19 ก.พ. เวลา 09:59 • ประวัติศาสตร์

ความฝันในหอแดง 73 บทกวีของเซียงหยุน

สีเหยินจัดเตรียมของ เรียกซ่งมามา 老宋妈妈 แม่นมเฒ่ามาบอกว่า
“ท่านไปล้างหน้าหวีผมให้เรียบร้อย แต่งชุดออกจากบ้าน ข้าจะให้ท่านไปส่งของให้คุณหนูใหญ่สื่อ”
ซ่งมามาว่า “แม่นางมีอะไรก็บอกมา ข้าแต่งตัวเรียบร้อยแล้วจะได้ไปเลย”
สีเหยินยกกล่องจักสานขนาดเล็กมาสองกล่อง เปิดกล่องแรกออกดู ด้านในบรรจุกระจับแดง 红菱 และผลหัวไก่ 鸡头果 สองชนิด ส่วนอีกกล่องบรรจุจานใส่ขนมอบไส้ถั่วเคลือบน้ำตาลกุ้ยฮวา แล้วบอกว่า
“นี่ล้วนเป็นผลผลิตใหม่จากอุทยานในปีนี้ นายรองเป่าส่งมาให้คุณหนูชิม วันก่อนคุณหนูชมว่าจานโมรานี้สวย ให้คุณหนูเก็บเอาไว้ใช้ได้เลย ในถุงผ้าไหมนี้เป็นงานเย็บปักที่คุณหนูขอให้ข้าช่วยทำเมื่อวันก่อน คุณหนูเอาไว้ใช้อย่าติว่างานมันหยาบ แล้วช่วยกล่าวอวยพรและถามทุกข์สุขแทนนายรอง”
ซ่งมามาว่า “ไม่ทราบว่านายรองเป่ายังมีเรื่องอื่นอีกไหม วานแม่นางช่วยถามที ข้ากลับมาจะได้ไม่ถูกหาว่าลืม”
สีเหยินหันไปถามชิวเหวินว่า “เมื่อครู่เจ้าเห็นนายรองอยู่ที่คุณหนูสามหรือไม่”
ชิวเหวินว่า “พวกเขาหารือกันเรื่องตั้งชมรมกลอนอะไรนี่แหละ ยังแต่งกลอนกันด้วย คิดดูแล้วไม่ได้สั่งอะไร ท่านไปจัดการตามนั้นเถิด”
ซ่งมามาหยิบของ ไปเปลี่ยนชุดออกมา สีเหยินกำชับว่า
“ท่านไปทางประตูหลัง มีบ่าวเรียกรถรอไว้แล้ว”
เป่าวี่กลับมาถึง รีบไปชมดอกไห่ถังก่อน แล้วเข้าเรือนมาเล่าให้สีเหยินฟังเรื่องชมรมกลอน สีเหยินก็บอกเรื่องที่ให้ซ่งมามานำของไปส่งให้สื่อเซียงหยุน เป่าวี่ฟังแล้วตบมือว่า
“ข้าลืมนางไปเลย คิดอยู่ว่ามีเรื่องอะไรคาใจอยู่แต่นึกไม่ออก ดีที่เจ้าพูดถึง ข้าว่าจะไปเชิญนางอยู่ ชมรมกลอนนี้หากขาดนางไปคงไม่สนุก”
สีเหยินเตือนว่า “สำคัญอะไร แค่งานบันเทิง นางไม่มีอิสระเหมือนพวกท่าน อยู่บ้านนางก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง บอกนางไป ถึงนางอยากมาก็ใช่ว่าจะมาได้ มาไม่ได้นางก็พะว้าพะวัง อย่าทำให้นางลำบากใจจะดีกว่า”
เป่าวี่ว่า “ไม่เป็นไร ข้าจะเรียนไท่ไท่ให้ส่งคนไปรับมา”
ระหว่างสนทนา ซ่งมามากลับมาถึง เข้ามารายงานภารกิจแก่สีเหยิน แล้วกล่าวต่อว่า
“คุณหนูสื่อถามว่านายรองทำอะไรอยู่ ข้าบอกว่าเห็นตั้งชมรมกลอนกับพวกคุณหนูอยู่ คุณหนูสื่อว่า จะแต่งกลอนกัน ไม่เห็นมาบอกข้า ท่าทางร้อนอกร้อนใจมาก”
เป่าวี่รีบลุกขึ้น ออกมาหาแม่เฒ่าเจี่ยรบเร้าจะให้ส่งคนไปรับ แม่เฒ่าเจี่ยว่า
“วันนี้เย็นแล้ว พรุ่งนี้ให้ไปแต่เช้า”
เป่าวี่จึงงอนกลับมา
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เป่าวี่ออกมาหาแม่เฒ่าเจี่ยเร่งให้ส่งคนไปอีก ตกบ่าย เซียงหยุนมาถึง เป่าวี่จึงค่อยโล่งใจ พอพบหน้ากัน เป่าวี่ก็เล่าเรื่องให้ฟังแต่ต้นจนปลาย แล้วว่าตนอยากเอาบทกลอนให้นางดู แต่พวกหลี่หวานบอกว่า
“อย่าเพิ่งให้นางดู บอกแต่หัวข้อกำหนดคำและสัมผัส นางมาสาย ปรับให้แต่งกลอนมาดูก่อน ถ้าดีจึงรับเข้าชมรม ถ้าไม่ดี ปรับให้เป็นเจ้าภาพหนึ่งครั้งก่อนค่อยว่ากัน”
เซียงหยุนยิ้มว่า “พวกเจ้าลืมเชิญข้า ข้าควรต้องปรับพวกเจ้า เอาคำสัมผัสมา ถึงข้าจะไม่เก่ง ก็ต้องลองฝืนดู ขอให้รับข้าเข้าชมรม จะให้กวาดพื้นจุดธูป ข้าก็ยินดี”
ทุกคนเห็นนางกระตือรือร้นเช่นนี้ ก็ยินดี ต่างโทษตัวเองว่า
“เมื่อวานลืมนางได้อย่างไร”
แล้วบอกนางเรื่องคำสัมผัส
เซียงหยุนชอบใจยิ่ง อดใจไม่ได้ แต่งเติมตัดทอนในใจระหว่างสนทนา แล้วคว้ากระดาษที่หาได้มาเขียน ยิ้มก่อนว่า
“ข้าแต่งตามคำสัมผัสออกมาได้สองบท ดีหรือไม่ยังไม่รู้ เพียงแค่ทำตามเงื่อนไข”
แล้วส่งให้ทุกคนดู
ทุกคนว่า “ของพวกเราสี่คน คนละบทก็หมดเรื่องเขียนแล้ว อีกบทคงไม่ไหว เจ้ากลับแต่งมาสองบท จะมีเรื่องอะไรมากมายให้เขียน คงซ้ำของพวกเราแน่”
ว่าแล้วก็อ่านดูทั้งสองบทมีว่า
咏白海棠和韵
ชมไห่ถังขาวตามเสียงสัมผัส
其一 บทที่หนึ่ง
神仙昨日降都门,种得蓝田玉一盆。
自是霜娥偏爱冷,非关倩女欲离魂。
秋阴捧出何方雪?雨渍添来隔宿痕。
却喜诗人吟不倦,肯令寂寞度朝昏。
วันวานเทวาเสด็จเมืองมาทาง“ประตู”
หยกหลานเถียนทรงปลูกอยู่ใน“กระถาง”
เทวีหิมะชอบความขาวหนาวอ้างว้าง
มิเกี่ยวนางเชี่ยนหนฺวี่ลี้“วิญญาณ”
เมฆเดือนสารทไฉนดลหิมะมา
น้ำฝนท่วมราตรีวานเป็น“หลักฐาน”
น่ายินดีเหล่ากวีมิเกียจคร้าน
ช่วยพ้นผ่านความเหงายามอรุณแล“สายัณห์”
(หยกหลานเถียน 蓝田玉 หลานเถียน 蓝田 มณฑลส่านซี 陕西 เป็นหนึ่งในสี่แหล่งกำเนิดหยกสำคัญของจีน ; หยกในบริบทบทกวีนี้คือ หยกขาว)
(เทวีหิมะ 霜娥 นาม ชิงหนฺวี่ 青女 ชื่อนี้จะล้อกับชื่อ เชี่ยนหนฺวี่ 倩女 ในวรรคถัดไป)
(เชี่ยนหนฺวี่ลี้วิญญาณ 倩女离魂 จากนิยายสมัยถังเรื่อง บันทึกลี้วิญญาณ 离魂记 :
นางเชี่ยนหนฺวี่รักกับหวางโจ้ว 王宙 แต่ถูกบิดานางขัดขวาง หวางโจ้วจากไปแดนไกลด้วยความคับแค้น นางเชี่ยนหนฺวี่ติดตามไปพบเข้าระหว่างทางและอยู่ด้วยกันในต่างแดนห้าปีจึงกลับมายังบ้าน ทางบ้านตื่นตกใจที่เห็นนางเชี่ยนหนฺวี่อีกคนวิ่งออกมาจากห้องสวมกอดกันแล้วรวมร่างเป็นหนึ่ง
ด้วยความคับแค้นใจนางเชี่ยนหนฺวี่ทิ้งร่างไว้เป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ในห้องตลอดห้าปี นางถอดวิญญาณติดตามไปอยู่กินกับหวางโจ้ว เมื่อกลับมาจึงได้รวมร่าง)
其二 บทที่สอง
蘅芷阶通萝薜门,也宜墙角也宜盆。
花因喜洁难寻偶,人为悲秋易断魂。
玉烛滴干风里泪,晶帘隔破月中痕。
幽情欲向嫦娥诉,无那虚廊夜色昏。
บันไดเหิงจื่อ ลอดหลอปี้ซุ้ม“ประตู”
ไห่ถังเหมาะอยู่มุมกำแพงใน“กระถาง”
มาลีพิสุทธิ์ยากหาคู่เคียงข้าง
ฤดูสารทช่างชวนเหงาเศร้า“วิญญาณ”
น้ำตาเทียนหยกขาวแห้งกรังกลางลมดึก
ผ่านม่านผลึกชมเงาบิดผิด“สัณฐาน”
ใคร่แจ้งจันทร์ถึงรู้สึกลึกดวงมาลย์
ระเบียงร้างคนผ่านกลางราตรีช่าง“หม่นมัว”
(เหิง จื่อ หลอ ปี้ 蘅芷萝薜 ล้วนเป็นไม้เลื้อย)
(昏 มัวซัว, สายัณห์)
แต่ละวรรคสร้างความแปลกใจไปทุกวรรค ทุกคนต่างชมว่า
“ไม่เสียทีแต่งบทกวีไห่ถัง ถึงเวลาควรตั้งชมรมไห่ถังแล้ว”
เซียงหยุนว่า “พรุ่งนี้ข้าขอรับโทษปรับเป็นเจ้าภาพเชิญทุกท่านมาชุมนุม จะได้ไหม”
ทุกคนว่า “นี่ยิ่งวิเศษ”
ว่าแล้วก็เอาบทกลอนเมื่อวานมาร่วมวิจารณ์กันอีกเที่ยว
ตกเย็น เป่าไชเชิญเซียงหยุนไปค้างแรมยังลานขิงหอม ใต้แสงโคมเซียงหยุนหารือกับเป่าไชถึงการเป็นเจ้าภาพจัดงานว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้ เป่าไชฟังอยู่เป็นนานแล้วแย้งว่า
“เป็นเจ้าภาพจัดชมรม ถึงจะเป็นเรื่องสนุกชั่วครั้งคราว ก็ต้องคิดหน้าคิดหลัง ตนเองต้องสะดวก ไม่ทำให้ผู้อื่นลำบากใจ ทุกคนจึงมีความสุข ตัวเจ้าเองทางบ้านยังชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินหาได้แต่ละเดือนไม่พอใช้ งานนี้ใช่ว่าเป็นงานสำคัญ หากพี่สะใภ้ของเจ้ารู้เข้าคงไม่พอใจ ถึงเจ้าจะนำเงินทั้งหมดที่เจ้ามีมาเป็นเจ้าภาพก็ยังไม่พอ เจ้ามิต้องไปเอาจากทางบ้านหรือหาจากที่อื่นอีกหรือ”
คำกล่าวนี้เตือนสติเซียงหยุนจนเกิดลังเลขึ้นมา
เป่าไชว่า “เรื่องนี้ข้าคิดเอาไว้แล้ว โรงรับจำนำทางบ้านข้ามีลูกน้องอยู่คนหนึ่ง แถวบ้านเลี้ยงปู เคยส่งมาให้อยู่หลายหน คนในจวนนี้นับตั้งแต่เหล่าไท่ไท่มา กว่าครึ่งชอบกินปู วันก่อนน้าหญิงคิดอยู่ว่าจะจัดงานเชิญเหล่าไท่ไท่ไปกินปูชมดอกหอมหมื่นลี้ 桂花 (กุ้ยฮวา) ในอุทยาน แต่เผอิญติดธุระจึงยังไม่ได้จัด
เจ้าไม่ต้องพูดเรื่องชมรมกลอน เพียงไปเชิญพวกท่านมา หลังเสร็จงาน พวกท่านกลับไปแล้ว พวกเราจึงค่อยมาต่อกลอนกัน ข้าจะบอกพี่ชายให้คัดปูตัวโตๆ มาหลายตะกร้า เอาเหล้ามาจากที่ร้าน จัดโต๊ะสักสี่ห้าโต๊ะ ไม่ต้องยุ่งยากมาก ทุกคนจะได้ร่วมครึกครื้น”
เซียงหยุนซาบซึ้งใจและกล่าวชมว่าคิดได้รอบคอบ
เป่าไชยิ้มว่า “ข้าจริงใจต่อเจ้า อย่าได้คิดมากว่าข้าดูถูกดูแคลน มิเช่นนั้นมิคบกันเสียเปล่าหรือ ตกลงตามนั้น ข้าจะให้เขารีบจัดการ”
เซียงหยุนยิ้มว่า “พี่คนดี กล่าวเช่นนี้กลับจะกลายเป็นไม่จริงใจ ถึงข้าจะเหลวไหลก็ยังรู้แยกดีชั่ว ถ้าข้าไม่เห็นพี่เป็นเหมือนพี่สาวแท้ ๆ คราก่อนคงไม่เอาเรื่องยุ่งยากในบ้านเล่าให้ฟังจนหมดสิ้น”
เป่าไชฟังแล้ว จึงเรียกแม่เฒ่าผู้หนึ่งมาสั่งว่า
“ออกไปแจ้งนายใหญ่ว่า ให้คัดปูตัวใหญ่ที่ได้มาวันก่อนไว้หลายตะกร้า พรุ่งนี้จะจัดโต๊ะเชิญเหล่าไท่ไท่และน้าหญิงมาชมดอกกุ้ยฮวา เจ้าย้ำกับนายใหญ่ว่าอย่าลืม ข้าเชิญแขกเอาไว้แล้ว”
แม่เฒ่ารีบออกไปตามสั่ง
เป่าไชหันมากล่าวกับเซียงหยุนว่า
“หัวข้อบทกลอนก็ไม่ควรพิศดารจนเกินไป เจ้าดูคนเก่าก่อนมีที่ไหนตั้งหัวข้อพิศดารเกินไป ใช้คำสัมผัสยากเกินเหตุ หัวข้อพิศดารสัมผัสยาก นอกจากไม่ได้บทกลอนดีแล้ว ยังกลายเป็นบทกลอนอ่อนหัด แต่งได้แต่คำซ้ำซากไม่อาจมีอะไรแปลกใหม่ สิ่งแรกสุดคือประเด็นต้องชัดเจน คำกลอนก็ตามมาเอง อันที่จริง สำหรับเจ้าและข้า เรื่องสำคัญยังคงเป็นงานเย็บปักถักร้อย พอมีเวลาว่างจึงอ่านบทความจากหนังสือที่เป็นประโยชน์”
เซียงหยุนเห็นด้วยแล้วยิ้มว่า “เมื่อวานแต่งกลอนชมไห่ถัง ตอนนี้ข้าคิดว่าจะให้แต่งกลอนชมเบญจมาศ เป็นอย่างไร”
เป่าไชว่า “เบญจมาศก็ตรงตามฤดู เพียงแต่คนแต่ก่อนเขียนถึงกันมากแล้ว”
เซียงหยุนว่า “นั่นสิ ข้าก็กลัวว่าจะจำเจ”
เป่าไชตรองอยู่ครู่ก็ว่า “ได้แล้ว เราให้เบญจมาศเป็นแขกรับเชิญ ให้คนเป็นประธาน ตั้งหัวข้อโดยใช้สองคำ คำหนึ่งเป็นรอง คำหนึ่งเป็นหลัก คำหลักคือ “เบญจมาศ 菊” คำรองเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ แบบนี้ทั้งชมเบญจมาศ ทั้งผูกเรื่องราว คนแต่ก่อนแม้เคยทำเช่นนี้บ้าง ก็ไม่จำเจ”
เซียงหยุนยิ้มว่า “ดีดี ว่าแต่คำรองจะใช้อะไรดี ท่านลองคิดมาสักคำ”
เป่าไชตรองแล้วยิ้มว่า “ฝันเบญจมาศ 菊梦 ก็ใช้ได้”
เซียงหยุนยิ้มว่า “ดีจริง ข้าก็คิดได้คำหนึ่ง เงาเบญจมาศ 菊影 ก็ได้อยู่”
เป่าไชว่า “เอาเถอะ เพียงแต่มีคนเขียนถึงกันมาก่อน หากเราตั้งไว้หลายหัวข้อก็พ่วงเข้าไปได้ ข้านึกได้อีกข้อ”
เซียงหยุนว่า “รีบบอกมา”
เป่าไชว่า “ถามเบญจมาศ 问菊 เป็นอย่างไร”
เซียงหยุนตบโต๊ะร้องว่าเยี่ยม แล้วว่า “ข้ายังมี เสาะหาเบญจมาศ 访菊 ดีหรือไม่”
เป่าไชชมว่าน่าสนใจ แล้วว่า “ลองเขียนสักสิบคำออกมาดู”
ว่าแล้วทั้งสองก็ฝนหมึกจุ่มพู่กัน เป่าไชบอก เซียงหยุนเขียน ได้ออกมาสิบคำ
เซียงหยุนมองดูเที่ยวหนึ่งแล้วว่า
“สิบไม่ครบชุด ต้องเป็นสิบสอง ตามจำนวนหน้าเล่มอักษรหรือภาพที่ใช้กันอยู่”
เป่าไชคิดเพิ่มมาอีกสองคำ รวมเป็นสิบสองแล้วว่า
“เอาอย่างนี้ เขียนใหม่เรียงเป็นลำดับ”
เซียงหยุนว่า “เยี่ยม เรียงเป็นบทหนังสือเบญจมาศ”
เป่าไชว่า
“บทแรกว่า 《โหยหาเบญจมาศ 忆菊》 โหยหาแล้วไม่เห็นจึงออกเสาะหา
บทที่สอง 《เสาะหาเบญจมาศ 访菊》 เสาะหาพบแล้วนำไปปลูก
บทที่สาม 《ปลูกเบญจมาศ 种菊》ปลูกแล้วออกดอกเบ่งบานจึงพบหน้าชื่นชม
บทที่สี่ 《พบเบญจมาศ 对菊》 พบหน้าแล้วไม่สิ้นความยินดี จึงหักกิ่งมาประดับแจกัน
บทที่ห้า 《ประดับเบญจมาศ 供菊》 ประดับแล้วไม่ขับชม เหมือนไม่เห็นคุณค่า
บทที่หก 《ชมเบญจมาศ 咏菊》 ขับชมเป็นกาพย์กลอน แล้วยังต้องแสดงออกด้วยหมึกพู่กัน
บทที่เจ็ด 《วาดเบญจมาศ 画菊》 แม้วาดเบญจมาศมาชื่นชมแต่ไร้คำจำนรรจ์ มิรู้เบญจมาศเลอเลิศเพียงใด อดมิได้ต้องไต่ถาม
บทที่แปด 《ถามเบญจมาศ 问菊》 เบญจมาศหากรู้เจรจา ย่อมปรีดามิรู้แล้ว จึงยิ่งอยากชิดใกล้
บทที่เก้า 《แซมเบญจมาศ 簪菊》
จบเรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คน แต่เรื่องราวยังมิสิ้นสุด จึงมี 《เงาเบญจมาศ 菊影》《ฝันเบญจมาศ 菊梦》 เป็นบทที่สิบและบทที่สิบเอ็ด
ปิดท้ายด้วย 《เบญจมาศโรย 残菊》 สรุปอารมณ์สุนทรีแห่งสารทฤดูทั้งสามช่วง 三秋”
(三秋 คือ ช่วงต้น กลาง ปลาย แห่งสารทฤดู)
เซียงหยุนคัดลอกตามคำบอก อ่านดูรอบหนึ่งแล้วถามว่า
“จะกำหนดอักษรสัมผัสอย่างใด”
เป่าไชว่า “ปกติแล้วข้าไม่นิยมกำหนดอักษรสัมผัส บทกวีที่ดีใยต้องถูกผูกมัดด้วยอักษรสัมผัสตายตัว เราอย่าเลียนแบบพวกกวีอ่อนหัด เพียงตั้งหัวข้อ แต่ไม่กำหนดอักษรสัมผัส สุดแต่ใครจะประดิษฐ์วรรคที่เลิศเลอ โดยไม่มีสิ่งนี้เป็นอุปสรรค”
(เป่าไชหมายถึงไม่บังคับใช้ตัวอักษรสัมผัส คงไว้เพียงเสียงสัมผัสอันเป็นหลักปกติของบทกวี)
เซียงหยุนว่า “พูดถูกทีเดียว เช่นนี้แล้ว ทักษะกวีของทุกคนจะรุดหน้าไปอีกขั้น ทว่า พวกเรามีห้าคน หัวข้อมีสิบสอง หรือจะให้แต่ละคนแต่งทั้งสิบสองหัวข้อ”
เป่าไชว่า “นั่นก็ยากเกินไป คัดลอกหัวข้อเอาไว้ กำหนดให้ใช้กลอนเจ็ด พรุ่งนี้ปิดไว้บนผนัง ใครแต่งหัวข้อไหนได้ก็แต่งหัวข้อนั้น หรือใครมีปัญญาแต่งครบทั้งสิบสองก็แล้วแต่ ไม่ครบไม่เป็นไร ผู้ใดแต่งได้ดีและว่องไวถือเป็นเอก พอมีผู้แต่งครบทั้งสิบสองหัวข้อแล้วถือว่าจบ ห้ามแต่งต่ออีก ใครยังแต่งต่อจะถูกปรับ”
เซียงหยุนว่า “ตกลงตามนี้”
หารือกันมั่นเหมาะแล้วก็ดับไฟเข้านอน
(จบบทที่สามสิบเจ็ด)
ตอนก่อนหน้า : ชมรมกลอนไห่ถัง
ตอนถัดไป : งานเลี้ยงชมหอมหมื่นลี้

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา