Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
รู้เปลี่ยนโลก
•
ติดตาม
18 ก.พ. เวลา 16:52 • ประวัติศาสตร์
ชีวประวัติและวิวัฒนาการทางการเมืองของ เดวี คร็อกเก็ตต์ (Davy Crockett)
1. การก่อตัวของตำนานและพื้นฐานชีวิตในวัยเยาว์
ในฐานะนักประวัติศาสตร์ การพิจารณาชีวิตของ เดวี คร็อกเก็ตต์ (Davy Crockett) จำเป็นต้องมองข้ามภาพลักษณ์ "ราชันแห่งพรมแดน" (King of the Wild Frontier) เพื่อทำความเข้าใจถึงการก่อตัวของมนุษย์คนหนึ่งที่ถูกหล่อหลอมด้วยความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองและความขัดสนทางเศรษฐกิจ คร็อกเก็ตต์เกิดในปี 1786 ณ ดินแดน "แฟรงคลิน" (Franklin) ซึ่งเป็นพื้นที่แยกตัวที่พยายามรับรองตนเองเป็นรัฐที่ 14 ของอเมริกา (ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของรัฐนอร์ทแคโรไลนา)
ประเด็นสำคัญที่มักถูกละเลยคืออิทธิพลของ จอห์น คร็อกเก็ตต์ (John Crockett) บิดาของเขา ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่พยายามผลักดันรัฐแฟรงคลินอย่างเข้มแข็ง การเมืองจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่เป็น "หัวข้อสนทนาหลัก" บนโต๊ะอาหารที่ประทับลงในจิตใจของเดวีตั้งแต่เด็ก อย่างไรก็ตาม วิกฤตทางการเงินของครอบครัวบังคับให้เขาต้องเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงตั้งแต่อายุ 12 ปี เริ่มจากการเป็นคาวบอยต้อนฝูงวัวระยะทาง 400 ไมล์สู่เวอร์จิเนีย และการฝึกฝนเป็นช่างทำหมวกนานถึง 4 ปี
ประสบการณ์ความยากลำบากเหล่านี้ โดยเฉพาะการทำงานเพื่อล้างหนี้ให้บิดาจนถึงปี 1802 ได้กลายเป็น "ทุนทางสังคม" ชิ้นสำคัญ ทักษะการเป็นพรานล่าสัตว์และการเอาตัวรอดในพื้นที่ชายขอบไม่ได้สร้างเพียงความแข็งแกร่งทางกาย แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ของ "ผู้เลี้ยงดูชุมชน" (Provider) ผ่านการแบ่งปันเนื้อสัตว์จากการล่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนพรานป่าให้กลายเป็นนักการเมืองที่ชาวบ้านธรรมดาให้ความไว้วางใจอย่างสูงสุด
2. รากฐานทางการเมืองและเกียรติประวัติทางการทหาร (1813 - 1821)
การก้าวเข้าสู่พื้นที่อำนาจของคร็อกเก็ตต์สะท้อนถึงการสร้างบารมีผ่านระบบยุติธรรมท้องถิ่นและกองกำลังอาสา (Militia) ซึ่งเป็นโครงสร้างอำนาจที่สำคัญที่สุดในพื้นที่พรมแดน
ประเมินบทบาทในสงครามครีก (Creek War 1813): เมื่อพิจารณาเชิงวิพากษ์ บทบาททางทหารของคร็อกเก็ตต์มีความย้อนแย้งอย่างประจักษ์ ระหว่าง "เกียรติประวัติในสนามรบ" ตามตำนาน กับ "ข้อเท็จจริง" ที่เขาทำหน้าที่เพียงพลลาดตระเวน (Scout) เป็นเวลา 90 วัน และพลาดการสู้รบครั้งสำคัญเกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงในฐานะนักล่าหมีที่หาเลี้ยงกองทัพกลับสร้างบารมีให้เขามากกว่าการถืออาวุธในแนวหน้า
วิเคราะห์การก้าวสู่ตำแหน่งผู้พิพากษา (Justice of the Peace): ในปี 1817 คร็อกเก็ตต์ได้รับเลือกเป็นผู้พิพากษาสันติภาพ แม้เขาจะไม่เคยอ่านกฎหมายแม้แต่เล่มเดียว แต่การใช้ "ความฉลาดแบบชาวบ้าน" (Homespun wisdom) และการตัดสินใจด้วยสามัญสำนึกในการจัดการกับอาชญากร ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยคำตัดสินของเขาไม่เคยถูกอุทธรณ์เลยแม้แต่ครั้งเดียว
เส้นทางการไต่เต้าทางอำนาจ
ปี ค.ศ. > ตำแหน่งที่ได้รับ > ความสำคัญเชิงกลยุทธ์
1817 > ผู้พิพากษาสันติภาพ > เริ่มต้นสร้างฐานอำนาจผ่านกระบวนการยุติธรรมภาคประชาชน
1818 > พันโทกองกำลังอาสา > การแสดงออกเชิงต่อต้านกลุ่มอภิสิทธิ์ชน (Anti-elitism): เขาตัดสินใจลงแข่งเพราะความโกรธแค้นผู้สมัครคนอื่นๆ ที่เป็นพวกชนชั้นนำ (Elite)
1821 > สภานิติบัญญัติแห่งรัฐเทนเนสซี > ยกระดับจากผู้นำท้องถิ่นสู่การเป็นตัวแทนระดับรัฐอย่างเป็นทางการ
ความสำเร็จเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า คร็อกเก็ตต์ไม่ได้เป็นเพียงพรานป่าที่โชคดี แต่เป็นนักการเมืองที่รู้จักใช้ความรู้สึกร่วมของชาวบ้านในการท้าทายกลุ่มอำนาจเดิม ซึ่งเป็นฐานส่งตัวเขาไปสู่สภาคองเกรสในเวลาต่อมา
3. บทบาทในสภาคองเกรสและการปะทะทางอุดมการณ์ (1827 - 1835)
ในสภาคองเกรส คร็อกเก็ตต์ถูกยกย่องเป็น "ราชสีห์แห่งตะวันตก" (Lion of the West) แต่ความเป็นจริงทางการเมืองกลับเป็นความล้มเหลวที่ถูกฉาบไว้ด้วยภาพลักษณ์ยอดมนุษย์
ความขัดแย้งเชิงนโยบายและการแตกหัก: คร็อกเก็ตต์เริ่มแยกทางกับประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็กสัน อย่างรุนแรงเนื่องจากความเห็นที่ขัดแย้งกันในนโยบายที่ดินและการจัดการกับชนพื้นเมือง การยืนหยัดต่อต้านแจ็กสันส่งผลให้เขาถูกโดดเดี่ยวทางการเมืองในสภา
ความย้อนแย้งระหว่าง "ตำนาน" และ "ความจริง": ในขณะที่ตัวจริงของเขาในสภาเข้าสู่ภาวะเป็นหมันทางการเมือง โดยในวาระที่สอง (1833-1835) เขา ไม่สามารถผลักดันกฎหมายได้แม้แต่ฉบับเดียว แต่ในทางวัฒนธรรมเขากลับกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ผ่านบทละคร "Lion of the West" และหนังสือ "Crockett Almanac" ที่นำเสนอเรื่องเล่าเกินจริง (Tall tales) เกี่ยวกับความสามารถเหนือมนุษย์ ความย้อนแย้งเชิงประจักษ์นี้แสดงให้เห็นว่าชื่อเสียงของเขาได้แยกขาดจากผลงานจริงอย่างสิ้นเชิง
ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 1835 ต่อ William Fitzgerald คือจุดจบของเส้นทางการเมืองในบ้านเกิด เขาจึงตัดสินใจมุ่งหน้าสู่ "พรมแดนใหม่" ในเท็กซัสด้วยความหวังทางการเมืองครั้งสุดท้าย
4. เส้นทางสุดท้ายในเท็กซัสและการล่มสลายที่อาลาโม (1835 - 1836)
คร็อกเก็ตต์เดินทางถึงเท็กซัสในสถานะนักการเมืองที่ล้มเหลวแต่ยังคงมองโลกในแง่ดี (Political Optimist) เขาหวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการสาบานตนต่อรัฐบาลชั่วคราวของเท็กซัส
การล้อมอาลาโม (The Siege of the Alamo): เขาและกลุ่มอาสาสมัครเข้าประจำการที่ซานอันโตนิโอ การปิดล้อมเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1836 โดยกองทัพเม็กซิกันของซานตา อันนา และสิ้นสุดลงในวันที่ 6 มีนาคม 1836 หลังจากถูกระดมยิงและปิดล้อมนาน 13 วัน
การประเมินข้อโต้แย้งเรื่องการเสียชีวิต: นี่คือจุดที่ "ตำนาน" และ "หลักฐานทางประวัติศาสตร์" ปะทะกันรุนแรงที่สุด:
* ตำนาน: คร็อกเก็ตต์สู้จนหยดเลือดสุดท้ายในฐานะชายคนสุดท้ายที่ยืนหยัดอยู่กลางซากศพศัตรู
* หลักฐานทางประวัติศาสตร์: บันทึกฝ่ายเม็กซิกันและประจักษ์พยานระบุว่า เขาและผู้รอดชีวิตบางส่วนถูกจับกุมและประหารชีวิตตามคำสั่งของซานตา อันนา และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ มีข้อมูลระบุว่าเขาอาจพยายามอ้างกับผู้จับกุมว่าเขาเป็นเพียง "นักท่องเที่ยว" (Tourist) ที่มาสำรวจพื้นที่และติดอยู่ในเหตุการณ์การสู้รบเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ความตายของเขาได้กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างอัตลักษณ์ชาติ เปลี่ยนความพ่ายแพ้ทางยุทธวิธีให้เป็นชัยชนะทางจิตวิญญาณที่ประเมินค่าไม่ได้
5. มรดกทางประวัติศาสตร์และการกลายเป็นสัญลักษณ์วัฒนธรรม
อิทธิพลของ เดวี คร็อกเก็ตต์ ถูกขยายขีดสุดผ่านสื่อสมัยใหม่ โดยเฉพาะซีรีส์ Disney ในทศวรรษ 1950 และภาพยนตร์เรื่อง The Alamo ซึ่งสร้างกระแส "Crockett-mania" จนถึงขั้นทำให้ราคาหางแรคคูนพุ่งสูงขึ้นถึง 2,000% สะท้อนให้เห็นว่าภาพลักษณ์ของเขาสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมได้แม้เวลาจะผ่านไปนับร้อยปี
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับการพิจารณาเชิงประวัติศาสตร์:
* การเมืองเรื่องภาพลักษณ์ (Image Politics): คร็อกเก็ตต์ไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อของตำนาน แต่เขายินดี "สวมบทบาท" และใช้เรื่องเล่าเกินจริงเพื่อประโยชน์ทางการเมืองมาโดยตลอด
* ความล้มเหลวเชิงนิติบัญญัติเทียบกับความสำเร็จเชิงสัญลักษณ์: ประวัติศาสตร์ต้องแยกแยะว่าความสำเร็จของเขาไม่ได้อยู่ในรูปของกฎหมาย แต่อยู่ในรูปของ "แรงบันดาลใจ" และการเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ
* กระบวนการสร้างตำนาน (Myth-making): กรณีของเขาแสดงให้เห็นว่าสังคมอเมริกันพร้อมที่จะลดทอนข้อเท็จจริงที่ "แห้งแล้ง" เพื่อรักษาตำนานที่ช่วยหล่อเลี้ยงรากเหง้าทางจิตวิญญาณของชาติ
ท้ายที่สุด เดวี คร็อกเก็ตต์ คือเครื่องพิสูจน์ว่าในบริบทของประวัติศาสตร์อเมริกัน เมื่อต้องเลือกระหว่าง "ข้อเท็จจริง" กับ "ตำนาน" สังคมส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะ "พิมพ์ตำนาน" (Print the legend) เพราะตำนานเหล่านั้นมีความหมายและทรงพลังมากกว่าความจริงที่อาจไม่ได้งดงามเสมอไป
แหล่งที่มา : All About History Book of the Wild West - 15th Edition - 8 January 2026 - Discovering the American West
ประวัติศาสตร์
ข่าวรอบโลก
หนังสือ
1 บันทึก
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย