐธรรมนูญ และระบอบการปกครองแบบตะวันตกได้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงที่น่าสลดใจคือ แม้ชนเผ่าเหล่านี้จะ "พัฒนา" ตนเองเพียงใด แต่ความต้องการทรัพยากรที่ดินของสหรัฐฯ ก็มีอำนาจเหนือกว่าพันธสัญญาใดๆ โดยแจ็กสันมักใช้กลยุทธ์ "แบล็กเมล์ ติดสินบน และข่มขู่" เพื่อให้ได้มาซึ่งสนธิสัญญาที่เขาต้องการ ดังที่เริ่มปรากฏชัดเจนในกรณีของชนเผ่า "ช็อกทอว์"
2. ชนเผ่าช็อกทอว์ (The Choctaw): ผู้บุกเบิกและเจ้าของรหัสลับ
ช็อกทอว์คือชนเผ่าแรกที่ต้องเผชิญกับผลกระทบจากกฎหมายนี้อย่างเต็มรูปแบบ พวกเขาเป็นกลุ่มที่เคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับจอร์จ วอชิงตัน มาตั้งแต่ยุคปฏิวัติอเมริกา แต่ความจงรักภักดีนั้นกลับไม่ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษแต่อย่างใด
* ไทม์ไลน์และโศกนาฏกรรมแห่งการสูญเสีย:
* 1820: สนธิสัญญา Doak's Stand — แจ็กสันใช้วิธีการติดสินบนและข่มขู่ผู้นำเผ่าจนต้องยอมยกดินแดนให้ครึ่งหนึ่งเพื่อแลกกับคำสัญญา (ที่จอมปลอม) เรื่องสัญชาติสหรัฐฯ
* 1830: สนธิสัญญา Dancing Rabbit Creek — สนธิสัญญาสุดท้ายที่ทำให้เสียที่ดินบรรพบุรุษทั้งหมด 11 ล้านเอเคอร์
* 1831 - 1833: การอพยพ 3 ระยะท่ามกลางฤดูหนาวที่ทารุณและโรคอหิวาต์ระบาด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 6,000 คน
ผู้นำและความแตกแยกภายใน:
* Chief Greenwood LeFlore: ผู้นำที่ตัดสินใจลงนามในสนธิสัญญายกดินแดน เพราะเชื่อว่าไม่มีทางเลือกอื่น เขาถูกคนในเผ่าโกรธแค้นและถูกปลดจากตำแหน่งเกือบจะทันที
* George W. Harkins: หลานชาย ของ LeFlore ผู้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและต้องแบกรับภาระในการพาผู้คนเข้าสู่ดินแดนใหม่
อัตลักษณ์ที่โลกต้องจดจำ: ช็อกทอว์คือกลุ่ม "Code Talkers" กลุ่มแรกของกองทัพสหรัฐฯ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ภาษาของพวกเขาคือรหัสลับที่ไม่มีศัตรูคนใดถอดได้ สร้างคุณูปการมหาศาลให้กับประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเนรเทศพวกเขา
Insight Focus: หลังสนธิสัญญาปี 1830 เผ่าช็อกทอว์แตกออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่อพยพ และกลุ่ม "Mississippi Band" (ประมาณ 5,000 คน) ที่เลือกอยู่บนแผ่นดินเดิมตามสิทธิในสนธิสัญญา แต่กลับต้องเผชิญกับการคุกคามและการใช้ความรุนแรงจากคนขาวจนเหลือเพียง 1,600 คนในปี 1930 นี่คือบทเรียนที่แสดงให้เห็นว่า "การร่วมมือ" (The Spirit of Cooperation) ไม่อาจซื้อความเมตตาจากอำนาจที่กระหายที่ดินได้
💡 ทิ้งท้ายให้คิด: หากนักเรียนเป็น George W. Harkins ในปี 1830 นักเรียนจะเลือกอพยพเพื่อรักษาชีวิตคนในเผ่า หรือจะเลือกอยู่สู้บนแผ่นดินเดิมเหมือนกลุ่ม Mississippi Band แม้ต้องเผชิญกับการถูกไล่ล่า?
3. ชนเผ่าคริก (The Creek): จิตวิญญาณแห่งการต่อต้านและสงครามคริก
ชนเผ่าคริกคือกลุ่ม "ชนเผ่าแรก" ที่ถูกจัดอันดับว่าเป็นผู้มีความเจริญ (Civilised) แต่ประวัติศาสตร์ของพวกเขากลับเต็มไปด้วยการต่อสู้ที่ดุเดือดและความขัดแย้งภายในที่ซับซ้อน
เปรียบเทียบ: การต่อต้านและผลลัพธ์
กลุ่ม Red Stick (ฝ่ายต่อต้าน):
เป้าหมาย: รักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมและขับไล่ผูรูกราน
ผู้นำคนสำคัญ: Chief Red Eagle (William Weatherford)
ความสูญเสีย: การสู้รบที่รุนแรงและการนองเลือด
ผลลัพธ์หลังสงคราม (Post-War):
เป้าหมาย: พ่ายแพ้ย่อยยับในการรบที่ Horseshoe Bend (1814)
ผู้นำคนสำคัญ: ต้องยอมจำนนต่อแอนดรูว์ แจ็กสัน เพื่อรักษาชีวิตคนในเผ่า
ความสูญเสีย: เสียดดินแดน 23 ล้านเอเคอร์ ผ่านสนธิสัญญา Fort Jackson
การเนรเทศโดยกำลังทหาร: ในปี 1836-1837 รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งกองกำลังภายใต้การนำของนายพลวินฟิลด์ สก็อตต์ เข้าบังคับเคลื่อนย้ายชาวคริกกว่า 15,000 คน มีผู้เสียชีวิตระหว่างทางถึง 1 ใน 4
Insight Focus: ชะตากรรมของชาวคริกยังคงขมขื่นต่อเนื่องจนถึงยุคสงครามกลางเมือง พวกเขาเป็นเผ่าที่ "แตกแยก" ทางอุดมการณ์มากที่สุด (ฝ่ายเหนือ vs ฝ่ายใต้) ส่งผลให้ในปี 1866 พวกเขาต้องลงนามสนธิสัญญาใหม่ที่บังคับให้แบ่งที่ดินส่วนหนึ่งให้แก่ "อดีตทาสที่ได้รับการปลดปล่อย" (Emancipated Slaves) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สะท้อนถึงอำนาจของรัฐบาลกลางเหนืออธิปไตยของชนเผ่า
💡 ทิ้งท้ายให้คิด: การที่ชาวคริกเป็นชนเผ่าแรกที่ถูกเรียกว่า "Civilised" แต่กลับเป็นกลุ่มที่สู้รบดุเดือดที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าความเจริญทางวัฒนธรรมกับความปรารถนาในการรักษาอิสรภาพนั้นเป็นคนละเรื่องกันจริงหรือไม่?
4. ชนเผ่าชิกกาซอว์ (The Chickasaw): ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและการอพยพที่ต้องจ่ายด้วยตัวเอง
ชิกกาซอว์มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ใกล้ชิดกับช็อกทอว์ แต่ประวัติศาสตร์การอพยพของพวกเขามีความแปลกประหลาดและน่าสนใจที่สุดในกลุ่ม Five Tribes
การตัดสินใจจากความสิ้นหวัง: ก่อนการอพยพ ชิกกาซอว์เผชิญกับวิกฤตวัฒนธรรมที่ล่มสลาย ทั้งจากการถูกรุกรานโดยคนขาวและ "โรคระบาดจากการเสพติดวิสกี" (Epidemic of Whiskey Addiction) ความสิ้นหวังนี้ทำให้พวกเขาตัดสินใจยอมขายที่ดินในมิสซิสซิปปีผ่าน สนธิสัญญา Pontotoc Creek (1832) และถูกโน้มน้าวให้ "จ่ายเงินค่าอพยพด้วยตัวเอง" จากรายได้ที่ขายที่ดินนั้น
เส้นทางความยากลำบากที่ยาวนาน:
1. การเริ่มเดินทาง (1837): อพยพคนประมาณ 5,000 คน ซึ่งดูเหมือนจะมีความพร้อมด้านการเงินมากกว่าเผ่าอื่น
2. ค่ายกักกันและการรอคอย: แม้จะมีเงินจ่าย แต่พวกเขากลับถูกกักตัวในค่ายชั่วคราวและคลังเสบียงของรัฐบาลเนื่องจากความบกพร่องทางการจัดการ
3. การตั้งถิ่นฐานที่ล่าช้า: ต้องใช้เวลาถึง 15 ปี ท่ามกลางความยากจน โรคระบาด และการโจมตีจากเผ่าอื่น กว่าจะสามารถแยกตัวจากช็อกทอว์มาตั้งถิ่นฐานเป็น "Chickasaw Nation" ได้สำเร็จในปี 1856
ผู้นำทางการเมือง: Holmes Colbert คือผู้นำคนสำคัญที่เป็นตัวแทนทางการเมืองในการเจรจาหลังสงครามกลางเมือง เพื่อพยายามรักษาอำนาจที่เหลืออยู่ของชนเผ่าในยุคที่กำลังถูกบีบคั้นจากนโยบายสร้างรัฐใหม่ของสหรัฐฯ
💡 ทิ้งท้ายให้คิด: หากการ "จ่ายเงินเพื่ออพยพเอง" ของชิกกาซอว์ยังต้องแลกมาด้วยความทุกข์ทรมานถึง 15 ปี นักเรียนคิดว่าปัญหานี้เกิดจากการวางแผนที่ผิดพลาดของผู้นำเผ่า หรือเกิดจากความไม่จริงใจของรัฐบาลสหรัฐฯ?
5. เปรียบเทียบอัตลักษณ์และผู้นำ
ชนเผ่า: ช็อกทอว์
ผู้นำคนสำคัญ: George W. Harkins / Greenwood LeFlore
อัตลักษณ์ / บทบาทโดดเด่น: Code Talkers กลุ่มแรกของสหรัฐฯ, เผ่าแรกที่อพยพ
ชะตากรรมในช่วงสงครามกลางเมือง: สนับสนุนฝ่าย Confederacy (หวังตั้งรัฐอิสระ)
ชนเผ่า: คริก
ผู้นำคนสำคัญ: Chief Red Eagle (William Weatherford) อัตลักษณ์ / บทบาทโดดเด่น: Red Stick Resistance, สงครามคริก
ชะตากรรมในช่วงสงครามกลางเมือง: แตกแยกอย่างรุนแรง (มีทั้งฝ่าย Union และ Confederacy)
ชนเผ่า: ชิกกาซอว์
ผู้นำคนสำคัญ: Holmes Colbert
อัตลักษณ์ / บทบาทโดดเด่น: Paid Migration (จ่ายค่าอพยพเอง), แยกตัวจากช็อกทอว์ปี 1856
ชะตากรรมในช่วงสงครามกลางเมือง: สนับสนุนฝ่าย Confederacy
1. อำนาจเหนือสนธิสัญญา: รัฐบาลสหรัฐฯ (โดยเฉพาะยุคแจ็กสัน) พร้อมจะละเมิดสัญญาด้วยวิธีการที่ไร้ศีลธรรม เช่น การติดสินบนและการแบล็กเมล์ เพื่อผลประโยชน์ทางที่ดิน
2. ความสูญเสียในระดับมหภาค: ช็อกทอว์เสียที่ดิน 11 ล้านเอเคอร์ ขณะที่คริกเสียถึง 23 ล้านเอเคอร์ ความสูญเสียนี้ไม่ได้มีแค่พื้นที่ แต่หมายถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่ถูกทำลาย
3. บทเรียนจากความแตกแยก: ความขัดแย้งภายในเผ่า (เช่น ในกรณีของคริกและช็อกทอว์) มักถูกรัฐบาลภายนอกใช้เป็นเครื่องมือในการแทรกแซงและเข้ายึดครองอำนาจได้ง่ายขึ้น
แหล่งที่มา : All About History Book of the Wild West - 15th EAll About History Book of the Wild West - 15th Edition - 8 January 2026
โฆษณา