Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
21 ก.พ. เวลา 07:20 • ประวัติศาสตร์
🍶 จี้กง กินเหล้า…แล้วเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร?
เมื่อเรื่องเล่าทางศาสนากลายเป็นกระจกสะท้อนโครงสร้างอำนาจ ศรัทธา และสังคมยุคดิจิทัล
คำถามเรื่อง “จี้กง” ไม่เคยจางหายไปจากวงสนทนาทางศาสนา
พระในสมัยราชวงศ์ซ่งของจีน ผู้ซึ่งตำนานเล่าว่า
* ดื่มสุรา
* กินเนื้อ
* ทำตัวแหกกรอบ
* ไม่รักษาภาพลักษณ์พระอย่างเคร่งครัด
แต่กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บรรลุธรรม บางสายเรียกว่าอรหันต์ บางสายเรียกว่าโพธิสัตว์อวตาร
“เรากำลังใช้เกณฑ์อะไรในการวัดความหลุดพ้น?” และที่ลึกกว่านั้น เรากำลังเข้าใจศีล ความว่าง และอำนาจทางศาสนาอย่างไรในโลกปัจจุบัน
====
1️⃣ แยกระหว่างประวัติศาสตร์กับวรรณกรรมก่อน
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ระบุว่าพระเต้าจี้ (Daoji) มีชีวิตอยู่จริงในศตวรรษที่ 12 สมัยราชวงศ์ซ่งใต้ ท่านมีชื่อเสียงในฐานะพระที่ช่วยเหลือคนยากจน มีบุคลิกไม่ยึดติดพิธีรีตอง และถูกเล่าขานว่าเฉลียวฉลาด มีเมตตา และไม่สนใจการแสดงตนให้สง่างามตามแบบแผน
แต่ภาพ “พระขี้เมา ผู้มีอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติ” ที่แพร่หลายอยู่ในวัฒนธรรมสาธารณะ ปรากฏชัดในวรรณกรรม นิยายพื้นบ้าน และงิ้วจีนที่แต่งขึ้นภายหลังหลายร้อยปี
วรรณกรรมเหล่านั้นมีหน้าที่ทางสังคม คือสร้างภาพ “นักบุญของคนชั้นล่าง” ผู้กล้าท้าทายพระเคร่งครัดที่หน้าซื่อใจคด หรือขุนนางที่กดขี่ประชาชน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง จี้กงในความทรงจำสาธารณะ อาจเป็นทั้งบุคคลจริง และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมในเวลาเดียวกัน และเมื่อสัญลักษณ์เริ่มทรงพลังมากกว่าข้อเท็จจริง คำถามทางปรัชญาก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น
====
2️⃣ “ศีลในเถรวาท” = โครงสร้างที่ไม่ใช่เพียง “กติกา”
ในกรอบพุทธเถรวาท ซึ่งเป็นแนวทางหลักในไทย ศีลไม่ใช่เพียงข้อห้ามเชิงศีลธรรม แต่เป็นกลไกเชิงจิตวิทยาเพื่อสกัดกิเลส
เช่น ศีล 5 สำหรับฆราวาส และพระวินัยสำหรับภิกษุ ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างฝึกจิต” หากยังมีเจตนาละเมิดศีลด้วยความอยาก ย่อมสะท้อนว่ายังมีกิเลสอยู่
ตามหลักเถรวาทอย่างตรงไปตรงมา พระอรหันต์จะไม่ละเมิดศีลโดยเจตนา เพราะกิเลสถูกดับแล้ว การดื่มสุราเพื่อเสพสุขจึงไม่สอดคล้องกับนิยามนี้
ประเด็นสำคัญคือ เถรวาทไม่แยก “จิตบริสุทธิ์” ออกจาก “พฤติกรรม” เพราะถือว่าจิตที่บริสุทธิ์จริง ย่อมไม่ผลิตการกระทำที่เกิดจากกิเลส
ดังนั้น ในกรอบเถรวาท จี้กงในตำนานจึงไม่อาจถูกจัดเป็นอรหันต์ได้ หากการดื่มสุรานั้นมีรากจากความอยาก
====
3️⃣ มหายาน เซน และแนวคิด “อุปายโกศล”
ในสายมหายาน โดยเฉพาะฉานหรือเซน มีแนวคิดเรื่อง “อุปายโกศล” หรือกุศโลบาย หมายถึงการใช้วิธีการที่เหมาะสมกับจริตของผู้คนเพื่อพาให้เข้าถึงธรรม
มหายานเน้น “มหากรุณา” เป็นแกนกลาง หากการกระทำภายนอกที่ดูแปลกประหลาดสามารถปลุกให้คนตื่นจากอัตตาได้ ก็อาจถูกมองว่าเป็นเครื่องมือ
ในกรอบนี้ จี้กงจึงถูกตีความว่าเป็นตัวอย่างของ “ปัญญาที่ไม่ติดรูปแบบ” ท่านทำลายภาพพระผู้เคร่งครัด เพื่อทุบกรอบความคิดแบบยึดติดรูปแบบของผู้คน
แต่แม้ในสายมหายานเอง ก็มีการเตือนชัดเจนว่า “การเลียนแบบพฤติกรรมภายนอกโดยไม่มีภูมิธรรมรองรับ คือการเดินเข้าสู่ความหลงผิด”
ดังนั้น ความต่างระหว่างเถรวาทกับมหายาน ไม่ใช่เรื่องใครเคร่งครัดกว่าใคร แต่คือจุดเน้นที่ต่างกันระหว่าง “ความบริสุทธิ์เชิงวินัย” กับ “ความกรุณาเชิงอุบาย”
====
4️⃣ ปรากฏการณ์ “ครูเหนือศีล” ในยุคโซเชียล
หากเรื่องของจี้กงอยู่แค่ในตำนาน ก็คงเป็นเพียงบทสนทนาทางประวัติศาสตร์ศาสนา แต่ในยุคดิจิทัล เรื่องเล่าเช่นนี้ถูกหยิบมาใช้อ้างอิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อสร้างภาพ “ผู้รู้ที่อยู่เหนือกติกา”
เราเห็นรูปแบบคล้ายกันในหลายสังคม คือการยกย่องบุคคลที่แหวกขนบว่าเป็นผู้มีภูมิธรรมสูง เพราะ “ท่านไม่ต้องติดศีล” หรือ “ท่านพ้นจากกรอบแล้ว”
ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงไม่ใช่เรื่องเหล้าในตำนาน แต่คือการใช้ตำนานสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจ
เมื่อสังคมขาดเครื่องมือแยกแยะระหว่าง
* ปัญญาที่พ้นอัตตาจริง
* กับพฤติกรรมที่ยังมีกิเลสแต่ถูกห่อด้วยวาทกรรมลึกซึ้ง
ความเสี่ยงคือการเกิด cult of personality ที่ทำให้ศรัทธาแทนที่การตรวจสอบ
ในบริบทไทย เราเคยเห็นปรากฏการณ์ที่บุคคลบางกลุ่มได้รับการปกป้องจากการตั้งคำถาม เพียงเพราะภาพลักษณ์ทางศาสนาหรือความศรัทธาของผู้ติดตาม
เมื่อศาสนาถูกใช้เป็นเกราะคุ้มกันการวิพากษ์ ศาสนานั้นกำลังเคลื่อนจากพื้นที่ของปัญญา ไปสู่พื้นที่ของอำนาจ
====
5️⃣ คำถามที่ลึกกว่าศีล คือคำถามเรื่องอัตตา
ทั้งเถรวาทและมหายานต่างมีจุดร่วมสำคัญ คือการลดอัตตา ไม่ใช่การขยายอำนาจตนเองเหนือผู้อื่น
หากใครอ้างว่าอยู่เหนือศีล แต่ยังต้องการการยกย่อง การปกป้อง หรือการยืนยันสถานะ
คำถามที่ควรถามไม่ใช่เรื่องรูปแบบภายนอก แต่คือ “อัตตาได้ดับจริงหรือยัง?” เพราะความว่างจากอัตตา ไม่ต้องการการสร้างภาพลักษณ์ และความหลุดพ้นที่แท้ ไม่ต้องการสาวกมาปกป้อง
====
6️⃣ บทเรียนสำหรับผู้อ่านในโลกปัจจุบัน
คำถามเรื่องจี้กงอาจเป็นเพียงจุดตั้งต้น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการพัฒนามาตรฐานในการแยกแยะ
เราจะวัดความลึกซึ้งจากคำพูดที่ดูเหนือชั้น หรือจากความสอดคล้องระหว่างเจตนาและการกระทำ
เราจะยอมให้วาทกรรม “เหนือศีล” กลายเป็นใบอนุญาตให้ละเมิดจริยธรรม หรือจะยืนยันว่าความหลุดพ้นต้องโปร่งใสต่อการตรวจสอบ
ในโลกที่ภาพลักษณ์ถูกสร้างได้ในไม่กี่วินาที และความเชื่อแพร่กระจายเร็วกว่าการไตร่ตรอง การตั้งคำถามอย่างมีสติอาจเป็นการปฏิบัติธรรมรูปแบบหนึ่ง
บางที เรื่องของจี้กงอาจไม่ได้สอนให้เราหลงใหลนักบุญนอกกรอบ แต่สอนให้เราระวังการสร้างกรอบใหม่ที่ไม่มีใครกล้าตรวจสอบ
”ความหลุดพ้นที่แท้ ไม่ต้องการภาพลักษณ์มาค้ำจุน และไม่ต้องการศรัทธาที่ปิดกั้นปัญญา“
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#ธรรมทาน
พุทธศาสนา
ศาสนา
มหายาน
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย