21 ก.พ. เวลา 11:00 • ธุรกิจ

เปิด 9 Sustainability Trends 2026 ที่องค์กรต้องรู้ ก่อนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เทรนด์ความยั่งยืนปี 2026: โอกาสใหม่ของโลกธุรกิจในยุคที่ “ยั่งยืน” ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือมาตรฐานใหม่
ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ความยั่งยืน (Sustainability)” ได้ก้าวออกจากแนวคิดเชิงอุดมคติสู่การเป็นกลยุทธ์ที่องค์กรทั่วโลกต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ภาวะโลกร้อน ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ นโยบายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความคาดหวังของผู้บริโภคที่สูงขึ้น ทั้งหมดล้วนผลักดันให้หลาย ๆ ธุรกิจต้องปรับตัวในระดับโครงสร้าง
โดยปี 2026 เป็นปีที่ข้อกำหนดสากลด้านการรายงานความยั่งยืนเริ่มมีผลบังคับใช้ในหลายประเทศ ทำให้องค์กรที่ต้องแข่งขันบนเวทีโลก จำเป็นต้องมีระบบจัดการข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีผลลัพธ์จริง ไม่ใช่แค่การสื่อสารในเชิงภาพลักษณ์เท่านั้น
บทความนี้จะพาคุณสำรวจเทรนด์และทิศทางสำคัญด้านความยั่งยืนในปี 2026 พร้อมมุมมองที่องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ ทั้งในด้านกลยุทธ์ การบริหาร และการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ก้าวทันยุคที่การเป็นอุตสาหกรรมแบบยั่งยืน ไม่ใช่แค่ “ความได้เปรียบ” เพียงอย่างเดียว แต่เป็น “ใบเบิกทาง” สู่แข่งขันในระยะยาว
9 Sustainability Trends 2026 I ที่องค์กรต้องรู้
1. ปีแห่งมาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน: จากความสมัครใจสู่ข้อบังคับ
ปี 2026 คือช่วงเวลาที่หลายประเทศเริ่มบังคับใช้ มาตรฐานการรายงานความยั่งยืนตามเกณฑ์สากล เช่น
  • ISSB (International Sustainability Standards Board)
  • CSRD ของสหภาพยุโรป
  • มาตรฐานการเปิดเผยความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ (TCFD)
  • นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน เช่น กฎหมายต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR)
แม้อุตสาหกรรมในประเทศไทยส่วนใหญ่อาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ถูกบังคับโดยตรง แต่หากองค์กรมีการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศหรือทำงานร่วมกับบริษัทต่างชาติ ก็จำเป็นจะต้องมีการรายงานตามมาตรฐานเหล่านี้ ซึ่งผลที่ตามมา คือ
  • องค์กรต้องมีวิธีจัดเก็บข้อมูล ESG อย่างเป็นระบบ
  • ไม่สามารถใช้ข้อมูลที่คลุมเครือหรือไม่มีหลักฐานรองรับ
  • ความยั่งยืนจะผูกโยงกับกระบวนการกำกับดูแล (Governance) มากขึ้น
  • บริษัทที่ไม่มีข้อมูลอาจถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทาน
ข้อแนะนำสำหรับองค์กร
  • เริ่มตรวจสอบ Gap ระหว่างข้อมูลที่มี กับสิ่งที่ต้องรายงาน
  • เตรียมระบบเก็บข้อมูล (Data management) ตั้งแต่ระดับหน่วยงานย่อย
  • สื่อสารข้อมูลตามหลักฐาน ไม่ใช่คำโฆษณา
องค์กรที่ลงมือก่อน จะได้เปรียบในด้านความน่าเชื่อถือและโอกาสทางธุรกิจที่มากกว่า
2. ห่วงโซ่อุปทานยั่งยืน: ผู้ผลิตรายเล็กต้องปรับตัว
หนึ่งในเทรนด์เด่นของปี 2026 คือการที่ “ลูกค้ารายใหญ่” เริ่มกำหนดให้คู่ค้าต้องส่งข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างละเอียด เช่น
  • ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon footprint)
  • การใช้พลังงานและน้ำ
  • การบริหารจัดการแรงงาน
  • การใช้วัตถุดิบที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า
  • การจัดการของเสียและบรรจุภัณฑ์
เนื่องจากบริษัทใหญ่ต้องรายงานตามกฎหมาย ทำให้ข้อกำหนดถูกส่งต่อมายังผู้ผลิตรายเล็กโดยอัตโนมัติ ดังนั้น SME หรือโรงงานผลิตแม้จะขนาดเล็ก ก็ต้องเตรียมข้อมูลเพื่อคงสถานะในห่วงโซ่อุปทาน
9 Sustainability Trends 2026 I ที่องค์กรต้องรู้
แนวทางที่องค์กรสามารถเริ่มได้ทันที
  • ประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon footprint) ขององค์กร
  • เก็บข้อมูลทรัพยากรที่ใช้ เช่น ไฟฟ้า น้ำ และเชื้อเพลิง
  • จัดการระบบจัดซื้อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
  • ใช้งานระบบติดตามข้อมูลแบบดิจิทัล
3. Green AI และเทคโนโลยีที่พร้อมขับเคลื่อนความยั่งยืน
ในปี 2026 เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะ AI, IoT, Blockchain และระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics) ซึ่งถูกนำมาใช้ในการเก็บ เรียบเรียง และรายงานข้อมูลความยั่งยืนแบบเรียลไทม์ ตัวอย่างการใช้งาน
  • AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ – วิเคราะห์การปล่อยคาร์บอนของโรงงานและเสนอวิธีลดการใช้พลังงาน
  • IoT (Internet of Things) หรือ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง – ติดตามการใช้พลังงานและทรัพยากรในสายการผลิต
  • Blockchain ตรวจสอบย้อนกลับที่มาของวัตถุดิบ
  • Digital twin สร้างแบบจำลองต่าง ๆ ในโลกดิจิทัล ก่อนนำไปใช้จริงเพื่อลดการสิ้นเปลือง
นอกจากนี้แนวคิดใหม่อย่าง Green AI (AI ที่ออกแบบให้ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ลดการใช้กำลังประมวลผลฟุ่มเฟือย) เริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้น ความท้าทายคือองค์กรต้องเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
4. ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการ “ความจริง” มากกว่า “คำสวยหรู”: ยุคสิ้นสุด Greenwashing
ผู้บริโภคในปี 2026 มีความเข้าใจเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น และสามารถตรวจสอบข้อมูลของแบรนด์อย่างละเอียด เช่น การดูใบรับรอง การเช็กข้อมูลจากเว็บไซต์ หรือการติดตามประเด็นสังคมที่เกี่ยวข้องกับองค์กรนั้น ๆ ดังนั้นยุคของ “การตลาดแบบอ้างว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแต่ไม่สามารถตรวจสอบได้” หรือ Greenwashing กำลังจะหมดไป เพราะ
  • ข้อมูลที่ผิดสามารถตรวจสอบได้ง่าย
  • กฎหมายเริ่มเอาผิดแบรนด์ที่หลอกลวงผู้บริโภค
  • แพลตฟอร์มออนไลน์สามารถทำให้ประเด็นลุกลามได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ทางที่ดีองค์กรควรเปลี่ยนมาเน้นการสื่อสารแบบ Real Impact เช่น
  • ใช้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้
  • แสดงผลลัพธ์จริง ไม่ใช่แค่เจตนา
  • แชร์ตัวชี้วัด (KPIs) ที่เกี่ยวกับความยั่งยืนอย่างสม่ำเสมอ
  • เปิดเผยปัญหาและอุปสรรคอย่างจริงใจ
แบรนด์ที่ “โปร่งใส” จะได้รับความเชื่อมั่นมากกว่าแบรนด์ที่สื่อสารฟุ่มเฟือยแต่ไม่มีหลักฐานรองรับ
5. ความยั่งยืนเป็นเรื่องของคนทั้งองค์กร
องค์กรที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานด้านความยั่งยืน ไม่ควรมองว่าหัวข้อนี้เป็นหน้าที่ของฝ่าย CSR หรือฝ่ายสิ่งแวดล้อมเพียงเท่านั้น แต่เป็น “ภารกิจร่วม” ที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย เช่น
  • ผู้บริหารต้องกำหนดทิศทางและผลักดันนโยบาย
  • ฝ่ายผลิตต้องปรับกระบวนการให้สอดคล้องเพื่อลดผลกระทบ
  • ฝ่ายจัดซื้อเลือกซัพพลายเออร์ที่มีมาตรฐาน
  • ฝ่ายสื่อสารนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง
  • ฝ่ายบุคคลสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เท่าเทียมและเป็นธรรม
นอกจากนี้ การพัฒนาทักษะด้านความยั่งยืน (Sustainability Competency) จะเป็นสิ่งสำคัญของพนักงานในทุกระดับ องค์กรที่ลงทุนด้านบุคลากรจะมีความได้เปรียบในระยะยาวมากกว่าองค์กรที่เน้นเฉพาะตัวเลขและรายงาน
6. Circular Economy: โมเดลเศรษฐกิจที่ธุรกิจเริ่มหันมาปรับใช้จริง
แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไม่ใช่แค่การรีไซเคิล แต่คือการออกแบบระบบเพื่อ “ลดของเสียตั้งแต่ต้นทาง” เช่น
  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ซ่อมแซมได้ ขยายอายุการใช้งานของสินค้า
  • ใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  • สามารถคืนสินค้าหมุนเวียนกลับสู่ระบบผลิต
ในปี 2026 เทรนด์นี้ได้รับความสนใจจากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า แฟชั่น และธุรกิจอาหาร ซึ่งจะต้องออกแบบผลิตภัณฑ์โดยคิดถึง “วงจรชีวิตตั้งแต่ต้นจนจบ” มากขึ้น
7. พลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน: เป้าหมาย Net Zero ใกล้เข้ามาทุกที
9 Sustainability Trends 2026 I ที่องค์กรต้องรู้
หลายองค์กรทั่วโลกประกาศนโยบาย Net Zero ภายในปี 2050 หรือ 2060 หมายถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งในปี 2569 จะเริ่มเน้นการลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การประกาศเจตนารมณ์ ได้แก่
  • การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
  • การซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
  • การปรับปรุงสายการผลิตให้ประหยัดพลังงาน
  • การใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น Green Hydrogen
องค์กรที่เริ่มช้าจะตามคู่แข่งไม่ทัน เพราะการลดคาร์บอนต้องใช้เวลาและเงินลงทุนสูง เพราะฉะนั้น "เริ่มก่อน ได้ก่อน"
8. ความยั่งยืนด้านสังคมและความเป็นธรรม (ประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น)
แม้เรื่องสิ่งแวดล้อมจะเป็นประเด็นหลัก แต่ด้านสังคม (Social) ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น เช่น
  • ความปลอดภัยของพนักงาน
  • สวัสดิการที่เป็นธรรม
  • การคุ้มครองแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน
  • ความหลากหลายและการไม่เลือกปฏิบัติ (Diversity & Inclusion)
  • การมีส่วนร่วมของชุมชน
องค์กรที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของพนักงานจะมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น และช่วยรักษาคนเก่งให้อยู่ในองค์กรนานขึ้น
9. จาก Sustainability สู่ Regeneration: จากการลดผลกระทบ สู่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวก เทรนด์ใหม่คือการก้าวข้ามจาก “การลดผลกระทบ” ไปสู่ “การสร้างคุณค่าที่มากกว่าที่ใช้ไป” เช่น
  • การปลูกป่าเพิ่มมากกว่าจำนวนที่ใช้
  • การฟื้นฟูดิน น้ำ หรือระบบนิเวศ
  • การช่วยผู้ผลิตรายย่อยให้มีรายได้ที่ยั่งยืน
  • การพัฒนาชุมชนรอบกลุ่มอุตสาหกรรม
แนวคิดแบบ Regenerative จะทำให้องค์กรมีบทบาทมากขึ้นในการสร้างโลกที่ดีขึ้น ไม่ใช่เพียงลดผลกระทบให้น้อยที่สุดเท่านั้น
ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา “ความยั่งยืนในปี 2026 คือโอกาส ไม่ใช่ภาระ” ในปี 2026 ความยั่งยืนได้พัฒนาจากแนวโน้ม สู่ “มาตรฐานใหม่ของโลกธุรกิจ” องค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็วและมีความโปร่งใส จะได้รับประโยชน์ทั้งในด้านชื่อเสียง การแข่งขัน และโอกาสทางการตลาด ขณะที่องค์กรที่ปรับตัวช้าอาจถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในห่วงโซ่อุปทานระดับสากล
Tip: สิ่งที่องค์กรควรเริ่มทำ คือ
  • ใช้เทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  • การสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส ไม่สร้างภาพเกินจริง
  • การลงทุนด้านบุคลากร และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนความยั่งยืน
  • มองความยั่งยืนเป็นโอกาสทางธุรกิจ ไม่ใช่ต้นทุน
เมื่อเปลี่ยนมุมมองจาก “ภาระ” เป็น “โอกาส” ได้ องค์กรจะพบว่าเส้นทางสู่ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องยาก และเป็นเส้นทางที่นำไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/news/263265
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา