18 ก.พ. เวลา 13:55 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

“พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) | HUMAN RESOURCE” หนังที่ดีมาก แต่...

หนังเรื่องนี้เข้าฉายเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา
ผลงานล่าสุดที่กำกับและเขียนบท
โดย “เต๋อ นวพล” แห่งค่าย GDH
ผู้ฝากผลงานเด่นๆ ไว้หลายเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็น" ฮาวทูทิ้ง", Fast & Feel Love,
"ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วยห้ามพักห้ามรักหมอ”
ซึ่งต่างเป็นหนังสร้างชื่อให้กับเขา
โดยเนื้อเรื่องของ พนง.ใหม่
เป็นการเสียดสีระบบการบริหาร
ทรัพยากรบุคคลของบริษัทในโลกปัจจุบัน
สะท้อนถึงปัญหาของแนวคิดและมุมมอง
ของเด็กเจนใหม่ในยุคปัจจุบันนี้
ปัญหาของชนชั้นกลางในระบบทุนนิยม
การดิ้นรนต่อสู้ในชีวิตครอบครัว
ทัศนคติในการมีลูก
การดำเนินเรื่องจะผ่านมุมมองสายตา
ของ “เฟรน (เอิงเอย ประภามณฑล)”
รับบทเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทใหญ่
ที่มีชื่อเสียงระดับต้นของประเทศ
ซึ่งมีหน้าที่จัดหา สรรหา คัดเลือก
บุคลากรเข้ามาเป็นพนักงานของบริษัทนี้
แต่พนักงานกลับอยู่ทำงานได้ไม่นาน
ต้องลาออกเพราะทนกับผู้จัดการบริษัทไม่ได้
และน้องๆ เจนใหม่ ก็เลือกจะไม่ทน
ต่อระบบการบริหารที่เป็นอยู่
คนเป็น HR ซึ่งในเรื่องจะมี “เต้น”
คู่หูในการทำงานอีกคน รับบทโดย “อะตอม ชนกันต์”
ที่ต้องกดดันกับหน้าที่ที่ทำอยู่เช่นกัน
เฟรนอยากจะย้ายงาน แต่ต้องทนอยู่เพราะ
กำลังตั้งท้องได้หนึ่งเดือน
สามีก็เป็นเซลล์อีกบริษัท
ทั้งสองยังเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีฐานะที่เพิ่งตั้งไข่
พักอยู่คอนโดเล็กๆ ในกทม.
ในขณะที่ตัวละครอะตอม
เป็นลูกของคนมีฐานะดีพอสมควร ไม่เดือดร้อน
จึงไม่ทนอยู่กับนายจ้างที่เป็นอยู่
ทั้งคู่ได้แต่หารือกันในการเลือกเฟ้น
หาบุคลากรที่มาสนองบริษัทฯ ด้วยความยากลำบาก
โดยไม่อาจพึ่ง Job Description เพียงอย่างเดียว
หนังดำเนินไปแบบเดย์บายเดย์ สไตล์สโลว์เบิร์น
ใช้เสียงของวิทยุหรือทีวีที่ตัวละครฟัง
ประกอบการเดินเรื่อง บทพูดน้อยมากๆ
เน้นการแสดงด้วยภาษากาย
ซึ่งตัวเอกคือเอิงเอยที่แสดงได้ดีมากๆ
ด้านโปรดักชันใช้มุมกล้อง Close Up
ที่แช่อยู่กับที่นานมากๆ จนอึดอัด
ปล่อยให้ตัวละครรองเป็นภาพเบลอๆ
หรือไม่ถ่ายภาพให้เลย
เพียงให้รู้ว่ามีอยู่ในฉาก และกำลังพูดอะไร
ใช้ภาพนำเสียงตาม โดยมากจะเน้นความเงียบงัน
ให้ผู้ชมคิดตามว่าตัวละครรู้สึกยังไง
ทั้งกิจวัตรแต่ละวันซ้ำๆ ของตัวเอก
ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปทำงาน
สภาพฝนตกรถติด การจราจรที่ติดขัด
การกระทบกระทั่งกับผู้ที่ทำผิดการจราจร
จนเคยชินว่ามันไม่ได้ผิดอะไร
ความเครียดลึกๆในใจ จนตัวเฟรน
หม่นกว่าความที่ควรจะเป็น
ทั้งที่ปัญหาที่ประสบก็ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่จนเกินไป
ไม่ยินดียินร้ายกับการมีลูก
เพราะไม่แน่ใจในอนาคต
ทั้งตนเองและสภาพเศรษฐกิจสังคมปัจจุบัน
หนังไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากมาย
กับพฤติกรรมของนายจ้าง
ที่ทำให้พนักงานดีดีคนหนึ่งต้องออกไป
สุดท้ายเธอเสียชีวิตจากเหตุอันใดก็ไม่ทราบ
ตัวนางเอกก็แบกไปซะทุกเรื่อง
ซึ่งความเป็นจริงไม่เห็นต้องรู้สึกผิดอะไรขนาดนั้น
บทหนังเดินช้ามากๆ ผ่านสายตาของเฟรน
ทั้งซีนเดินออกกำลังกายบนสายพาน
ซีนไปล้างรถด้วยเครื่องอัตโนมัติ
มีบ่อยแต่ไม่มีผลใดๆ กับเส้นเรื่อง
ทั้งการเสียดสีระบบการศึกษาไทย
ที่แข่งขันกันให้ลูกของตัวเองมีที่เรียนดีๆ มีสังคมดี
ถึงขนาดต้องไปจองที่เรียนโรงเรียนอินเตอร์
ให้กับลูกที่ยังอยู่ในท้อง ค่าเทอมปีละครึ่งล้าน
ทั้งที่สองคนผัวเมียยังเป็นมนุษย์เงินเดือน
ตัวเล็กๆ ในสังคม ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ก็ดูว่ามันเวอร์เกินไป
1
ผู้สร้างเน้นความอึดอัดให้ผู้ชม ดูเเล้วเหนื่อย
และนึกไม่ออกว่าเส้นเรื่องที่เหลือจะไปจบยังไง
ไม่ตัดสินผิดถูกใดใด ปล่อยให้ผู้ชม
เติมความในช่องว่างเอง
ตอนเริ่มเรื่องซีนเเรกก็ปล่อยภาพค้าง
นิ่งๆ ประมาน 2-3 นาที โดยไม่มีบทพากย์
ผู้ชมต่างหันไปมองห้องฉายหนังกันว่า
เครื่องถ่ายค้างหรือเปล่า..เงียบงัน.. งุนงง?
ตอนจบยิ่งแล้วใหญ่
เราดูหนังฮอลลีวูดหลายเรื่อง
ที่จบแบบอารมณ์ค้าง ขอโทษครับ
เรื่องนี้ปาดหน้าทุกเรื่อง
จนเราคนดูหันหน้ามามองกันเอง
แบบคิดกันว่า.."อะไรวะ?"
ไฟโรงหนังเปิดสว่าง
เราผู้ชมเดินออกจากโรงหนัง
ด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
รวมความโดยสรุปแล้ว
ต้องกลับบ้านไปทำความเข้าใจต่อ
ว่าผู้สร้างจะสื่ออะไร?
หนังไม่มีท่อนฮุคเหมือนเพลงดีๆ
ไม่มีโซโล่เร้าใจในตอนจบ
เรื่อยๆ เฉื่อยๆ ร่วมสองชั่วโมงเศษ
เท่าที่ทราบรายได้หนังไม่ดีนัก และคงออกโรงไม่นานนี้
ผิดฟอร์มของค่ายGDH
แม้สำหรับตัวผมเองก็มองว่าหนังก็มีดีในหลายเรื่อง
ตั้งแต่การแสดงดีเป็นธรรมชาติ
ความตั้งใจของผู้สร้างก็ถือว่าดี
แต่ขออนุญาตงดให้คะแนนครับ
ถ้าหนังเรื่องนี้เป็นคน
ก็อยากจะนิยามว่า
เป็นคนนิสัยดีที่น่าเบื่อมากกก.. ... ...
โฆษณา